พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่
คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ
ความหงุดหงิด
บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้ รำคาญเพื่อนร่วมงานที่ชอบเกทับ ทะเลาะกับแฟนเพราะเรื่องหยุมหยิม หงุดหงิดกับการเมือง เอือมระอากับคนไร้มารยาท

พระคัตสึระ โชจู บอกว่าเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโลกนี้ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปตามต้องการ การจะไม่เป็นทุกข์คือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนล้วนมีค่านิยมแตกต่างกัน คน 100 คนก็มีค่านิยม 100 แบบ เราต้องไม่คิดว่าค่านิยมของเรานี่แหละถูกต้องที่สุด แล้วไปบังคับให้คนอื่นต้องทำตามค่านิยมนี้
สิ่งสำคัญคือการมีจิตใจที่อ่อนโยน พร้อมรับความแตกต่าง และมีจิตใจที่ยืดหยุ่น คิดไว้เสมอว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราไปทุกอย่างหรอก แต่การจะมีจิตใจยืดหยุ่น พร้อมยอมรับได้ทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นแม้เราจะรู้สึกโกรธบ้าง เศร้าบ้างก็ไม่เป็นไรครับ ขอแค่ให้มันเกิดเพียงชั่วพริบตาเดียวก็พอ แล้วก็ลืมมันไปครับ
พระชิโนฮาระ เออิจิ บอกว่าเวลาที่เสียไปกับการหงุดหงิดนั้นน่าเสียดาย ชีวิตของคนเรานั้นสั้น ต่อให้อายุยืนถึง 80 ปีก็ยังสั้น เพราะเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ คิดเป็นเวลา 24 ปี ใช้เวลากินข้าว 10 ปี ใช้เวลาเข้าห้องน้ำประมาณ 5-6 ปี ดังนั้นเราจะเหลือชีวิตให้ใช้จริง ๆ แค่ 30-40 ปีเท่านั้นเองครับ
ดังนั้นเราควรคิดอยู่เสมอว่าอยากใช้ชีวิตยังไง อยากปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นยังไง จะยอมใช้เวลาที่มีอยู่ไม่มากไปกับการหงุดหงิดหรือโมโหหรือเปล่า เราควรพึงพอใจในชีวิต และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขครับ
พระเซกิโมโตะ วาโก ยกตัวอย่างโดยว่าสมมุติว่าเรากำลังพายเรือข้ามแม่น้ำ แล้วมีเรือเปล่าลำหนึ่งลอยเข้ามาชนกับเรือของเรา เราก็คงจะไม่โกรธเรือเปล่าลำนั้น แต่หากเรือที่มาชนมีคนกำลังพายอยู่ เราก็คงโกรธคนพายเรือคนนั้น
เรือลอยมาชนเราเหมือนกัน ต่างกันแค่มีคนบนเรือกับไม่มีคนบนเรือ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใจจิตใจของเราต่างกัน นั่นเพราะความหงุดหงิดต้องมีคู่กรณีครับ ตอนนั้นภายในใจของเราคาดหวังว่าอีกฝ่ายต้องทำตามที่เราคิดไว้ ต้องตั้งใจพายเรือให้ดีสิ แต่พอเขาไม่เป็นแบบนั้นเราเลยหงุดหงิดครับ
ไม่มีทางที่คนอื่นจะเป็นไปตามที่เราคาดหวังเสมอไป คนเราควบคุมได้แค่ร่างกายของตัวเองเท่านั้น การจะเปลี่ยนความคิดคนอื่นนั้นทำได้ยาก แต่การเปลี่ยนความคิดตัวเองทำได้ง่ายกว่ามากครับ
อยากเป็นที่ยอมรับ
ไม่ว่าใครก็ต้องการเป็นที่ยอมรับ อยากให้คนอื่นมองเห็นตัวเรา อยากให้คนอื่นยอมรับในสิ่งที่เราเป็น แต่หลายคนก็รู้สึกเจ็บปวดจากการถูกเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นถูกเปรียบเทียบกับพี่น้องที่เก่งกว่า ถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นลูกรัก หรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น รู้สึกน้อยใจที่โพสต์ในโซเชียลมีเดียแล้วมีคนกดถูกใจน้อยกว่าโพสต์ของเพื่อน

พระเซกิโมโตะ วาโก บอกว่าคนเราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นแล้วรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์เอง การเปรียบเทียบเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองสุขหรือเศร้า ให้เปรียบเทียบเพื่อมองหาว่าเรายังขาดอะไรไป และมองหาว่าเรายอดเยี่ยมในด้านไหน
ภิกษุณีคาวามูระ เมียวเก บอกว่าหนึ่งในกิเลสของมนุษย์คือ มานะ ความหมายของมานะที่เราเข้าใจกันคือความพยายาม ความพากเพียร แต่มานะมีอีกความหมายครับคือความถือตัว ความสำคัญตน มานะในภาษาอังกฤษคือคำว่า Ego ครับ
การที่เราชอบเปรียบเทียบว่าสิ่งใดสูงกว่าหรือต่ำกว่ากัน เราจะรู้สึกลำพองใจจนกลายเป็นความหลงระเริง คิดว่าตัวฉันช่างยิ่งใหญ่ซะเหลือเกิน และจะเรียกร้องการยอมรับจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความยโสโอหัง คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น แต่หากอีโก้ไม่ได้รับการเติมเต็มเลย ความถือตัวก็จะลดลง กลายเป็นว่าเราจะดูถูกตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าทุกคนครับ
อาจารย์ของภิกษุณีคาวามูระเคยสอนท่านเอาไว้ว่า “อย่าคาดหวัง” หมายถึงอย่าคาดหวังคำชม อย่าคาดหวังว่าทุกคนต้องชื่นชม ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอีโก้ของตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองเป็นนี่แหละ อย่าใช้ชีวิตอย่างโอ้อวด แต่ให้ใช้ชีวิตอย่างอ่อนน้อม เรียบง่าย ทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ทีละเล็กละน้อย แล้วเมื่อนั้นเราจะรับรู้ว่าชีวิตนี้มีคุณค่าครับ
พระโคอิเกะ โยนิน บอกว่าหลายครั้งเราเกิดความไม่พอใจ เพราะคิดว่าตัวเองพยายามอย่างหนัก แต่กลับไม่มีใครยอมรับ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากกับคนที่จริงจังมาก ๆ ส่วนคนที่ไม่ได้จริงจังมากจะไม่รู้สึกทุกข์ใจกับเรื่องนี้
ความพยายามยอดเยี่ยมในตัวมันเองอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรอการยอมรับจากคนอื่นอีก เราแค่ยอมรับความพยายามของตัวเองก็พอแล้ว ใช้ชีวิตตามแบบที่ตัวเองยึดถือ อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดไว้กับคนอื่นครับ
การค้นหาความหมายของชีวิต
บางคนรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองน่าเบื่อ ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรในอนาคต ไม่มีทั้งความฝันและความหวัง ภิกษุณีสึยูโนะ มารูโกะ บอกว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมภารกิจสำคัญของตัวเอง คำตอบของคำถามที่ว่ามนุษย์เกิดมาทำไม มีคำใบ้อยู่ในสิ่งที่เราชอบหรือถนัดครับ

คนเรามักคิดว่าคนที่รู้จักตัวเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง แต่บางครั้งคนที่เรารักหรือคนที่ห่วงใยเรา กลับรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองซะอีก ลองถามคนเหล่านั้นตรง ๆ ว่าเราเก่งอะไร บางทีอาจพบคำใบ้ถึงความหมายของชีวิตก็ได้ครับ
พระโคอิเกะ โยนิน บอกว่าบางคนเป็นทุกข์เพราะยึดติดกับการมีประโยชน์ พอเราคิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ไปโดยไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอื่นก็จะรู้สึกเป็นทุกข์ จริงอยู่ว่าการรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ ย่อมทำให้เรารู้สึกยินดี แต่หากเรายึดติดเรื่องประโยชน์มากเกินไป เราอาจเผลอแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีประโยชน์ และกลุ่มที่ไม่มีประโยชน์ครับ
พุทธศาสนาอธิบายว่าทุกสรรพสิ่งไม่มีการแบ่งแยก มีแค่มนุษย์เราเท่านั้นที่แบ่งแยกว่าอะไรมีประโยชน์หรือไม่มี อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นสุข แต่หากเรามองไปในธรรมชาติจะเห็นว่าทั้งสัตว์และพืช พวกมันเพียงแค่หายใจ และใช้ชีวิตไปเฉย ๆ เท่านั้นเอง ลองหาเวลาใช้ชีวิตแบบไม่ต้องคิดถึงความหมายของชีวิตดูสักหน่อยครับ
พระอาดาจิ ซุยจู เล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า หากตรงหน้าท่านมีคนผู้หนึ่งถูกลูกศรอาบยาพิษยิง เขาดูทุรนทุรายมาก ท่านเลยตามหมอมาดูเขา แต่เขาทักว่าให้รอก่อน เขาต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าคนยิงลูกศรนี้เป็นใคร มีเทือกเขาเหล่ากอมาจากไหน อาศัยอยู่ที่ไหน ผิวสีอะไร อย่าเพิ่งดึงลูกศรนี้ออกก่อนจะได้คำตอบเหล่านั้น
ถ้าเราเจอเหตุการณ์นี้จริง ๆ คงคิดว่ามันใช่เวลามาสนใจเรื่องพวกนั้นไหม ชีวิตของคนเราก็เหมือนกันครับ เรามองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็พอ ไม่ต้องหันหลังกลับไปมองอดีต ทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด เช่น ถ้าในบ้านมีเสื้อผ้าใส่แล้วกองโตก็เอาไปซัก ถ้าคนที่บ้านเตือนว่าอย่ากินเร็วไปก็ให้ขอบคุณเขา
พระอาดาจิมองว่าการมองเห็นและทำสิ่งที่ทำได้ในปัจจุบันคือสิ่งสำคัญ เมื่อทำแบบนั้นแล้ว เราอาจมองเห็นความหมายของชีวิตขึ้นมาก็ได้ครับ
เจ็บปวดกับอดีตที่ลืมไม่ลง
ไม่ว่าใครก็มีเรื่องในอดีตที่สร้างความเจ็บปวดกันทั้งนั้น บางคนอาจเคยโดนทำร้ายตอนเป็นเด็ก เคยโดนเพื่อนในโรงเรียนรุมแกล้ง เคยทะเลาะกับเพื่อนจนต้องเลิกคบกัน เคยถูกแฟนบอกเลิก เคยถูกคนไว้ใจหักหลัง

พระฮาเซโอะ เร็งกะ บอกว่าคนเรามีเรื่องที่ต้องลืมให้ได้ แต่ทำยังไงก็ลืมไม่ลง ยิ่งพยายามจะลืมก็ยิ่งจดจำในใจ ท่านบอกว่าลองหยุดคิดสักหน่อย เราพยายามมากไปแล้ว พยายามจนกลายเป็นการฝืน
ความพยายามหมายถึงการมุ่งไปสู่สิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างเต็มที่ ในตอนนี้พวกเราทุกคนกำลังพยายามกันอยู่แน่นอนครับ แต่การพยายามมากเกินไปจะกลายเป็นการฝืน และการฝืนคือสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ครับ
ดังนั้นเราควรรู้จักให้อภัย เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถ้าคิดว่าให้อภัยไม่ได้ก็ให้หัวเราะออกมา ถ้าเจ็บปวดก็ให้หัวเราะออกมา ถ้ารู้สึกเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้หัวเราะออกมา
พระคัตสึระ โชจู บอกว่าถ้าจู่ ๆ ความทรงจำที่ไม่ดีในอดีตผุดขึ้นมาก็แค่ปล่อยมันไป จิตใจคนเราเป็นเหมือนผิวน้ำ ถ้ามีก้อนหินมากระทบ ผิวน้ำจะกระเพื่อมเป็นวงกว้าง ถ้าเราพยายามหาอะไรมาหยุดมัน หาไม้หรืออะไรมาแหย่ ก็จะทำให้วงน้ำกระเพื่อมมากขึ้น วิธีที่จะทำให้ผิวน้ำหยุดกระเพื่อมให้ไวที่สุดคือการไม่ทำอะไร ปล่อยมันไว้แบบนั้น แล้วมันจะหยุดเองครับ
จิตใจของคนเราก็เหมือนกันครับ หากมีเรื่องเจ็บปวดในอดีตก็ไม่ต้องไปพยายามฝืนลืมมัน และไม่ต้องพยายามรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก ให้ปล่อยมันเอาไว้แบบนั้นก็พอครับ
กังวลกับรูปลักษณ์
บางคนกังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง บางคนไม่ชอบหน้าตาตัวเอง เปรียบเทียบหน้าตาตัวเองกับคนอื่นแล้วรักตัวเองไม่ลง ไม่กล้ากินของที่ชอบเพราะกลัวอ้วน ภิกษุณีสึยูโนะ มารูโกะ บอกว่าตอนเด็กท่านไม่ชอบริมฝีปากที่ใหญ่ของตัวเอง เพราะมักจะโดนเพื่อน ๆ ล้อว่าเป็นผีปากฉีกอยู่บ่อย ๆ

พออายุ 18 ท่านได้มาเรียนศิลปะการแสดงรากูโงะ อาจารย์ที่สอนบอกว่า “ปากใหญ่ ๆ ของเจ้าเหมาะกับการเล่นรากูโงะมาก ปากใหญ่ ๆ แบบนี้จะช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของรากูโงะได้ดี” และคนดูก็ชอบการแสดงของภิกษุณีสึยูโนะครับ ท่านเลยชอบริมฝีปากใหญ่ ๆ ของตัวเองครับ
การที่เราใส่ใจรูปร่างหน้าตา เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราอยากให้ทุกคนชอบ คิดว่าผอมดีกว่าอ้วน คิดว่าหนุ่มสาวดีกว่าสูงอายุ ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดของคนทั่วไปในสังคม แต่จริง ๆ แล้วคนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยต่างหากที่สำคัญ แค่มีใครสักคนที่ชื่นชอบรูปลักษณ์หน้าตาของเราแค่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะหากเราไปศัลยกรรมให้หน้าตาตรงกับมาตรฐานของสังคม แต่สุดท้ายไม่มีใครชอบเราจริง ๆ นั่นก็อาจจะเรียกว่าเปล่าประโยชน์ครับ
เมื่อก่อนเคยมีข่าวนางแบบคลั่งผอม กินอาหารน้อย กินแล้วล้วงคอให้อ้วกออกมา จนเกิดกระแสเลิกจ้างนางแบบที่ผอมเกินไป แล้วการที่ผอมแปลว่าสวยจริง ๆ ไหม? ถ้าย้อนกลับไปมองศิลปะยุคเรอเนซองส์ ในช่วงศตวรรษที่ 14-17 จะเห็นว่าคนยุคนั้นเชิดชูความงามของผู้หญิงที่มีรูปร่างอวบอิ่ม สะโพกผาย และหน้าท้องกลมมน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ดีกินดี มีสุขภาพดี และฐานะทางสังคมที่สูง มาตรฐานความงามเปลี่ยนไปตามยุคสมัยครับ

ผลงานของ Titian Vecellio

ผลงานของ Peter Paul Rubens
พระคัตสึระ โชจู บอกว่ารูปปั้นพระพุทธรูปอาจดูไม่ตรงตามมาตรฐานความงาม แต่เมื่อคนมองพระพักตร์ของพระพุทธรูปจะรู้สึกจิตใจสงบ รู้สึกสบายใจขึ้น คนเราก็เปล่งออร่าออกมาเหมือนพระพุทธรูปได้ครับ วิถีชีวิตของคนเราจะสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านลักษณะภายนอก ถ้าเราใช้ชีวิตด้วยจิตใจที่ผ่องใส ลักษณะของเราที่สะท้อนออกมาให้คนได้เห็นจะดูผ่องแผ่ว ดูสะอาดบริสุทธิ์ครับ
บางครั้งเราอาจเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นแล้วรู้สึกแย่ จนอยากลดความอ้วนเพื่อที่จะได้ผอมเหมือนเขา แม้ตั้งใจจะคุมอาหาร แต่บางทีเราอาจเผลอแกะขนมออกมากิน จนพาลโมโหตัวเอง พระพุทธเจ้าบอกว่าสิ่งที่เราเป็นนั้นดีอยู่แล้ว งดงามอยู่แล้ว แต่หากอยากปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เริ่มต้นเราต้องรักตัวเองก่อน แล้วทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ
ทั้งหมดนี้คือบางส่วนจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ อ่านง่าย เนื้อหาเบาสบาย ไม่ชวนเครียด มีการ์ตูนประกอบ เพื่อน ๆ ที่กำลังจิตใจว้าวุ่น ลองหามาอ่านดูครับ บางทีเล่มนี้อาจช่วยให้จิตใจของเพื่อน ๆ สงบขึ้นได้ แปลไทยโดยสำนักพิมพ์นามิ ในเครือนานมีบุ๊คส์ ราคา 225 บาทครับ

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee: https://s.shopee.co.th/4qBKJ46VUI
หรือซื้อแบบ ebook: https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ
Leave a comment