สาวใช้ – ตอนที่ 1/4

Share

เพิ่งสิ้นฤดูทำนา ไร่ท้องทุ่งโล่งเตียน มีกองฟางตั้งอยู่หลายหย่อม รอการนำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง กว่าจะเวียนมาถึงฤดูนี้อีกครั้ง ระหว่างนี้ท้องนาแทบไร้ประโยชน์เพราะไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากไม่มีฝนตก มีไว้เพียงเพื่อผูกวัวควายไว้กับหลักเท่านั้น ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรจะย้ายมาทำอาชีพรับจ้าง ไปทำงานโรงงาน หรือขับรถส่งของ บ้างก็เข้ากรุงเทพหางานหาการทำ พอฤดูทำนาเวียนมาอีกคราจึงค่อยขอลากลับมาทำอาชีพเดิม

แวว สาวชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรเหมือนคนอื่น ๆ ในชุมชน เพิ่งจะหมดงานรับจ้างทำนาไป เธออาศัยอยู่กับน้าผู้เป็นน้องสาวท้องเดียวกับแม่ของเธอ แค่สองคนในเรือนไม้เล็ก ๆ ไม่มีที่นาทำกินเป็นของตัวเอง เธอปรึกษากับเพื่อนว่าจะเข้าเมืองไปทำงานโรงงานสักแห่ง แต่ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี โรงงานปิดตัวเลิกกิจการไปหลายแห่ง ที่ยังอยู่ก็ปลดแรงงานให้เหลือเฉพาะที่จำเป็น ไม่รับเข้ามาเพิ่ม ตอนนี้เธอยังคิดไม่ตก ว่าสิ้นฤดูทำนาจะทำมาหาเลี้ยงปากท้องอย่างไร

เสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาจอดที่หน้าบ้าน แววได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อจึงออกมาดู เป็นป้าทุเรียน แม่ครัวประจำโรงเรียนประถมในหมู่บ้านมาหา

“สวัสดีจ้ะป้าทุเรียน มีธุระอะไรเหรอจ๊ะ?” แววยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า ด้วยท่าทางนอบน้อม ป้าทุเรียนก็เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี่แหละ

“เสร็จนาหมดแล้วใช่ไหม? พรุ่งนี้ป้าจ้างไปทำกับข้าวมื้อกลางวันที่โรงเรียนแทนหน่อย เผอิญพรุ่งนี้หมอนัดไปตรวจเลือดน่ะ โรคคนแก่นั่นแหละ ปกติป้าจะวานนางแตงมัน แต่ตอนนี้มันไปวิ่งรถส่งของกับผัวใหม่มันละ เห็นฝีมือทำกับข้าวหนูใช้ได้เลยจะวานหน่อย ว่างไหมจ๊ะ?”

“ว่างจ้ะ แล้วพรุ่งนี้หนูต้องทำอะไรบ้าง?”

“ป้าวางตารางไว้แล้วว่าเดือนหนึ่งแต่ละวันจะทำอาหารอะไร พรุ่งนี้คิวแกงจืดหมูสับผักตำลึงของเด็กนักเรียน กับแกงมัสมั่นของคุณครู ป้าเขียนรายการมาให้ละว่าต้องซื้อของสดอะไรบ้าง นักเรียนมี 98 คน คุณครูมี 6 คน กะเวลาทำเองนะจ๊ะ ปกติป้าไปทำอาหารที่โรงเรียนตอน 10 โมง นี่จ้ะรายการ” ป้าทุเรียนอธิบายรายละเอียดงาน พลางยื่นกระดาษจดรายการของสดที่ต้องซื้อให้แวว

แววรับมาดู มีของหลายอย่างที่เธอต้องซื้อ

“นี่งบค่าอาหารกลางวัน ถ้าเงินเหลือหนูเก็บเอาไว้ได้เลยนะ” ป้าทุเรียนล้วงธนบัตรจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้แวว “ส่วนนี่ค่าจ้างของหนู” แกล้วงธนบัตรจากที่เดิมให้แววอีกรอบ

แววเห็นค่าจ้างแล้วยิ้ม ทำอาหารกลางวันงานสบายกว่าก้มหน้าตากแดดทำนา ค่าแรงไม่ต่างกันเท่าไรด้วย เสียดายที่ได้ทำชั่วคราวแค่ครั้งเดียว จะดีอยู่หรอกถ้าได้งานนี้เป็นอาชีพประจำ

“ขอบคุณจ้ะป้า หนูจะทำให้สุดฝีมือเลย”

“ป้าฝากด้วยนะ” ป้าทุเรียนยิ้มให้ แล้วติดเครื่องมอเตอร์ไซค์ขับรถออกไป


เช้าวันรุ่งขึ้น แววปั่นจักรยานไปจ่ายตลาดแต่ฟ้ารุ่ง หอบข้าวของพะรุงพะรังกลับมาบ้าน หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนผ้า รับประทานอาหารเช้ากับน้าเรียบร้อยแล้วก็ปั่นจักรยานคันเดิมพร้อมของห้อยระเกะระกะไปที่โรงเรียนประจำตำบล ช่วงสายโรงเรียนสงบ เด็กเข้าเรียนชั้นใครชั้นมันในอาคารไม้ชั้นเดียวที่ทอดยาวขนานไปกับสนามหญ้า ห้องน้ำแยกจากอาคารเรียนอยู่ทางฝั่งซ้าย ฝั่งขวาเป็นโรงอาหารอาคารเปิดโล่ง

เมื่อมาถึงแววก็จัดการหุงข้าวหม้อใหญ่ทิ้งไว้ แล้วเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำแกงจืดหมูสับผักตำลึงกับแกงมัสมั่น ทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยทันเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันพอดิบพอดี

เด็ก ๆ และคุณครูกลับมาเติมอาหารอยู่เรื่อย ๆ จนเกลี้ยงหม้อ คุณครูอมรที่แววรู้จักดีเพราะเคยเป็นลูกศิษย์แกเดินมาทักหลังจากกินอิ่มแล้ว

“เธอทำอาหารอร่อยดีนะแวว ครูท่านอื่นบอกถูกปากดี เด็ก ๆ ก็ชอบ ครูเห็นมาขอเติมคนละ 2-3 รอบ ไม่ลองทำขายดูล่ะ ครูว่าน่าจะขายดีเชียวล่ะ”

แววยกมือไหว้เป็นการขอบคุณ

“ขอบคุณค่ะคุณครู เรื่องทำขายหนูคงไม่ไหว ทุนมีไม่พอค่ะ ไหนจะต้องซื้ออุปกรณ์ครัวใหม่ ไหนจะต้องซื้อรถเข็นไว้ขนของไปขาย มอเตอร์ไซค์หนูก็ไม่มี”

“เสียดายฝีมือนะ ทำอาหารอร่อยทั้งที แต่มีคนที่ได้กินแค่เธอกับน้า เออจริงสิ ครูมีลูกศิษย์ทำงานอยู่กรุงเทพ เห็นว่าบ้านที่เจ้าตัวทำงานอยู่กำลังหาแม่ครัวคนใหม่ ไม่รู้เธอจะสนใจหรือเปล่า?”

“สนใจค่ะ หนูกำลังหางานใหม่อยู่พอดี บ้านเราหมดฤดูทำนาก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว หนูอยากไปเมืองกรุงดู อยากได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ ๆ รบกวนคุณครูช่วยเป็นธุระติดต่อเรื่องงานให้หนูจะได้ไหมคะ?”

“ได้สิจ๊ะ ดีแล้วจ้ะ ออกไปดูโลกหาประสบการณ์ อายุเรายังน้อย ยังมีแรงออกไปเจออะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ”

เย็นวันนั้นคุณครูอมรเป็นธุระติดต่อเรื่องงานแม่ครัวที่กรุงเทพให้แววทันที ได้ใจความว่านายจ้างเป็นคู่สามีภรรยา ทำงานเกี่ยวกับการทูตต่างประเทศ ต้องการแม่ครัวไปทำงานอาหารด่วนมาก เพราะคนเก่าหนีหายตามตัวไม่ได้ โดยอยู่กินที่บ้านหลังนั้นไม่ต้องเสียค่าที่พัก แววจึงต้องเตรียมตัวออกเดินทางในเย็นวันพรุ่งนี้ทันที


แววตื่นเต้นมากเมื่อก้าวจากรถทัวร์ ลงเหยียบพื้นเมืองกรุงเป็นครั้งแรกที่สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิด เธอมีสัมภาระติดตัวเป็นกระเป๋าเป้สะพายหลังเพียงใบเดียวเท่านั้น สาวเจ้าเดินมาที่วินมอเตอร์ไซค์ บอกปลายทางที่จะไปแล้วขึ้นซ้อนท้าย สองล้อก็พุ่งทะยานออกสู่ถนนทันที

เมื่อหนุ่มวินจอดรถ แววถึงได้รู้ว่ามาถึงที่หมายแล้ว เธอควักเงินออกมาจ่ายเป็นจำนวนตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้า หันมามองบ้านที่เธอจะมาทำงานด้วยก็ขากรรไกรตกด้วยความตื่นตา ช่างเป็นบ้านที่วิจิตรอะไรเช่นนี้

บ้านไม้สีขาวทรงอันเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากบ้านวิกตอเรียของอังกฤษ ตกแต่งด้วยลายฉลุที่เรียกว่าขนมปังขิง และเล่นรูปทรงตัวห้องมุขเป็นหกเหลี่ยม ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ทั่วบริเวณ ดูผิดแปลกไปจากรอบข้างที่เป็นคูหาห้องแถวและตึกสูง ประตูบานใหญ่แง้มออก ผู้หญิงในชุดเสื้อขาวกางเกงขายาวสีกรมท่าออกมาต้อนรับ

“น้องแววใช่ไหมจ๊ะ? พี่ชื่อบัวนะ เราคนบ้านเดียวกัน มาเข้ามาก่อนสิ”

แววตามบัวเข้ามาในบ้าน เธอไม่อยากจะเชื่อว่าเมืองหลวงก็มีมุมสงบร่มรื่นเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ไม้ใหญ่นานาพันธุ์แผ่กิ่งก้านสาขา ปกคลุมพื้นที่บ้านไม่ให้โดนความร้อนจากแสงอาทิตย์ ตามทางเดินรายล้อมไปด้วยไม้พุ่มและไม้ดอกที่ได้รับการดูแลตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“นั่งรถมาเหนื่อยหรือเปล่า?” บัวถาม

“นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ค่ะ หนูไม่เคยนั่งรถมาไกลขนาดนี้”

“ก่อนจะพาไปที่พัก เดี๋ยวพี่พาไปพบคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายเจ้านายของเราก่อนนะ ท่านทั้งสองกำลังรับประทานอาหารเช้ากันอยู่”

บัวเดินนำแววเข้ามาในบ้านสีขาวหลังใหญ่ทรงสมัยรัชกาลที่ 6 ข้าวของตกแต่งภายในบ้านเป็นของเก่าที่ถูกเก็บรักษามาเป็นอย่างดี ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องรับแขก อันมีโซฟาเบาะกำมะหยี่สีม่วงลูกพรุนตั้งอยู่ แววปลดกระเป๋าสะพายออกจากหลัง ย่อตัวลงนั่งรอที่พื้นข้างโซฟา บัวรีบออกปากปราม

“ไม่ต้องนั่งพื้นหรอกน้องแวว นั่งบนโซฟานี่แหละ คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายบ้านนี้ท่านใจดี เดี๋ยวพี่ไปเรียนท่านทั้งสองก่อนว่าน้องมาถึงแล้ว” บัวยิ้มให้ ดึงแขนแววให้ลุกมานั่งที่โซฟา จากนั้นหลบไปอีกห้องหนึ่ง

นั่งรออยู่ได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นไม้ ดังมุ่งเข้ามาในห้องรับแขก แววรู้ว่าเป็นเจ้านายแน่ ๆ ก็นั่งตัวเกร็งก้มมองพรม ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาใคร

“หนูชื่อแววหรือจ๊ะ?” น้ำเสียงนิ่ง เยือกเย็น ทว่าใจดีเอ่ยขึ้นมา

“ค่ะ สวัสดีค่ะ” แววยกสองมือขึ้นมาไหว้ ยังหลบสายตาไม่ยอมมองใคร

คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายแห่งบ้านหลังนี้หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาว

“ไหนขอฉันดูหน้าดูตาของเธอหน่อยสิ”

แววค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองด้วยความตื่นเต้น ปนเปไปกับความเคอะเขินจนทำตัวไม่ถูก เบื้องหน้าของสาวชาวบ้านคือสุภาพสตรีอายุราว 40 ปี แต่งหน้าแต่งตาจัดจ้าน ผมยาวถึงคอตกแต่งจัดทรงเอาไว้เป็นอย่างดี สวมใส่ชุดแซกลายดอกไม้แขนกุดสีพาสเทล ความยาวปิดถึงเหนือหัวเข่า ผ้าพันคอสีเข้ากับเสื้อผ้า พันหนาอยู่รอบคอดูแล้วอึดอัดแทน

ข้างกันนั้นคือสุภาพบุรุษรูปร่างสง่างาม ผอมแต่ว่าไหล่กว้าง ความสูงน่าจะทะลุ 190 เซนติเมตร สวมชุดทักซิโด้สีกรมท่า รองเท้าหนังที่ใส่อยู่ขัดจนเงาวับ มือทั้งสองข้างสวมถุงมือสีขาว หมวกมีปีกปิดอยู่บนหัว แม้จะอยู่ในบ้าน แต่สุภาพบุรุษท่านนี้ก็สวมแว่นตากันแดด ดูจากโครงหน้าแล้วไม่ใช่คนเอเชียแน่นอน น่าจะเป็นคนตะวันตกผิวขาว

“ฮืม… หน้าตาน่ารักใช่ได้นี่ ท่าทางกระตือรือร้นดี เป็นคนบ้านเดียวกับบัว มีอะไรให้ปรึกษากันนะ บัวอยู่ที่นี่มานานแล้ว หรือหากมีปัญหาอะไรแล้วต้องการความช่วยเหลือ ให้มาบอกฉันหรือคุณมาร์คได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ ฉันชื่อสุดานะจ๊ะ ไว้เย็นนี้เราจะกลับมากินกับข้าวฝีมือเธอ ตอนนี้ต้องขอตัวก่อน อีกประเดี๋ยวคุณมาร์คมีประชุม”

ว่าแล้วนายจ้างทั้งสองก็ลุกจากโซฟา คุณมาร์คยกแขนให้คุณสุดาเกาะ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินควงกันออกไปที่ประตูหน้าบ้าน พอดีกับรถยุโรปที่ขับมาจอดเทียบ รอรับทั้งสองคนขึ้นแล้วแล่นดิ่งออกจากบ้านหลังนี้ไป เมื่อรถหายลับตา บัวก็เข้ามาในห้องรับแขก กวักมือเรียกแววให้ติดตามหล่อนไป

“มาเร็วน้องแวว ไปดูที่พักของเรากัน”

บัวพาแววเดินออกมาจากเรือนใหญ่ เจอสวนหย่อมมีม้านั่งไม้ เมื่อผ่านบริเวณนี้ไปเป็นห้องแถวที่พักของคนรับใช้ ยาวทอดขนานไปกับกำแพงรั้วจำนวน 5 ห้อง บัวพาแววมาหยุดยังห้องสุดท้าย ล้วงลูกกุญแจออกมาไขประตูเข้าไปในห้องขนาด 3 คูณ 3 เมตร มีเตียงขนาด 3.5 ฟุต วางชิดผนัง ข้างกันมีตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก เพดานมีพัดลมติดตั้ง มีหน้าต่างบานเกล็ดพร้อมเหล็กดัด

“ห้องน้ำใช้รวมนะ อยู่เยื้องห้องป้าสมศรีห้องแรกสุด ห้องพี่อยู่ห้องนี้นะ ติดกันกับน้อง” บัวชี้ไปที่ห้องซึ่งอยู่ติดกัน เธอยื่นลูกกุญแจให้แวว “นี่กุญแจนะ เก็บเอาไว้ดี ๆ ล่ะ มีอยู่ดอกเดียว เอาไปปั๊มไว้ก็ดีนะ สำรองไว้เผื่อหาย”

แววรับกุญแจมา มองไปรอบ ๆ ห้อง มีความคิดเห็นว่าห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร ห้องนี้มีแค่นอนพัก ชีวิตส่วนใหญ่คงไปทำงานรับใช้อยู่ที่เรือนใหญ่ ทำอาหารอยู่ในครัว โชคดีเสียอีกที่นายจ้างมีห้องพักให้ ไม่ต้องเสียค่าเช่า ไม่ต้องเสียค่าเดินทางมาทำงาน

“ตามสบายนะ ไว้บ่ายสามพี่จะพาไปจ่ายตลาด” บัวพูดแล้วก็ปลีกตัวไป

แววเข้าห้องปิดประตู หมุนบานเกล็ดให้เปิดออกและเปิดพัดลมเพดานให้อากาศระบายเพราะห้องมีกลิ่นอับเล็กน้อย เธอจัดแจงนำเสื้อผ้าในกระเป๋าสะพายออกมาใส่ตู้ สักพักได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง ลุกเดินไปเปิดเป็นบัวหอบหมอนกับผ้าปูที่นอนมาให้ ทั้งสองช่วยกันปูที่นอน พอเสร็จแล้วบัวขอตัวกลับ แววนั่งเล่นนอนเล่นอยู่บนเตียง ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้ผล็อยหลับไป

แววสะลึมสะลือตื่นขึ้นจากเตียง เนื่องด้วยได้ยินเสียงเคาะประตูและเรียกชื่อ เธอลุกไปเปิด เป็นบัวคนเดิมชวนเธอไปกินข้าวกลางวัน แววเดินตามบัวมายังสวนหย่อมใต้ร่มเงาไม้เย็นสบาย ที่ม้านั่งมีคนรับใช้คนอื่นนั่งรอพร้อมอาหารเต็มโต๊ะ

“นี่แววนะจ๊ะทุกคน แม่ครัวคนใหม่ของบ้านเรา” บัวแนะนำแววให้ทุกคนรู้จัก

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

ชุดขาว – ตอนที่ 5/5 (จบ)

ถึงเวลาร้านปิด ทุกคนทะยอยกันกลับทางใครทางมัน กลุ่มของเหรียญยังมีสติกันครบ ยกเว้นหยวนที่หมดสภาพไปแล้ว ลำบากเหรียญและแบงค์ต้องหิ้วปีกกลับมาขึ้นรถของพี่ปอนด์ เหรียญกำชับให้เพื่อน ๆ หาถุงพลาสติกติดมือขึ้นรถไปด้วย เผื่อหยวนอ้วกระหว่างทางจะได้ไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้บนรถ ดูเหมือนฟรังก์จะติดใจบรรยากาศร้านในวงเหล้า ระหว่างทางกลับเธอเล่ามุกตลกที่โดนใจซ้ำให้เพื่อนในรถฟังอีกครั้ง คนระดับเธอมาเจออะไรแบบนี้เท่ากับได้เปิดโลกทัศน์เลยทีเดียว...

ชุดขาว – ตอนที่ 4/5

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจให้กับคนทุกระดับในสังคม แม้แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ออกประกาศเตือนนักศึกษาให้ขับขี่รถอย่างระมัดระวัง งดสังสรรค์จนดึกดื่น ตลอดเวลาหนึ่งภาคการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย มีข่าวเกี่ยวกับผีชุดขาวให้ได้ยินไม่เคยขาด หลังสอบวิชาหนึ่งเสร็จ เหรียญและเพื่อน ๆ นัดกันกินมื้อกลางวันที่โรงอาหารประจำคณะ กินไปพลางพูดเรื่องข้อสอบที่เพิ่งทำมา จนเข้าเรื่องผีชุดขาวในที่สุด “สักวันหนึ่งจะมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเราเจอผีชุดขาวไหมวะ?”...

ชุดขาว – ตอนที่ 3/5

ใกล้เวลาเรียนวิชาแรกเข้าไปทุกที อาจารย์ประจำวิชายังไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง ระหว่างนี้มีนักศึกษาชายคนถึงลุกไปเปิดประตูห้องเรียนให้ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ทีแรกทุกคนนึกว่าเป็นอาจารย์ พากันเงียบกริบแล้วหันมามองเป็นตาเดียว ทว่าแท้จริงแล้วเป็นอัฐ เพื่อนร่วมชั้นปี ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ ที่ตอนเข้าค่ายวันนั้นยังเห็นปกติสบายดี แต่ตอนนี้เขาต้องเดินกะเผกโดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง ขาข้างขวามีเฝือกดามอยู่...

ชุดขาว – ตอนที่ 2/5

เล่าจบเพื่อนนักศึกษาใหม่ก็ส่งเสียงฮือฮา ขนลุกขนพองไปกับเรื่องที่อัฐเล่า ไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเป็นต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จะประคองสติไว้กับตัวเช่นใด เหรียญหัวเราะหึในลำคอ แววตาส่องประกายเหมือนคนจับโกหกคนอื่นได้ เขาหันหน้าไปคุยกับเพื่อน ๆ “นี่แบงก์ นายกลัวผีหรือเปล่า?” “ไม่รู้สิว่ากลัวไหม ไม่เคยเจอเองกับตัว...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!