Netflix กฎที่นี่คือไม่มีกฎ กฎแหวกกรอบที่ทำให้คนและองค์กรเก่ง

Share
Share

หากพูดถึงผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก อันดับหนึ่งเลยต้องยกให้กับ Netflix ที่เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์มากมายจากทั่วโลก และยังผลิตคอนเทนต์ออริจินอลของตัวเองที่ฮิตถล่มทลาย บริษัท Netflix มีวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกขนานนามว่าแหกกฎที่สุดในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งนำพาให้ Netflix ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงจนยิ่งใหญ่ได้อย่างทุกวันนี้ ไอติมอ่านใน ep นี้จะมาสรุปหนังสือ No Rules Rules กฎที่นี่คือไม่มีกฎ ซึ่งเขียนโดย Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง Netflix และ Erin Meyer

inc.com

ที่ผ่านมาในการบริหารจัดการองค์กรให้เติบโตและประสบความสำเร็จ ต้องใช้กฎและข้อบังคับมากำกับดูแลพนักงาน ซึ่งใช้ได้ผลดีตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมาจนถึงยุคดิจิตอลตอนต้น แต่สำหรับปัจจุบันในยุคสตาร์ทอัพ รูปแบบการบริหารที่ใช้กันมากว่า 300 ปีเริ่มไม่ตอบโจทย์ เพราะธุรกิจสมัยนี้ไม่ได้แข่งขันกับด้วยปริมาณ แต่แข่งกันด้วยคุณภาพ รีดได้ค้นพบวิธีบริหารจัดการรูปแบบใหม่ที่สามารถผลักดันความสามารถของคนเก่งในองค์กรให้เก่งยิ่งขึ้นไปอีก หลักการใหม่นี้ว่าด้วย “ความอิสระและความรับผิดชอบ” หรือ “Freedom and Responsibility” เรียกย่อ ๆ ว่า F&R

หลักการ F&R ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ข้อ โดยทั้ง 3 ข้อนั้นต้องทำไปตามลำดับ จากข้อ 1 ไปข้อ 2 จากข้อ 2 ไปข้อ 3 เท่านั้น หากยังไม่สามารถทำตามหลักการข้อแรกได้ หลักการข้อถัดไปก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์ใด ๆ ให้องค์กรได้เลย


หลักการข้อที่ 1 เพิ่มความหนาแน่นของบุคลากรชั้นยอด

Netflix เริ่มต้นธุรกิจโดยการให้เช่าหนังในรูปแบบแผ่น DVD จัดส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ บริษัทสามารถเติบโตได้ภายในไม่กี่ปี แต่แล้วก็ต้องเจอกับวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมในปี 2001 เพื่อรักษาบริษัทเอาไว้ รีดจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานกว่า 1 ใน 3

ในบรรดาพนักงานของเขาตอนนั้นล้วนแต่เป็นคนเก่ง รีดลงมือคัดเลือกพนักงานด้วยตัวเอง ทำให้เขาเห็นว่าบรรดาพนักงานของเขาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือคนเก่งที่ทำผลงานได้ในระดับพอใช้ และคนเก่งที่ทำผลงานได้เหนือกว่า รีดเลือกเลิกจ้างพนักงานที่รั้งท้ายออกไป 1 ใน 3 ของพนักงานทั้งหมด ท่ามกลัวความกังวลว่าพนักงานที่เหลือคงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อบริษัท หมดไฟในการทำงาน และฉุดให้ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง

แต่ผลลัพธ์กลับออกมาตรงกันข้าม หลังการเลิกจ้างผ่านไปได้ 1 สัปดาห์ และสถานการณ์ของเศรษฐกิจยังไม่สู้ดี แต่กลายเป็นว่าพนักงานที่เหลือกลับทำงานกันแข็งขันขึ้น ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น บริษัททำรายได้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญคือพนักงานทุกคนดูมีความสุขขึ้นมาก

ตอนแรกรีดหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม่ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างนี้ เขามาคิดออกในภายหลังว่าการคัดพนักงานให้เหลือแค่คนเก่งมาก ๆ โดยตัดคนที่มีความสามารถต่ำกว่าค่าเฉลี่ยออกไป ทำให้พนักงานระดับท็อปไม่ต้องเสียเวลาไปช่วยงานพนักงานระดับรอง ๆ หัวหน้างานก็มีเวลาวางแผนได้ดีขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปดูแลลูกน้องที่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อทั้งบริษัทเหลือแต่คนที่เก่งมากจริง ๆ พวกเขาจะส่งเสริมกัน แสดงพลังสร้างสรรค์ออกมาได้มากกว่าที่เคย นี่คือหลักการข้อแรกที่รีดค้นพบ


หลักการข้อที่ 2 เพิ่มความตรงไปตรงมา

หลังจากรีดพบว่าการเพิ่มความหนาแน่นของบุคลากรชั้นยอด ส่งผลยอดเยี่ยมต่อบริษัทได้อย่างไร เขาก็พยายามหาวิธีผลักดันให้บุคลากรเหล่านั้นสร้างผลงานให้ออกมาสุดยอดยิ่งขึ้นไปอีก ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนพัฒนาได้คือการได้รับฟีดแบคจากคนอื่น โดยเฉพาะฟีดแบคด้านลบ ที่จะช่วยให้คน ๆ นั้นรู้ถึงจุดผิดพลาดของตัวเอง และแก้ไขในอนาคต

เราอาจเคยได้ยินว่าวิธีการฟีคแบคที่ดีคือ หากเป็นเรื่องที่ดีให้ชื่นชมต่อหน้าคนอื่น หากมีเรื่องอยากติเตือนให้เรียกไปคุยแบบส่วนตัว แต่ที่ Netflix ให้ความสำคัญกับการฟีคแบคแบบตรงไปตรงมา เป็นการให้ฟีคแบคเดี๋ยวนั้น ตรงนั้นเลย โดยชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด และแนะแนวทางแก้ไข ซึ่งทำให้เข้าใจได้รวดเร็ว

รีดได้แนะแนวทางการให้ฟีคแบคโดยใช้หลัก 4A ซึ่งสามารถทำให้การให้ฟีคแบคนั้นมีประสิทธิภาพ และป้องกันการสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นการวิจารณ์ที่ไม่ก่อประโยชน์ หลัก 4A ประกอบด้วย

  1. Aim to Assist ต้องให้ฟีคแบคด้วยความตั้งใจอยากจะช่วยให้ผู้รับทำงานได้ดีขึ้น
  2. Actionable ไม่ฟีคแบคแค่ว่าการกระทำตอนนี้ไม่ดียังไง แต่ต้องบอกแนวทางด้วยว่าผู้รับควรทำยังไงถึงจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้ได้
  3. Appreciate สำหรับผู้รับฟีดแบค คุณต้องแสดงความขอบคุณแก่ความหวังดีของผู้ให้ฟีดแบค
  4. Accept or Discard ผู้รับมีสิทธิเลือกว่าจะยอมรับฟีดแบคที่ได้รับมาปรับใช้ หรือปฏิเสธไม่สนใจคำแนะนำนั้น

การเริ่มต้นให้ฟีดแบคกันอย่างตรงไปตรงมาอาจเป็นเรื่องยาก รีดได้แนะนำว่าเริ่มแรกหัวหน้าควรเป็นคนริเริ่มขอฟีคแบคให้ตัวเองจากคนเป็นลูกน้อง แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณให้คุณค่ากับฟีดแบคเหล่านั้น

และเพื่อสร้างความกล้าหาญให้ทีมกล้าให้ฟีดแบคหัวหน้าตรง ๆ มากยิ่งขึ้น หัวหน้าควรแชร์ฟีดแบคที่ได้รับจากเพื่อนร่วมงานให้คนในทีมฟัง อธิบายว่าฟีดแบคที่ตนได้รับมีประโยชน์ยังไง และตัวเองจะดำเนินการยังไงกับฟีดแบคเหล่านั้น เมื่อลูกน้องเห็นว่าหัวหน้าให้คุณค่ากับฟีดแบค ลูกน้องก็อยากจะให้ฟีดแบค และยินดีที่จะรับฟีดแบค


หลักการข้อที่ 3 ยกเลิกการบังคับควบคุม

แม้ในบริษัทจะเต็มไปด้วยบุคลากรชั้นยอด มีวัฒนธรรมในการให้ฟีดแบคกันอย่างตรงไปตรงมา แต่บางครั้งกฎและข้อบังคับขององค์กร อาจฉุดรั้งความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นกฎการเบิกค่าเดินทางในการไปพบปะลูกค้า กฎการซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้เข้าออฟฟิศ กฎการเข้างานและออกงาน สำหรับ Netflix ที่นี่เชื่อว่าพนักงานผู้มีความสามารถระดับสูงนั้นมีวิจารณญาณที่ดี รู้ว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ

ความอิสระลำดับแรก ๆ ที่รีดมอบให้กับพนักงาน Netflix คือนโยบายไม่จำกัดจำนวนวันลา และยกเลิกการเบิกค่าใช้จ่าย ที่ Netflix คุณสามารถลาวันไหนและนานเท่าไหร่ก็ได้ ตราบที่คุณยังสร้างผลงานได้ตามที่บริษัทคาดหวัง และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมทีม

การลาเป็นเรื่องจำเป็นต่อการชาร์จพลังสมองให้กลับคืนมาสดชื่นอีกครั้ง ผู้บริหารและพนักงานหลายคนของ Netflix มักได้ไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงาน หลังกลับมาจากลาหยุดยาวหลายวัน ใครที่ไม่สะดวกเข้าออฟฟิศก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ พนักงานหลายคนของที่นี่บอกว่าชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของพวกเขาสมดุลดีมาก ได้ทำงานเต็มที่ และมีเวลาเหลือให้กับตัวเองและครอบครัว

เรื่องการเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พนักงานก็สามารถเบิกได้เลย โดยไม่ต้องยื่นคำร้องแล้วรอให้หัวหน้า และหัวหน้าของหัวหน้าอนุมัติ ตราบใดที่การใช้จ่ายนั้นเป็นประโยชน์ต่อองค์กรก็สามารถจ่ายได้เลย

เมื่อองค์กรให้อิสระแก่พนักงาน สิ่งที่ตามมาคือพนักงานต้องมีความรับผิดชอบ หากมีใครทำผิดข้อตกลง จะถูกคนในทีมและหัวหน้าฟีดแบคอย่างตรงไปตรงมา ถ้าหากเป็นความผิดร้ายแรงหรือความผิดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ Netflix จะให้คุณออก และความผิดที่คุณได้ทำลงไปจะถูกป่าวประกาศไปทั่วบริษัท เพื่อให้พนักงานที่เหลือเห็นเป็นตัวอย่างในการตัดสินใจ

หลักการบริหารแบบ Netflix ทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

  1. เพิ่มความหนาแน่นของบุคลากรชั้นยอด
  2. เพิ่มความตรงไปตรงมา
  3. ยกเลิกการบังคับควบคุม

กฎเหล่านี้เป็นหัวใจหลักของการบริหารงานแบบ Netflix ซึ่งรีดได้แนะนำให้เริ่มทำจากข้อ 1 ไป 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งหากคุณนำไปประยุกต์กับองค์กรของคุณแล้วได้ผลดี และต้องการผลักดันความสามารถขององค์กรให้สูงขึ้นอีก รีดมีการแนะนำหลักการทั้ง 3 ข้อในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น


หลักการแบบเข้มข้นข้อที่ 1 จ่ายเงินเดือนให้สูงกว่าตลาด

บุคลากรระดับหัวกะทิย่อมเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ ในกรณีของ Netflix ต้องแข่งแย่งชิงบุคลากรกับ Google, Microsoft หรือ Apple เพื่อให้บุคลากรระดับหัวกะทิยังทำงานให้ Netflix ต่อไป รีดเสนอให้จ่ายเงินเดือนพนักงานในระดับที่มากกว่าเรทสูงสุดในตลาดอยู่เสมอ บางครั้งก็จ่ายให้มากกว่าตลาดเกือบ 1 เท่า เพื่อป้องกันการถูกซื้อตัว

จากกฎพื้นฐานข้อที่ 1 Netflix คัดไว้แต่บุคลากรชั้นยอดระดับหัวกะทิ โดยเน้นที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ดังนั้นแม้พนักงานทุกคนที่นี่จะได้รับเงินเดือนในเรทที่สูงกว่าตลาด แต่ระดับองค์กร ค่าใช้จ่ายด้านนี้ก็อยู่ในสัดส่วนที่ไม่ต่างจากบริษัทอื่น ๆ

ที่ Netflix ไม่มีโบนัส งบสำหรับจ่ายโบนัสตอนสิ้นปีถูกคำนวนรวมเข้าไปในเงินเดือนเรียบร้อยแล้ว โดยรีดมองว่าโบนัสทำให้รายได้สุทธิของพนักงานไม่แน่นอน จึงทำให้พวกเขาเสียสมาธิที่ควรจะจดจ่อกับงาน รีดเชื่อว่าหากพนักงานทุกคนได้รับค่าตอบแทนสูงสุดอยู่เสมอ พวกเขาจะไม่กังวลเรื่องรายได้ และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

หัวหน้าแผนกและฝ่ายบุคคลมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือคอยอัพเดทฐานเงินเดือนของตำแหน่งงานต่าง ๆ ในตลาด แล้วรีบขึ้นเงินเดือนให้พนักงานตำแหน่งนั้นทันที โดยไม่ต้องรอให้พนักงานเอ่ยปากขอขึ้นเงินเดือน ในทางกลับกันหากฐานเงินเดือนของตำแหน่งงานไหนลดลง พนักงานจะไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน ที่อาจทำให้พนักงานตำแหน่งนั้นลาออกจาก Netflix ได้ในอนาคต

ที่ Netflix สนับสนุนให้พนักงานออกไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทอื่นเมื่อถูกแมวมองเชิญ แต่ต้องบอกกับหัวหน้างานอย่างเปิดเผย และถามบริษัทคู่แข่งว่าต้องการซื้อตัวคุณเท่าไหร่ จากนั้นกลับมาบอกหัวหน้า แล้ว Netflix ยินดีที่จะจ่ายเงินเดือนเพิ่มให้มากกว่าตัวเลขนั้น เพื่อให้คุณทำงานที่ Netflix ต่อไป


หลักการแบบเข้มข้นข้อที่ 2 มากกว่าความตรงไปตรงมา คือการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดของบริษัท

อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าพนักงานหัวกะทิคือ การถูกปิดกั้นไม่ให้รู้ข้อมูลสำคัญบางอย่างของบริษัท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ส่งผลต่อทิศทางการตัดสินใจของพนักงาน ดังนั้นเมื่อพนักงานไม่รู้ข้อมูลจึงไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองได้ หน้าที่ในการตัดสินใจจึงไปตกอยู่กับหัวหน้า

รีดมีแนวคิดว่าทั้งหัวหน้าและลูกน้องในทีมต้องรู้ข้อมูลเท่ากัน ที่ Netflix พนักงานทุกระดับถูกสอนให้อ่านงบการเงินของบริษัทเป็น ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลผลประกอบการของบริษัท รู้ทิศทางของบริษัทในอนาคต รวมไปถึงแผนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบุคลากรของบริษัท

บรรดาพนักงานจะทราบข้อมูลสำคัญเหล่านี้ก่อนที่ Netflix จะส่งข้อมูลเหล่านี้ให้กับ Wall Street ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หากคนในแพร่งพรายออกไปจะกลายเป็นทำผิดกฎหมาย ที่อาจส่งผลต่อความมั่งคงในอาชีพของตัวเอง

และรีดเชื่อว่าหากมีข่าวร้ายเช่นการเลิกจ้างพนักงานหรือย้ายพนักงานไปตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิม การบอกข่าวร้ายนี้ให้แก่เจ้าตัวล่วงหน้าย่อมดีกว่า ที่ Netflix หากมีพนักงานคนใดถูกเลิกจ้าง ทุกคนที่เหลือจะทราบถึงเหตุผลที่พนักงานคนนั้นถูกเลิกจ้าง แต่หากพนักงานลาด้วยเหตุผลส่วนตัวเช่น ลาเพื่อไปบำบัดอาการติดเหล่า เหตุผลนี้ทางบริษัทจะไม่บอกใคร มอบอำนาจให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจว่าจะเล่าให้คนอื่นฟังไหม เพราะ Netflix คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการทำงาน

รีดเชื่อว่าการที่หัวหน้ายอมรับความผิดพลาด และป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเองเป็นเรื่องที่ดี หลักจากพูดออกไปแล้วลูกน้องในทีมจะเห็นใจและชื่นชมความกล้าหาญของหัวหน้า และสนิทสนมกับหัวหน้ามากขึ้น แต่หนังสือก็ได้ยกงานวิจัยที่บอกว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าเก่ง ๆ ทำผิดพลาดเท่านั้น จึงจะได้การยอมรับว่ากล้าหาญ แต่หากคุณเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องยังไม่เชื่อมั่นขนาดนั้น การบอกความผิดพลาดของตัวเอง จะยิ่งตอกย้ำว่าคุณไม่เก่ง


หลักการแบบเข้มข้นข้อที่ 3  มอบอำนาจในการตัดสินใจ

Netflix อยู่ในแวดวงธุรกิจที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอด ที่นี่สนับสนุนให้พนักงานทุกคนเป็นผู้ตัดสินใจในโปรเจคของตัวเองแบบ 100% มีหลายครั้งที่พนักงานอาจตัดสินใจพลาด ทำให้โปรเจคไม่ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รีดเข้าใจดี การมอบอำนาจการตัดสินใจ ทำให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และผลิตผลงานออกมาได้มากกว่าการทำงานแบบเก่า

ที่ Netflix คุณจะไม่ถูกไล่ออกเพราะโปรเจคที่คุณทำไม่ประสบความสำเร็จ แต่คุณต้องถอดบทเรียนที่ได้รู้จากความผิดพลาดนั้นให้พนักงานคนอื่นทราบ โดยการออกมาพรีเซนต์โปรเจคของตัวเอง ทั้งอันที่สำเร็จและไม่สำเร็จ หน้าที่ของหัวหน้าคือไม่ตำหนิหรือทำให้ความผิดพลาดเหล่านั้นเป็นเรื่องใหญ่

ถึงอย่างนั้นแม้ถอดบทเรียนจากความผิดพลาดแล้ว แต่หากคุณยังทำพลาดแบบเดิมอีก ความรับผิดชอบของคุณคือสละตำแหน่งให้คนที่เก่งกว่ามาทำงานแทน และหากคุณไม่กล้าริเริ่มโปรเจคใหม่เพราะกลัวความผิดพลาด Netflix ก็จ้างคุณออกเหมือนกัน

Netflix แจ้งกับพนักงานทุกคนว่าหากไม่อยากให้โปรเจคที่เริ่มทำพบกับความผิดพลาด ให้นำไอเดียที่คุณมีไปเช็คกับพนักงานคนอื่น ๆ เพื่อรับฟีดแบคจากมุมมองที่หลากหลาย Netflix จริงจังกับการให้ฟีดแบคมาก และมีแพลตฟอร์มสำหรับขอฟีดแบคจากเพื่อนพนักงานอย่างจริงจัง

ถ้าไอเดียของคุณต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่าคุณต้องเสี่ยงเป็นอย่างสูง คุณสามารถทดสอบไอเดียนั้นได้ก่อนผ่านการทำรีเสิร์ช และอย่าทำงานเพื่อเอาใจหัวหน้า ที่ Netflix ไม่มีการประเมินเพื่อขึ้นเงินเดือน เงินเดือนของพนักงานทุกตำแหน่งอ้างอิงกับค่าตัวตามตลาด ดังนั้นตัดสินใจในสิ่งที่คุณคิดว่าต้องดีกับบริษัท

หลังเพิ่มความเข้มข้นรอบที่ 1 สำเร็จแล้ว คุณยังสามารถผลักดันขีดความสามารถของพนักงานให้สูงขึ้นไปอีกได้ด้วยหลักการ 3 ข้อแบบเดิมแต่เป็นแบบเข้มข้นขั้นสุด ซึ่งนี่คือระดับที่ Netflix เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต


หลักการแบบเข้มข้นขั้นสุดข้อที่ 1 Keeper Test

พนักงาน Netflix ทุกคนถูกคาดหวังให้ทำผลงานออกมาเหนือความคาดหวังเสมอ เพื่อแลกกับเงินเดือนที่สูงกว่าตลาด อิสระและอำนาจในการตัดสินใจ รวมถึงการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งเข้าขั้นสุด แต่หากคุณไม่สามารถรักษาความยอดเยี่ยมของผลงานเอาไว้ได้ คุณจะได้รับเงินชดเชยเพื่อให้ออกจากที่นี่

สำหรับบริษัททั่ว ๆ ไป ถ้าพนักงานคนไหนมีผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ บริษัทอาจเลือกใช้โครงการฟื้นฟูศักยภาพ ซึ่งประกอบด้วยการให้พนักงานเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้างาน ทำความเข้าใจร่วมกัน กำหนดเป้าหมายที่พนักงานต้องพัฒนาไปให้ถึง และติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3-6 เดือน จากนั้นดูว่าพนักงานคนนั้นสามารถกลับมาทำผลงานได้ดีหรือไม่

สำหรับรีดมองว่าโครงการฟื้นฟูศักยภาพมีค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องเสียไป หัวหน้างานต้องติดตามพัฒนาการของพนักงานคนที่อาจถูกไล่ออก และระหว่างนั้นบริษัทก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนนั้นตามปกติ รีดเลือกที่จะนำเงินที่ควรจ่ายเป็นเงินเดือนระหว่าง 3-6 เดือนที่พนักงานคนนั้นอยู่ในโครงการฟื้นฟูศักยภาพ มาจ่ายเป็นค่าชดเชยให้ออกจากงานไปเลยดีกว่า เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทรับพนักงานที่เหมาะสมกว่ามาทำหน้าที่แทนอย่างรวดเร็ว

สำหรับ Netflix ซึ่งเป็นองค์กรที่พนักงานให้ฟีดแบคกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่ตลอดเวลา หากพนักงานคนใดไม่สามารถทำผลงานออกมาให้โดดเด่นได้อีก นั่นหมายความว่าแม้เขาจะได้รับฟีดแบคมาตลอดระยะเวลาการทำงานอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้

หัวหน้าทุกคนที่ Netflix จะมีแบบทดสอบที่เรียกว่า Keeper Test หลักการของมันเรียบง่าย หัวหน้าต้องสร้างสถานการณ์สมมุติพิจารณาพนักงานแต่ละคน ว่าหากพนักงานคนหนึ่งมาขอลาออกเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง หัวหน้าจะพยายามอย่างมากเพื่อรั้งให้พนักงานคนนั้นทำงานที่ Netflix ต่อไปไหม

หากหัวหน้ารู้สักว่าไม่ได้ต้องการพยายามรักษาพนักงานคนนั้นไว้ ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องมอบเงินชดเชยให้เขาคนนั้น และหลาย ๆ ครั้ง การจ้างให้ออกก็เกิดขึ้นแทบจะทันที ดังนั้นหลายคนคงจินตนาการว่าการทำงานที่ Netflix คงมีการแข่งขันกันน่าดู แต่ไม่ใช่ เพราะที่นี่ไม่มีการจัดอันดับพนักงาน ไม่มีการเปรียบเทียบผลงานของพนักงานคนหนึ่งกับอีกคน พนักงานที่นี่ไม่ต้องแข่งขันกันเองเพื่อจะได้ขึ้นเงินเดือน เพราะพนักงานที่นี่ทุกคนได้รับเงินเดือนสูงที่สุดในตลาดอยู่แล้ว เป้าหมายของพนักงานทุกคนที่ Netflix คือการเอาชนะบริษัทคู่แข่ง และเอาชนะตัวเอง


หลักการแบบเข้มข้นขั้นสุดข้อที่ 2 Circle of Feedback

Netflix มีการให้ฟีดแบคที่เรียกว่า Netflix 360 องศา ที่ทุกสิ้นปีพนักงานทุกคนสามารถเขียนฟีดแบคส่งถึงใครก็ได้ในบริษัท ไม่ว่าจะเป็นคนที่ตำแหน่งต่ำกว่าหรือสูงกว่า ไม่บังคับว่าผู้ให้ฟีดแบคต้องเขียนชื่อตัวเองกำกับเอาไว้ สามารถให้ฟีดแบคใครแบบนิรนามก็ได้ แต่พนักงาน Netflix เลือกที่จะเขียนชื่อตัวเองกำกับไว้ เพื่อที่ผู้ได้รับฟีดแบคจะได้รู้ว่ามาจากใคร หากติดใจหรือสงสัยอะไรสามารถมาถามเพิ่มเติมกับเจ้าตัวได้

และในปีถัดไปหลังจาก Netflix 360 องศาครั้งแรก พวกเขาได้ให้พนักงานในทีมเดียวกันนั่งให้ฟีดแบคกันต่อหน้า โดยนั่งล้อมวงกินอาหารเย็นและรับฟีดแบคจากเพื่อนร่วมทีมทั้งหมดทีละคน การพูดคุยกันแบบนี้เปิดโอกาสให้พนักงานได้ปรับความเข้าใจกัน และเปิดโอกาสสำหรับความคิดเห็นที่ 3 และ 4 จากคนอื่นที่อาจจะรู้สึกต่างออกไป เช่น คนหนึ่งให้ฟีดแบคว่ารู้สึกแย่กับพฤติกรรมนั้น ๆ ของเรา ขณะที่เพื่อนอีกคนกลับรู้สึกว่าพฤติกรรมนั้นของเราไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

รีดแจ้งกับพนักงานทุกคนว่า ฟีดแบคที่ดีที่สุดคือฟีดแบคที่เกิดขึ้นทันที่ เพราะนั่นอาจจะเร็วพอที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นแต่แรก


หลักการแบบเข้มข้นขั้นสุดข้อที่ 3 Lead with Context – Not Control (นำโดยบริบท ไม่ใช่การควบคุม)

แม้บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างแก่พนักงาน และมอบอำนาจให้พนักงานตัดสินใจ แต่บริษัทก็ประกอบด้วยหลายแผนกที่อาจต้องทำงานประสานกัน แม้ว่า Netflix จะมีแต่พนักงานเก่งชั้นยอด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกทีมในบริษัทจะทำงานสอดประสานกันอย่างไร้ที่ติเมื่อปราศจากการควบคุม

ดังนั้น Netflix ต้องกำหนดทิศทางของบริษัทให้ชัดเจนว่าต้องการดำเนินการไปในทางไหน เช่น รีดกำหนดว่าปีนี้ Netflix จะขยายฐานผู้ชมออกไปนอกอเมริกาให้มากขึ้น คนที่ทำงานรองลงมาจากรีดก็ต้องกำหนดต่อว่าจะขยายออกไปประเทศไหนบ้าง สมมุติว่ากำหนดให้เป็นอินเดีย แล้วส่งโจทย์ให้คนที่ทำงานรองลงมา ไปคิดต่อว่าจะตีตลาดอินเดียยังไง ไปศึกษาว่าคนอินเดียเสพคอนเทนต์แบบไหน Netflix เพียงกำหนดทิศทางที่จะเติบโต หัวหน้างานมีหน้าที่โค้ชลูกน้องให้สามารถตัดสินใจได้ตรงตามทิศทางของบริษัท


บทสุดท้ายได้สรุปผลการนำกฎทั้ง 3 ข้อไปปรับใช้กับวัฒนธรรมอื่น ในปี 2010 Netflix ขยายสาขาออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ที่วัฒนธรรมการทำงานแตกต่างกัน ได้แก่ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, บราซิล และเนเธอร์แลนด์

บุคลากรขั้นเก่งสุดของทุกภูมิภาคชื่นชอบการทำงานที่รายล้อมไปด้วยคนเก่ง และชอบอิสระในการตัดสินใจที่บริษัทมอบให้ แต่ปัญหาติดอยู่ที่ข้อสุดท้ายคือการให้ฟีดแบค คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมพูดจาให้เกียรติคนอื่น ไม่ตำหนิใครตรง ๆ ถ้าจะให้ฟีดแบคใครก็จะพูดอ้อม ๆ ในขณะที่คนดัตช์นั้นมีความตรงไปตรงมามากที่สุด บางครั้งก็ให้ฟีดแบคชนิดที่ว่าคนอเมริกาที่ว่าตรงแล้วได้ยินถึงกับอึ้งไปเลย

รีดจึงได้เพิ่มหลักการให้ฟีดแบคแบบ 4A ให้มี A เพิ่มมาอีก 1 ตัว คือ Adaptability หรือการปรับตัวสำหรับการให้ฟีดแบคในวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยคนที่มีความตรงไปตรงมามากกว่า ควรเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาคนที่ละมุมละม่อมมากกว่า ในวัฒนธรรมที่เลี่ยงความตรงไปตรงมาอย่างญี่ปุ่น หากต้องการให้พนักงานให้ฟีดแบคกัน ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และใส่เข้าไปในวาระการประชุมอย่างชัดเจน เพื่อที่พนักงานจะได้เตรียมตัวสำหรับการให้และรับฟีดแบค


หนังสือเล่มนี้แนะนำกฎทั้ง 3 ข้อ ประกอบด้วยตัวอย่างจากสถานการณ์จริง ยกอีเมล และบทสัมภาษณ์ซึ่งกินเนื้อหามากกว่าครึ่งของหนังสือมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่ากฎทั้ง 3 ข้อเอาไปใช้จริงได้อย่างไร ใครที่ต้องการอ่านตัวอย่างสถานการณ์เหล่านั้นสามารถหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านได้ครับ สำหรับหนังสือ “No Rules Rules: กฎที่นี่คือไม่มีกฎ” แปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 375 บาท

สนใจหนังสือ Netflix: No Rule Rules กฏที่นี่คือไม่มีกฏ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/6KnQXi87R2
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

ทำไมต้องเริ่มต้นด้วย “ทำไม” ปลดล็อกศักยภาพสู่ความสำเร็จ เริ่มต้นที่การตั้งคำถามให้ถูกต้อง

โลกของเรานั้นมีทั้งคนที่เป็น “หัวหน้า” และคนที่เป็น “ผู้นำ” คนที่เป็นหัวหน้าคือคนที่ถือครองอำนาจ ส่วนคนที่เป็นผู้นำคือคนที่สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากจะเดินตามผู้นำ ไม่ใช่เพราะว่าผู้นำบังคับให้คนอื่นทำตามคำสั่งได้ แต่เป็นเพราะผู้นำสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นลงมือทำด้วยความปรารถนาจากข้างในได้อย่างเต็มใจต่างหากครับ ทักษะสำคัญที่ผู้นำระดับโลกล้วนมีเหมือนกันคือทักษะด้านการสื่อสาร พวกเขาสามารถสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไปได้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนรอบข้าง...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!