ปลดล็อกความเก่งในตัวคุณ Hidden Potential เมื่อคนธรรมดาจะคว้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่

Share
Share

เรามักเทิดทูนคนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนห้องคิงที่ได้รับการดูแลเรื่องเรียนดีกว่านักเรียนห้องอื่น, นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้รับฉายาว่าเป็นฮีโร่ของประเทศ, นักร้องชื่อดังที่เก่งทั้งเรื่องร้อง เต้น และเล่นดนตรีที่ได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ เรามักคิดว่าบรรดาคนเหล่านี้ไปอยู่จุดนั้นได้เป็นเพราะพวกเขามีพรสวรรค์ติดตัวตั้งแต่เกิด แต่หนังสือที่ผมจะนำมาแนะนำเพื่อน ๆ ใน ep นี้ จะมาทำลายความเชื่อนั้นครับ

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำหนังสือ Hidden Potential เมื่อคนธรรมดาจะคว้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เขียนโดย อดัม แกรนท์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและนักเขียนที่มีหนังสือขายดีมาแล้วมากมาย หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่” ไม่ว่าจะเป็นใคร เกิดมาในพื้นเพแบบไหน หรือแม้จะไม่มีต้นทุนอะไรในชีวิตก็สามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของสาขาอาชีพที่ตัวเองต้องการได้

ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาตัวเอง 3 ด้าน คือ

  1. พัฒนาทักษะของตัวเอง
  2. มองหาโค้ชมาช่วยสนับสนุน
  3. สร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคน

มาเริ่มกันที่การพัฒนาทักษะของตัวเองกันครับ ผู้เขียนบอกว่าทักษะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนเราอย่างใหญ่หลวงคือทักษะด้านอุปนิสัย ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะที่สำคัญอย่างการทำงานเชิงรุก, ความมีวินัย และความมุ่งมั่น

ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างกลุ่มคนที่เรียกว่าโพลีกล็อต (Polyglot) ซึ่งหมายถึงคนที่พูดและคิดได้หลายภาษา โพลีกล็อตบางคนพูดได้คล่องถึงห้าภาษา และรู้อีกสี่ภาษาในระดับที่พอจะสื่อสารได้ โพลีกล็อตพิสูจน์ให้เห็นว่าการฝึกภาษาใหม่จนเชี่ยวชาญในวัยผู้ใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง การที่พวกเขาทำแบบนั้นได้เป็นเพราะพวกเขายอมละทิ้งชีวิตที่ตัวเองคุ้นชิน และกระโดดไปสู้ความรู้สึกไม่สะดวกใจ

การรวบรวมความกล้าที่จะเผชิญกับความไม่สะดวกใจคือทักษะด้านอุปนิสัย เป็นรูปแบบหนึ่งของความมุ่งมั่น คนเราต้องมีความกล้าด้วยกัน 3 ประการ คือ กล้าที่จะละทิ้งวิธีเดิม ๆ ที่ได้ผลมาตลอด, กล้าที่จะเอาตัวเองลงสนามทั้งที่ตัวเองยังไม่พร้อม และกล้าที่จะทำผิดพลาดให้มากกว่าคนอื่น

ถ้าอยากพัฒนาความรู้ด้านใดด้านหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องศึกษาจนมีความมั่นใจก่อนแล้วค่อยลงมือทำ แต่ให้กล้าเผชิญกับความไม่สะดวกใจให้เร็วที่สุด ถ้าเพื่อน ๆ อยากพูดภาษาไหนได้ ก็ให้ออกไปพูดกับคนที่ใช้ภาษานั้น กล้าที่จะพูดออกไปแม้มันจะผิด ไม่ต้องอาย เพราะสุดท้ายเพื่อน ๆ จะได้รู้ว่าถ้าจะพูดให้ถูกต้องพูดยังไง ยิ่งผิดพลาดมากก็จะยิ่งรู้มากขึ้น และจะเชี่ยวชาญในความรู้นั้นได้เร็วที่สุดครับ


seub.or.th

ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างฟองน้ำทะเล สัตว์ที่อยู่มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ พวกมันหากินโดยการปล่อยให้น้ำไหลผ่านผนังลำตัว มีเส้นขนเล็กจิ๋วที่เรียกว่าแฟลกเจลลา (Flagella) ทำหน้าที่คอยดักจับสารอาหารและขับแบคทีเรียออกไป ความสามารถในการดูดซับและคัดกรองนี้เองที่ทำให้พวกมันอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้เขียนบอกว่าแนวคิดการทำตัวเป็นฟองน้ำนั้นมีประโยชน์มาก มันคือทักษะด้านอุปนิสัย เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานเชิงรุก เพราะการพัฒนาตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูล แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลต่างหากครับ

กุญแจสำคัญของการทำตัวเป็นฟองน้ำคือการพิจารณาว่าข้อมูลไหนควรดูดซับไว้ และข้อมูลไหนควรกรองทิ้ง แล้วคำแนะนำจากคนแบบไหนที่เราสามารถไว้วางใจได้ล่ะ? ผู้เขียนได้แบ่งความไว้วางใจออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ความใส่ใจ, ความน่าเชื่อถือ และความคุ้นเคย

หากใครคนนั้นไม่ได้ใส่ใจเรา คำพูดของพวกเขาก็ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจกลับครับ หากพวกเขาไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น พวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะมาตัดสินผลงานของเรา หรือถ้าพวกเขาไม่ได้ใกล้ชิดพอที่จะรู้ถึงศักยภาพของเรา เราก็ลดค่าความเห็นเหล่านั้นและพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด

แต่หากใครที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความหมายและรู้ถึงความสามารถของเราดี แถมยังเป็นคนที่น่าเชื่อถือและเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น คน ๆ นั้นจะมอบคำแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตัวเองของเราให้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกเสียงวิจารณ์มาใส่ใจ


ต่อมาผู้เขียนได้พูดถึงแนวคิด perfectionist หรือผู้ที่นิยมความสมบูรณ์แบบ มีนักวิจัยชี้ว่าคนเหล่านี้มักหมกมุ่นอยู่กับรายละเอียดที่ไม่จำเป็น เอาแต่วุ่นหาคำตอบที่ใช่ให้กับปัญหาจิ๊บจ๊อย จนไม่รู้ว่าปัญหาไหนที่ควรใส่ใจจริง ๆ พวกเขามองไม่เห็นป่าทั้งผืนเพราะมัวแต่มองต้นไม้ต้นเดียว อีกทั้งมักหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยและงานยาก ๆ ที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลว

ผลคือพวกเขาจะขัดเกลาเฉพาะทักษะแคบ ๆ ที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะพัฒนาทักษะใหม่ ๆ นอกจากนี้พวกเขายังชอบตำหนิตัวเองเมื่อทำผิดพลาด จนยากที่จะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดนั้น สุดท้ายคนแบบ perfectionist จะลดศักยภาพของตัวเองลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่สิ่งที่พวกเขามั่นใจว่าตัวเองทำได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น

ถึงแม้เพื่อน ๆ จะไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็น perfectionist แต่เพื่อน ๆ อาจมีประสบการณ์คล้าย ๆ กัน ตอนที่ทำงานที่มีความสำคัญ หรืองานที่ส่งผลต่อเพื่อน ๆ เพื่อน ๆ จะรู้สึกอยากขัดเกลาแก้ไขงานนั้น จนกว่าจะรู้สึกว่าดีที่สุดแล้วจริง ๆ แต่การจะพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่นั้น เราจำเป็นต้องยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบอย่างเหมาะสม

การตำหนิตัวเองไม่ได้ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นครับ มีแต่จะทิ้งบาดแผลทางใจเอาไว้ และการใจดีกับตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราละเลยจุดอ่อน แต่มันคือการอนุญาตให้ตัวเองเรียนรู้จากความผิดหวัง เราเติบโตขึ้นเพราะอ้าแขนรับความผิดพลาด ไม่ใช่ลงโทษตัวเองครับ


ชาวญี่ปุ่นมีแนวคิดที่เรียกว่าวะบิซะบิ (Wabi-Sabi) ซึ่งคือศิลปะการเชิดชูความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่ใช่การจงใจทำงานให้ออกมาแย่นะครับ แต่เป็นการยอมรับว่ารอยตำหนิคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และตระหนักว่ารอยตำหนิไม่ได้ลดคุณค่าความงามของสิ่งนั้น

แทนที่จะยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ผู้เขียนชวนให้เรามาโฟกัสกับเป้าหมายที่แจ่มชัดและท้าทาย พุ่งความสนใจไปยังการทำสิ่งที่สำคัญที่สุด และรู้จักพอเมื่อถึงเวลา สิ่งที่เราทำไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป แต่เป็นสิ่งที่เรายอมรับได้และภาคภูมิใจไปกับมัน ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับการพยายามทำให้ได้ 10 คะแนนเต็ม การได้แค่ 8-9 คะแนนก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว การยอมรับว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้และรู้ว่าใครบ้างที่เราควรทำให้พวกเขาพึงพอใจนั้นสำคัญกว่าครับ


บทที่ 2 – มองหาโค้ชมาช่วยสนับสนุน

บทที่ 2 ของหนังสือพูดถึงการมองหาโค้ชมาช่วยสนับสนุน ผู้เขียนบอกว่าทักษะด้านอุปนิสัยอาจไม่ช่วยให้เราไปไกลได้เสมอไป ทักษะใหม่ ๆ หลายอย่างก็ไม่ได้มาพร้อมกับคู่มือที่เราจะเรียนรู้เองได้ บางครั้งการเดินทางไปให้สูงก็ต้องอาศัยลิฟต์ที่ช่วยพาเราไปยังความสูงที่เราไม่สามารถไปด้วยตัวเองได้

เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่บีบบังคับให้เรายอมจำนน แทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง เราสามารถหันไปหาที่ปรึกษา ครู โค้ช บุคคลต้นแบบหรือเพื่อนร่วมอาชีพได้ ซึ่งเป็นคนที่มีประสบการณ์และเคยผ่านสถานการณ์ที่เรากำลังเจออยู่

หากเพื่อน ๆ อยากเก่งอะไรสักเรื่อง เพื่อน ๆ ต้องฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ บรรดาโค้ชทั่วไปต่างชอบใช้วิธีการฝึกที่เรียกว่าการฝึกฝนอย่างตั้งใจ (Deliberate practice) ซึ่งคือการฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบซ้ำ ๆ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ วิธีฝึกซ้อมแบบนี้ทุ่มเทให้กับการฝึกหนักเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อ จนถึงขั้น burnout และล้มเลิกการฝึกสิ่งนั้นไปเลยก็มี

ผู้เขียนแนะนำแนวคิดใหม่ที่เรียกว่าการเล่นอย่างตั้งใจ (Deliberate play) วิธีนี้อาศัยการออกแบบกระบวนการฝึกฝนให้มีความสนุก มีความท้าทายและเปลี่ยนแปลงไปมาไม่ให้จำเจ โดยที่ยังรักษาเป้าหมายซึ่งคือการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเอาไว้

ตัวอย่างเช่น การฝึกของแบรนดอน เพย์น โค้ชกีฬาบาสเก็ตบอลที่ออกแบบการฝึกที่ชื่อว่า Twenty-One โดยนักกีฬาจะมีเวลา 1 นาที ในการชู้ตลูกบาสลงห่วงเพื่อให้ได้คะแนนครบ 21 แต้ม จะชูตท่าไหนก็ได้ แต่พอลูกลงห่วงแล้วต้องวิ่งมาที่กลางสนามแล้วกลับไปใหม่ การฝึกนี้ถูกทำให้เหมือนกับเล่นเกม นักกีฬาต้องเอาชนะทั้งเวลาและคะแนน ถ้าทำคะแนนถึง แต่เวลาเลย 1 นาที ก็ถือว่าแพ้ในตานี้ ทำให้นักกีฬาอยากแก้มือใหม่ และรู้สึกว่าการฝึกชู้ตลูกซ้ำ ๆ เป็นชั่วโมง ๆ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นเกมที่ท้าทาย

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการพัก มีผลวิจัยชี้ว่าการพักช่วงสั้น ๆ แค่ 5-10 นาที ก็เพียงพอแล้วที่จะลดความเหนื่อยล้าและชาร์จพลังให้กลับมาได้ การพักช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการหมดไฟ ช่วยปลดล็อกไอเดียใหม่ ๆ ช่วยให้เราเรียนรู้ได้ลึกซึ้งขึ้น มีการทดลองพบว่าการพัก 10 นาทีหลังจากเรียนอะไรไปสักอย่างหนึ่ง ช่วยให้นักเรียนจดจำสิ่งที่เรียนไปได้ดีขึ้น 10-30 เปอร์เซ็นต์


คนส่วนใหญ่มีความคิดแบบผิด ๆ ว่าเส้นทางในการพัฒนาตัวเองนั้นยาวเป็นเส้นตรง เมื่อพวกเขาพบเจอกับอุปสรรคที่ยากเกินกว่าจะก้าวข้ามก็จะรู้สึกว่าพบเจอกับทางตัน แต่เส้นทางในการพัฒนาตัวเองนั้นที่จริงแล้วเป็นทางที่คดเคี้ยว และอาจมีทั้งขึ้นและลงครับ 

เมื่อเราติดแหง็ก พบเจอทางตัน รู้สึกเหมือนเป็นรถที่เร่งเครื่องขึ้นภูเขาที่สูงชันไม่ไหว เวลาแบบนี้เราอาจต้องถอยลงมาสักหน่อยครับ แล้วจะพบกับทางอ้อมภูเขาลูกนั้น การถอยหลังกลับแบบนี้หมายความว่าเราต้องโยนแผนการที่มีอยู่ทิ้ง แล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากครับ

นักวิจัยได้ศึกษาการแข่งขันบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอกว่า 28,000 เกม พบว่าหลังจากผู้เล่นดาวเด่นของทีมได้รับบาดเจ็บและต้องพักฟื้น ช่วงนั้นทีมนั้นจะเล่นได้แย่ลง แต่เมื่อดาวเด่นหายดีและกลับเข้าสนาม ทีมนั้นกลับเล่นดีกว่าก่อนที่ผู้เล่นดาวเด่นคนนั้นจะบาดเจ็บเสียอีก

นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อไม่มีดาวเด่นอยู่ในทีม สมาชิกทั้งทีมต้องกลับไปจุดเริ่มต้น ต้องหาเส้นทางใหม่ในการเอาชนะ พวกเขาจะจัดบทบาทการเล่นกันใหม่ ให้ผู้เล่นฝีมือปานกลางได้ลงสนามบ้าง และงัดเอาวิธีใหม่ ๆ มาเสริมความแข็งแกร่งของทีม เมื่อผู้เล่นดาวเด่นกลับมา ประสิทธิภาพของทีมก็จะสมดุลกว่าเดิม เพราะพวกเขาไม่ได้เอาแต่พึงดาวเด่นให้เป็นตัวแบกของทีมอยู่คนเดียวอีกต่อไป เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าช่วงที่ต้องถอยหลัง ประสิทธิภาพลดลงไปก็จริง แต่สุดท้ายคนเราจะเก่งขึ้นหลังจากผ่านมาได้ครับ


หากถามใครต่อใครว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จ หนึ่งในคำตอบที่จะได้รับคือการมีสมาธิแน่วแน่ ใส่ใจและทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว ต้องปิดกั้นสิ่งอื่นที่จะทำให้ไขว้เขวหรือดูดพลังงานไป หากต้องการเป็นเลิศในงานที่ทำ ก็ต้องใช้เวลาทำงานให้มากขึ้นอีก เรื่องงานอดิเรกเก็บเอาไว้ทีหลัง เพราะไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยล้าเกินจำเป็น

แต่มีหลักฐานที่บอกในทางตรงกันข้ามครับ งานอดิเรกหรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานใช่ว่าจะทำให้เราไขว้เขวเสมอไป มันอาจเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอดให้เราเลยก็เป็นได้ ในการศึกษาครั้งหนึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อคนใช้เวลาช่วงค่ำไปกับงานอดิเรก เขาจะทำงานประจำได้ดียิ่งขึ้นในวันต่อมา จะเกิดความกระตือรือร้นเป็นพิเศษในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่ได้กลับมานั้นมีประโยชน์คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปครับ

โดยเฉพาะในกรณีที่งานอดิเรกเป็นงานคนละชนิดกับงานประจำ คนที่ทำงานอดิเรกที่บ้านจะมีความมั่นใจที่สูงขึ้นในที่ทำงาน หากเพื่อน ๆ เป็นช่างปั้นเซรามิกและปั้นเซรามิกเป็นงานอดิเรก แบบนั้นคงไม่ได้ช่วยอะไร แต่หากเพื่อน ๆ ทำงานเกี่ยวกับบัญชี แล้วลองมาปั้นเซรามิกเป็นงานอดิเรก แบบนั้นเพื่อน ๆ อาจพบเส้นทางที่ทำให้ตัวเองเกิดความก้าวหน้าขึ้นก็เป็นได้ครับ


ผู้เขียนบอกว่าเราจะก้าวหน้าได้ นอกจากการพึ่งให้คนอื่นมาเป็นโค้ชให้ เรายังสามารถเก่งขึ้นได้โดยการเป็นโค้ชให้คนอื่น การสอนเป็นวิธีเรียนรู้ที่ทรงพลังเกิดคาด มีงานวิจัย 16 ครั้งชี้ให้เห็นว่านักเรียนที่สอนเพื่อนคนอื่นด้วย ทำคะแนนได้สูงเป็นพิเศษในวิชานั้น ยิ่งใช้เวลาสอนมากเท่าไหร่ พวกเขายิ่งได้เรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น

นักวิจัยเรียกสิ่งนี้ว่า Tutor effect เราจะจำจดได้ดีขึ้นเมื่อต้องนึกทบทวน และจะเข้าใจได้ดีขึ้นเมื่อต้องอธิบายให้คนอื่นฟัง สิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องทำคืออ้าแขนรับความไม่สะดวกใจในการเอาตัวเองไปอยู่ในบทบาทของครูผู้สอน นอกจากนี้การสอนคนอื่นยังช่วยยกระดับความมั่นใจให้กับเรา เมื่อเรากระตุ้นให้คนอื่นก้าวข้ามอุปสรรค มันก็ช่วยให้เราค้นพบแรงจูงใจของตัวเองด้วยเหมือนกัน

ผู้เขียนได้บอกถึงความสำคัญของคำชมและคำสบประมาท ทั้งสองอย่างนี้สามารถเป็นแรงจูงใจให้เราพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ คำชมที่เราได้รับจากคนที่มีประสบการณ์มักเป็นแรงจูงใจที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางแล้ว ส่วนคำสบประมาทจากคนที่ไร้ประสบการณ์ในด้านนั้น ถือเป็นฟืนในการจุดไฟให้เราพยายามพัฒนาศักยภาพ เพื่อพิสูจน์ให้คนเหล่านั้นเห็นว่าพวกเขาคิดผิด


บทที่ 3 – สร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคน

บทที่ 3 ของหนังสือพูดถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในระดับสังคม อย่างการสร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่พวกเราจะทำได้ในฐานะคนธรรมดา แต่หากหลาย ๆ คนช่วยกันผลักดันให้โครงสร้างทางสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้เกิดระบบที่ช่วยเอื้อให้คนที่ไม่มีต้นทุนได้เข้าถึงโอกาส แบบนั้นเราจะลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียอัจฉริยะที่โลกลืมไปได้ไม่น้อย

ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างการสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) แปลเป็นไทยได้ว่าโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล ที่จะนำนักเรียนกว่า 80 ประเทศ มาวัดผลด้านการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ในการสอบของปี 2000 ประเทศที่น่าจับตามองคือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งได้ชื่อว่ามีนักเรียนที่ฉลาดและขยันอยู่เยอะ แต่เมื่อผลคะแนนออกมา ผู้คนก็ต้องประหลาดใจ เพราะประเทศที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดในปีนั้นคือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสายตาใครเลยอย่างฟินแลนด์

คนฟินแลนด์สร้างวัฒนธรรมที่เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนทุกคน แทนที่จะมัวค้นหานักเรียนที่เป็นเลิศที่สุด แต่โรงเรียนในฟินแลนด์ออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเติบโต ที่ฟินแลนด์มีความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนน้อยที่สุดในโลก แต่ละโรงเรียนต้องมีมาตรฐานที่สูงเท่าเทียมกัน ระบบการศึกษาของฟินแลนด์มีหลายแนวคิดที่น่าสนใจครับ ตัวอย่างเช่น

  • ครูที่ฟินแลนด์ได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ และกำหนดให้ครูทุกคนต้องจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  • มีการสอนที่เรียกว่า looping ซึ่งให้ครูคนเดิมสอนนักเรียนห้องเดิมตลอด 3 ปี เพื่อให้ครูเข้าใจปัญหาและรู้ถึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนในเชิงลึก
  • ครูที่ฟินแลนด์จะจัดทำแผนการเรียนรู้แบบรายบุคคลให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล การที่ครูมีเวลาทำแบบนั้นได้ เพราะครูที่ฟินแลนด์มีชั่วโมงพักที่มากกว่า ไม่ต้องเอาเวลาส่วนตัวมาทำหน้าที่นี้ เป็นการช่วยให้ครูไม่หมดไฟในการทำงาน
  • การเรียนที่ฟินแลนด์ถูกทำให้เป็นเรื่องสนุก ที่นั่นมีกิจกรรมให้เด็กอนุบาลเล่นเปิดร้านไอศกรีมในจินตนาการ เด็ก ๆ จะได้ลองทำหน้าที่รับออเดอร์ เป็นแคชเชียร์คิดเงิน พวกเขาจะได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ไปพร้อม ๆ กับคณิตศาสตร์พื้นฐาน

ช่วงท้ายเล่มผู้เขียนได้แนะนำวิธีรวบรวมไอเดียจากสมาชิกในทีมซึ่งผมถูกใจวิธีการนี้มาก วิธีการนั้นเรียกว่า Brainwriting เราอาจคุ้นเคยกับการระดมสมองด้วยวิธีการที่เรียกว่า Brainstorm ที่เรียกระดมสมาชิกมาในห้องประชุม แล้วให้แต่ละคนเสนอไอเดียออกมาตอนนั้นเลย วิธีการนี้เราอาจเคยเห็นคนที่เอาแต่เงียบตลอดการประชุม เพราะกลัวโดนคนอื่นมองว่าเสนอไอเดียที่ไม่ได้เรื่อง หรือเจอแรงกดดันที่ต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม เช่น เอาไอเดียแบบที่เจ้านายบอกก็แล้วกัน

แต่วิธีการ Brainwriting จะเริ่มต้นโดยให้แต่ละคนคิดไอเดียตามลำพัง จากนั้นนำไอเดียของทุกคนมารวมกัน แล้วนำเสนอให้ทั้งกลุ่มฟังโดยไม่บอกว่าไอเดียไหนเป็นของใคร เพื่อป้องกันการตัดสินที่ตัวบุคคล สมาชิกในทีมแต่ละคนจะประเมินแต่ละไอเดียตามความรู้สึกของตัวเอง วิธีการนี้ทำให้ทีมได้ค้นพบความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่อาจไม่ได้รับความสนใจถ้าไม่ได้ใช้วิธีนี้

ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาโดยสรุปของหนังสือ Hidden Potential เมื่อคนธรรมดาจะคว้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เนื้อหาในหนังสือยังมีอีกเยอะ ผู้เขียนเล่าเรื่องราวได้สนุกและน่าติดตาม เป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกหนึ่งเล่มครับ ใครสนใจสามารถหาซื้อมาอ่านกันได้ แปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 320 บาทครับ

สนใจหนังสือ Hidden Potential เมื่อคนธรรมดาจะคว้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/AUeVL3DTyT
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!