The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

Share

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น

ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ

แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด คือช่วงที่เขามี “สิ่งเดียวที่ทำ” อย่างชัดเจน แต่ช่วงที่ล้มเหลว คือช่วงที่เขากระจายพลังไปทำหลายสิ่งมากเกินไปครับ

คนทั่วไปมักติดกับความเชื่อเดิมที่ว่า “ยิ่งทำมาก ยิ่งสำเร็จมาก” แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามเลยครับ ยิ่งมีหลายสิ่งที่ต้องทำ เรากลับยิ่งเหนื่อยมากขึ้น แต่ได้ผลลัพธ์น้อย เพราะพลังงานของเราที่มีอยู่จำกัดต้องกระจายไปให้หลายงาน งานละนิดละหน่อย แต่หากเราลบสิ่งที่ไม่สำคัญอย่างอื่นทิ้งไปทั้งหมด แล้วโฟกัสกับการทำสิ่งสำคัญที่สุดเพียงแค่สิ่งเดียว เราก็จะสามารถทุ่มพลังงานทั้งหมดที่มีให้กับสิ่งเดียวนั้นได้อย่างเต็มที่ครับ


จริง ๆ แก่นสำคัญของหนังสือมีไม่มาก ดูจากชื่อหนังสือก็น่าจะพอเดาออกแล้วว่าให้เรามุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงแค่สิ่งเดียว ผู้เขียนเลยใส่เรื่องอื่นเข้ามาเสริม เพื่อให้หนังสือไม่บางเกินไป ซึ่งก็กินพื้นที่ไปครึ่งเล่มเลยครับ เนื้อหาส่วนนี้พูดถึงความเชื่อผิด ๆ ที่ผู้คนมีต่อการประสบความสำเร็จ หากเราทำลายความเชื่อพวกนี้ลงได้ เราก็จะเข้าใกล้ความสำเร็จได้ง่ายขึ้น ความเชื่อผิด ๆ ที่ว่ามีอยู่ 6 ข้อ ได้แก่

  1. ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากัน
  2. การทำหลายสิ่งพร้อมกันเป็นเรื่องดี
  3. คนเราต้องมีระเบียบวินัย
  4. พลังใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
  5. คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล
  6. ไม่ควรคิดการใหญ่

มาลงรายละเอียดของความเชื่อผิด ๆ แต่ละข้อกันครับ

1. ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากัน

การเชื่อว่าทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด จะส่งผลให้ชีวิตของเราไม่ก้าวหน้าไปไหน ทั้งที่ทำหลายสิ่งเยอะจนแทบไม่ได้นอน สังคมยุคใหม่ให้คุณค่ากับความยุ่งมากกว่าคุณภาพ การมีสิ่งที่ต้องทำแน่นตลอดทั้งวันถูกมองว่าเป็นความขยัน แต่ความจริงคนที่ดูยุ่งเหล่านั้นอาจไม่รู้ว่าจะจัดลำดับความสำคัญยังไงก็เป็นได้ หลายคนจัดลำดับความสำคัญของงานไม่เป็น ส่งผลให้ทำงานผิดลำดับ หยิบงานที่ง่ายมาทำก่อน

คนที่ประสบความสำเร็จจะวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนจนแน่ใจแล้วจึงค่อยลงมือทำ พวกเขาจะรีบทำงานที่คนอื่นชอบผัดวันประกันพรุ่งให้เสร็จ ความแตกต่างของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนทั่วไปไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญ คนที่ประสบความสำเร็จจะลงมือทำสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ก่อนเสมอครับ

2. การทำหลายสิ่งพร้อมกันเป็นเรื่องดี

คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ให้คุณค่ากับความสามารถในการทำหลายอย่างพร้อมกัน หรือ multitasking แต่ความจริงแล้วการทำหลายอย่างพร้อมกันกลับทำลายประสิทธิภาพ เวลาทำสองอย่างพร้อมกัน เราไม่มีทางทำออกมาได้ดีเลยสักอย่าง แถมเป็นการเปิดโอกาสให้หลายอย่างผิดพลาดพร้อมกันอีกด้วยครับ

งานวิจัยพบว่า จริง ๆ แล้วมนุษย์เราไม่ได้ทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เราสลับงานอย่างรวดเร็ว หรือ task switching ต่างหากครับ ในการสลับงานครั้งหนึ่ง เราต้องรวบรวมสมาธิใหม่ เพื่อดูว่ามีอะไรจำเป็นต้องทำในงานนั้น ๆ และไม่มีอะไรรับประกันว่าเราจะกลับไปทำงานต่อจากจุดที่ค้างไว้ โดยไม่เผลอลืมอะไรไป และยิ่งแต่ละงานเป็นงานที่ซับซ้อน สมองของเรายิ่งใช้เวลานานในการรวบรวมสมาธิ จึงเป็นการสูญเสียพลังงานไปมากโดยที่เราไม่รู้ตัวครับ

3. คนเราต้องมีระเบียบวินัย

พวกเราส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีวินัยสูงกว่าคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วคนเหล่านั้นไม่ได้มีวินัยอยู่ตลอดเวลา พวกเขาแค่บังคับให้ตัวเองมีวินัยในระยะสั้น ๆ แต่นานพอที่วินัยนั้นจะพัฒนาจนกลายเป็นนิสัยติดตัวครับ

มีงานวิจัยที่อยากหาคำตอบว่า แล้วเราต้องบังคับให้ตัวเองมีวินัยนานแค่ไหน กว่าที่มันจะพัฒนาจนกลายเป็นนิสัย นักวิจัยทีมนี้ได้คำตอบว่า โดยเฉลี่ยแล้วการสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้เวลา 66 วัน แล้วเราจะถึงจุดที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากเท่าเดิม การสร้างนิสัยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อย่าเพิ่งถอดใจยอมแพ้ระหว่างทางครับ เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะสร้างนิสัยอะไร ให้พยายามทำตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อบ่มเพาะนิสัยนั้นขึ้นมา

4. พลังใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

พลังใจคือกำลังใจที่ทำให้เรามุ่งมั่นสู้ต่อ ประโยคเสริมพลังใจที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ คือ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แต่พลังใจเหมือนแบตมือถือครับ ตอนเช้าที่ตื่นนอนเราอาจมีพลังใจเต็มเปี่ยม แต่พอใช้ไปเรื่อย ๆ ระหว่างวันมันอาจหมดลงได้ ส่งผลให้ความมุ่งมั่นของเราหายไปครับ

ในเมื่อพลังใจไม่ได้มีปริมาณเท่าเดิมตลอดทั้งวัน เราจึงควรหยิบงานสำคัญขึ้นมาทำในช่วงที่มีพลังใจเต็มเปี่ยม จากนั้นพยายามรักษาพลังใจให้เหลือมากพอที่จะเอาตัวรอดให้หมดวันไปได้ครับ

5. คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล

ความสมดุลคือการอยู่จุดกึ่งกลาง ยิ่งอยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่าใช้ชีวิตสุดโต่งมากขึ้นเท่านั้น ปัญหาในการใช้ชีวิตให้อยู่ตรงจุดกึ่งกลางคือ เราไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับอะไรบางอย่าง แต่ต้องแบ่งเวลาให้กับทุกอย่างในชีวิตเท่า ๆ กัน ส่งผลให้เราทำทุกอย่างออกมาเสร็จแบบลวก ๆ การทิ้งงานบางอย่างจำเป็นต่อการสร้างผลลัพธ์ให้ออกมาดี แต่เราทิ้งทุกอย่างเลยไม่ได้

ผู้เขียนนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่าการถ่วงดุล โดยการแยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกัน แล้วสลับทำสองสิ่งนี้ เราไม่สามารถทำแต่งาน แล้วทิ้งชีวิตส่วนตัว ละเลยครอบครัว ละเลยเพื่อนฝูงไปได้ แต่ก็ไม่ควรเอาแต่ใช้ชีวิตส่วนตัวจนละเลยเรื่องงาน แต่ละคนมีวิธีการถ่วงดุลที่ไม่เหมือนกัน ลองค้นหาวิธีถ่วงดุลที่ดีที่สุดของตัวเองดูครับ

6. ไม่ควรคิดการใหญ่

หากพูดถึงการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนคือ มันต้องยุ่งยากและซับซ้อนแน่ ๆ มันต้องมากับความเครียดและแรงกดดันแน่ ๆ หลายคนมองเห็นตัวเองล้มเหลวโดยที่ยังไม่ทันได้ลงมือทำด้วยซ้ำ แต่คนเราไม่มีใครรู้ขีดจำกัดของตัวเองหรอกครับ และคนเรามักประเมินขีดจำกัดของตัวเองไว้ต่ำเกินไป ในเมื่อเราไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ก็ตั้งเป้าให้ใหญ่เข้าไว้ดีกว่าครับ

ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราคิดการใหญ่ และบางครั้งเราอาจพบว่าเป้าหมายที่ตอนแรกคิดว่าใหญ่และยาก พอได้ลงมือทำกลับพบว่ามันง่ายกว่าที่คิด เราต้องคิดการใหญ่เข้าไว้ครับ เพราะมันช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง เมื่อไหร่ที่ทำเป้าหมายสำเร็จ เราจะพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด


เข้าสู่เนื้อหาครึ่งหลังของหนังสือ ผู้เขียนบอกว่าคนเราใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาคำตอบและความหมายของชีวิต แต่การจะได้คำตอบที่ยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มจากคำถามที่ถูกต้องซะก่อน ถ้าตั้งคำถามได้ทรงพลัง คำตอบที่ได้อาจพลิกชีวิตเราได้เลย คำถามช่วยให้เรามองเห็นภาพรวม ช่วยให้มองเห็นว่าควรมุ่งหน้าไปทางไหนดี และช่วยให้รู้ว่าสิ่งแรกที่ควรเริ่มลงมือทำคืออะไร

ผู้เขียนแนะนำให้เราถามตัวเองว่า “อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่น ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย หรือไม่จำเป็นต้องทำเลย” คำถามนี้บังคับให้เราเลือกทำเพียงแค่สิ่งเดียว จากตัวเลือกที่มีอยู่มากมาย วิธีนี้ช่วยให้เราจัดการเรื่องสำคัญก่อน ค่อย ๆ สะสางงานไปทีละอย่าง คำถามนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกด้านของชีวิตครับ ตัวอย่างคำถามเช่น

อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ หากอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ หากอยากลดน้ำหนัก
อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ หากอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรัก
อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ หากอยากปิดหนี้บัตรเครดิต

คำถามที่ดีเปรียบได้กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ โดยเราต้องคิดการใหญ่เข้าไว้ เพื่อพาตัวเองไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ต้องตั้งคำถามให้เฉพาะเจาะจง เพราะมันจะช่วยให้เรารู้แน่ชัดว่าเป้าหมายคืออะไร และต้องทำให้สำเร็จเมื่อไหร่

การตั้งเป้าหมายต้องคำนึงถึงความสามารถของตัวเราด้วยครับ คนเรามีความเป็นไปได้ 3 แบบครับคือ

  • สิ่งที่ทำได้แน่ ๆ
  • สิ่งที่ทำได้แต่ต้องอาศัยความพยายาม
  • สิ่งที่อาจพอจะเป็นไปได้

ผู้เขียนแนะนำให้เราตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่เราทำได้แต่ต้องอาศัยความพยายาม ซึ่งเราต้องออกแรงมากขึ้นหน่อย ต้องเอื้อมสุดมือถึงจะคว้ามันมาได้ และเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดเพราะมันเป็นไปได้ ไม่ควรตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่เราทำได้แน่ ๆ อยู่แล้ว เพราะมันจะไม่ใช้การตั้งเป้าหมาย แต่เป็นการเขียน to do list ครับ

การมีเป้าหมายช่วยให้เราสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้ เพราะเรารู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ และใช้ชีวิตประจำวันได้สอดคล้องกับสิ่งนั้น ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ช่วยให้คว้าโอกาสได้เร็ว หากเจอกับสถานการณ์แย่ ๆ การมีเป้าหมายจะช่วยให้เรามีพลังลุกขึ้นมาจัดการกับสิ่งนั้นครับ


คำจำกัดความของเป้าหมายในชีวิตคือ “สิ่งเดียวในอนาคตอันไกลที่เราอยากทำให้สำเร็จสักวันหนึ่ง” เป้าหมายนี้อาจดูไกลและไม่ค่อยยึดโยงกับตัวเราในตอนนี้ ผู้เขียนจึงแนะนำให้เราตั้งเป้าหมายให้เป็นปัจจุบันครับ โดยการซอยเป้าหมายให้แคบลงและใกล้ตัวเราขึ้นเรื่อย ๆ เช่น

ดูจากเป้าหมายอนาคตอันไกล อะไรคือสิ่งเดียวที่ต้องทำในอีก 5 ปีข้างหน้า
ดูจากเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า อะไรคือสิ่งเดียวที่ต้องทำในปีนี้
ดูจากเป้าหมายในปีนี้ อะไรคือสิ่งเดียวที่ต้องทำในเดือนนี้
ดูจากเป้าหมายในเดือนนี้ อะไรคือสิ่งเดียวที่ต้องทำในสัปดาห์นี้
ดูจากเป้าหมายในสัปดาห์นี้ อะไรคือสิ่งเดียวที่ต้องทำในวันนี้

วิธีนี้ช่วยให้เราฝึกคิดเชื่อมโยงเป้าหมายหนึ่งเข้ากับอีกเป้าหมาย ฝึกให้เราเป็นคนคิดการใหญ่ มีงานวิจัยในปี 2008 ของ ดร.เกล แมทธิวส์ บอกว่าคนที่เขียนเป้าหมายของตัวเองลงบนกระดาษ มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่เขียนถึง 39.5% การเขียนเป้าหมายและสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดลงบนกระดาษ เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำให้เป้าหมายเป็นปัจจุบันครับ


ผู้เขียนบอกว่าการเพิ่มชั่วโมงทำงาน ไม่ใช่วิธีที่ดีในการเพิ่มผลลัพธ์ เขาพบด้วยตัวเองว่าพอถึงจุดหนึ่งไม่ว่าจะพยายามทำงานเพิ่มนานแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถเพิ่มผลลัพธ์ได้อีกต่อไป วิธีเพิ่มผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในชั่วโมงการทำงานตามปกติครับ

วิธีที่ผู้เขียนนำมาใช้กับตัวเองคือการกำหนดตารางเวลา หรือ time blocking ซึ่งคือการจองเวลาในชั่วโมงการทำงานของตัวเอง เพื่อลงมือทำสิ่งเดียวของเรา ถ้าสิ่งเดียวนั้นต้องอาศัยการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ การกำหนดตารางเวลาที่เหมาะสมสำหรับทุกวัน จะช่วยให้เราทำสิ่งนั้นจนกลายเป็นนิสัยได้ครับ

สตีเฟน คิง นักเขียนนิยายสยองขวัญชื่อดังที่มีผลงานขึ้นหิ้งมากมาย และปัจจุบันยังออกผลงานเล่มใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เขาเล่าตารางเวลาการทำงานของเขาไว้ว่า ช่วงเช้าเขาจะทุ่มเวลาให้กับการเขียนิยายเล่มใหม่ ช่วงบ่ายเขาจะพักงีบและตอบจดหมาย ช่วงเย็นเขาจะอ่านหนังสือ และใช้เวลาไปกับครอบครัว และบางครั้งอาจจะมีการตรวจแก้งานที่เร่งด่วน


แต่แม้จะจัดตารางเวลาเอาไว้เป็นอย่างดี พอถึงเวลาจริงเราอาจเจอกับอุปสรรคได้ครับ ผู้เขียนได้แนะนำให้รู้จักกับ 4 หัวขโมยที่คอยฉุดรั้งการสร้างผลลัพธ์ของเรา เพื่อปกป้องให้ตัวเองสามารถทำเป้าหมายได้สำเร็จ เราต้องหยุดหัวขโมยเหล่านี้ ก่อนที่มันจะเล่นงานเราครับ โดยหัวขโมยทั้ง 4 ได้แก่

หัวขโมยที่ 1: ปฏิเสธไม่เป็น

เมื่อตอบตกลงในตอนที่มีคนมาขอให้ทำอะไรสักอย่างให้ นั่นแปลว่าเราเหลือเวลาสำหรับลงมือทำสิ่งเดียวของตัวเองน้อยลง แต่หลายคนไม่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวคนอื่นเสียใจหรือกลัวโดนมองว่าใจดำ แต่การปฏิเสธมีวิธีที่นุ่นนวลอยู่ครับ เช่น การแนะนำให้เขาสามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องยืมมือคนอื่น หรือส่งต่อคำขอของเขาไปให้คนอื่นที่พร้อมช่วยเหลือแทน

หัวขโมยที่ 2: กลัวความวุ่นวาย

ระหว่างที่เราลงมือทำสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด โลกไม่ได้หยุดหมุนเพื่อรอให้เราทำสิ่งนั้นเสร็จ เวลายังหมุนต่อไปเรื่อย ๆ เกิดเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมากมายที่รอให้เราไปจัดการ จนบางครั้งเรายอมแพ้ให้กับความวุ่นวายเหล่านั้น แล้วหันไปจัดการมัน แม้เราจะโล่งอกที่ความวุ่นวายหายไป แต่งานสำคัญของเราไม่คืบหน้า ผู้เขียนบอกว่าเราไม่ควรจะกลัวความวุ่นวาย ไม่ควรยอมแพ้ให้กับมัน การทำสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง มันจะสร้างรายได้หรือโอกาสให้เราได้จัดการกับความวุ่นวายในท้ายที่สุดครับ

หัวขโมยที่ 3: มีนิสัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

หลายคนยอมเอาสุขภาพของตัวเองเข้าแลกกับความสำเร็จ ยอมอดหลับอดนอน ยอมอดอาหารหรือกินอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ง่าย ๆ ด่วน ๆ เร็ว ๆ แต่สุขภาพที่เสียไปไม่คุ้มแลกครับ ผู้เขียนเล่าว่าเขาเคยป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง เคยต้องขาสั่นอยู่ตลอดเวลาเพราะกินยาลดคอเลสเตอรอล แต่การจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เราต้องมีพลังงาน ต้องใส่ใจกับการกินเพื่อให้มีแรง ต้องออกกำลังกายแก้เครียด เพราะถ้ามีพลังเหลือเฟือ ไม่ว่าอะไรเราก็สามารถจัดการได้ครับ

หัวขโมยที่ 4: สภาพแวดล้อมไม่ส่งผลดีต่อเป้าหมาย

คนรอบตัวมีอิทธิพลต่อเรา ถ้าอยู่ท่ามกลางคนที่คิดบวก พวกเขาจะคอยให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเรา ถ้าอยู่ท่ามกลางคนคิดลบ พวกเขาจะทำให้เราเสียพลังงานและความตั้งใจไปเปล่า ๆ อย่าให้สภาพแวดล้อมพาเราออกนอกลู่นอกทาง ให้เดินไปพร้อม ๆ กับผู้คนและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมครับ


ผู้เขียนสรุปไว้ในตอนท้ายของหนังสือว่า ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเกิดจากการทำให้น้อยเข้าไว้ การจดจ่อกับแค่ไม่กี่อย่าง ช่วยให้ความคิดของเราชัดเจนและรู้ว่าต้องทำอะไร ชีวิตคนเราไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในทันที แต่ต้องตั้งต้นจากความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ และความสำเร็จเริ่มต้นที่ตัวเราเอง เมื่อเรามีเป้าหมายในชีวิต รู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด และสร้างผลงานให้ได้เยอะ ๆ สุดท้ายผลลัพธ์ที่น่าทึ่งก็สามารถเกิดขึ้นได้ครับ

หากเพื่อน ๆ สนใจสามารถหามาอ่านเพิ่มเติมได้ครับกับหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 240 บาท

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว”

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/5fjd2jO0Gb
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Of Mice and Men: เพื่อนยาก – มิตรภาพและความฝันของคนยากจนที่ไม่อาจเป็นจริง

ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ เพราะแสตมป์ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเล็กที่มีกาวด้านหลัง แต่มันคือจดหมายเหตุขนาดจิ๋วที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศ ทั้งยังเป็นตัวแทนกระจายความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านซองจดหมายที่วิ่งว่อนมาแล้วกว่า 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5...

Related Articles

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

Pomodoro Technique เทคนิคเคลียร์งาน 25 นาทีจบ ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นตลอดกาล

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยวุ่นวายใจเมื่อเห็นเวลาเดินเข้าใกล้เดดไลน์ไปเรื่อย ๆ แต่งานที่ทำอยู่ไม่คืบหน้าไปไหนเลย ไม่สามารถตั้งสมาธิให้จดจ่อกับงานได้ เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งวันแล้ววันเล่า แต่เทคนิคโพโมโดโรเกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ครับ การนำเทคนิคนี้มาใช้จะเป็นเหมือนเพื่อน ๆ ได้ติดอาวุธที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่อยากทำให้เสร็จได้ ไอติมอ่าน...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!