ภาพต่อมาถ่ายที่บ้าน ตั้วโตขึ้นจากรูปก่อนอย่างก้าวกระโดด เขานั่งบนพื้น ที่ตักมีเด็กทารกคนหนึ่งซึ่งคงเป็นตั้ม รูปนี้ตั้วยังคงหน้าอมทุกข์เหมือนเดิม เขายังไม่ยินดีที่ได้น้องชายมาอยู่ร่วมบ้านด้วยอีกคน
“สองพี่น้องใครหล่อกว่ากันเอ่ย?” นงเยาว์เปรย แล้วมองลูกชายคนโตกับคนเล็กสลับกัน
“หล่อพอกันแหละแม่ แต่ตั้มอาจหล่อกว่าพี่ตั้วนิดหนึ่ง” ตั้มเล่นหูเล่นตาใส่แม่ นิสัยนี้เองที่ตั้วติดมาจากน้องชาย จนเขากลายเป็นคนใหม่ที่มองโลกสดใสและกล้าแสดงออก
รูปถัดจากนั้นหลาย ๆ รูปเป็นสมัยตั้วเรียนมัธยม ถ่ายในงานวิชาการต่าง ๆ ที่ตั้วแข่งขันและได้รับรางวัล ตอนตั้วเล่นละครเวทีที่งานราตรีโรงเรียน ถ่ายกับเพื่อนตอนแข่งบาสเก็ตบอลเหงื่อโชก ไปทัศนะศึกษาที่ต่าง ๆ ถ่ายรวมกลุ่มกับเพื่อนก่อนจบมัธยม ทุกภาพตั้วล้วนยิ้มแย้มแจ่มใสแสดงท่าทางทะเล้นเรียกเสียงหัวเราะ ตั้วสมัยนี้กับตอนเป็นเด็ก แตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน
อัลบั้มรูปถ่ายอีกเล่มมีรูปเมื่อตั้วใส่ชุดครุยรับปริญญา ถ่ายพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ทั้งพ่อแม่ตายายและน้องชายดูอบอุ่นน่าอิจฉา รูปตั้วตะลอนเที่ยวญี่ปุ่น อเมริกา และรูปที่ตั้วใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายเซลฟี่
“ดูจนหมดแล้ว พอจำอะไรได้บ้างไหมลูก?” นงเยาว์ถาม
จำได้สิ! จำได้ดีเลยล่ะ แต่ตั้วก็ทำหน้านิ่ง พลางโคลงศีรษะเป็นการปฏิเสธ นงเยาว์หวังเอาไว้ลึก ๆ ว่าขอให้ลูกชายนึกอะไรออกบ้างแม้เพียงเล็กน้อย แต่ต้องผิดหวัง ถึงอย่างนั้นก็ไม่ย่อท้อ เพราะเชื่อว่าปาฏิหาริย์จะต้องมอบลูกชาย “คนเดิม” ของเธอกลับคืนมา
ตั้วออกจากโรงพยาบาลมาอยู่ที่บ้านได้สองอาทิตย์แล้ว เขายังแสร้งว่าความจำยังไม่กลับคืน ผู้เป็นแม่สวดภาวนาร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิช่วยบันดาลปาฏิหาริย์ให้เสียที เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกนานเพียงใด เพราะแก่ตัวขึ้นทุกวัน อยากใช้ชีวิตในบั้นปลายนี้อยู่กับลูกชายผู้เป็นที่รักทั้งสองคน
ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นกิจการที่ตั้วปั้นขึ้นมาด้วยมือตนเอง ได้นายเงินอาสาบริหารดูแลให้เป็นการชั่วคราว แม้หน้าที่เพิ่ม แต่เขาไม่ขอเงินเดือนเพิ่ม ยังรับเท่าเดิมเพราะบุญคุณของตั้วที่มีต่อเขานั้นล้นท่วมหัว ถ้าไม่ได้เงินช่วยเหลือก้อนนั้นจากตั้ว ป่านนี้พ่อแม่เมียและลูกของนายเงินคงเสียชีวิตกันยกครัว เนื่องจากโดนเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบขู่ฆ่า เพียงแค่ช่วยดูแลร้าน เพื่อรอเจ้าของความจำกลับคืนมาแล้วกลับมาบริหารร้านต่อ นายเงินเต็มใจทำให้
เรื่องคู่กรณีที่ขับรถบรรทุกหกล้อชนรถกระบะของตั้วได้ฝากลุงเชิดซึ่งเป็นพี่ชายพ่อและเป็นสามีของป้าจันทร์ ผู้รับราชการตำรวจเป็นธุระติดตามตัวมาดำเนินคดี ลุงเชิดและลูกน้องพยายามสุดความสามารถ แต่คงคว้าน้ำเหลวเพราะไม่มีหลักฐานอะไรที่สามารถระบุตัวคู่กรณีได้เลย
ทั้งวันตั้วขลุกตัวดูโทรทัศน์อยู่แต่ในบ้าน พลางคิดหาแผนฆาตกรรมพ่อของตัวเอง เขาคงไม่หยิบมีดจากในครัวมาแทงพ่ออย่างโจ่งแจ้ง ให้เหลือหลักฐานหรือพยานสาวมาถึงตัวได้หรอก ต้องวางแผนให้แยบยล พยายามให้การตายนี้ดูเหมือนอุบัติเหตุ แต่จะใช้วิธีการไหนดี ระหว่างที่คิดอยู่นั้น พ่อของเขาก็เดินมานั่งที่โซฟา เพื่อขอดูโทรทัศน์ด้วย
“ดูอะไรอยู่ลูก?” พ่อของตั้วหันไปมองหน้าจอโทรทัศน์ มันกำลังฉายภาพยนตร์ไล่ล่าภาคต่อสุดมัน “หนังเรื่องนี้เรื่องโปรดลูกเลยนะ จำได้หรือเปล่า มีตั้งหกภาค จนตอนนี้คนที่แสดงเป็นพระเอกเสียชีวิตไปแล้ว”
ตั้วไม่ชอบใจที่มีคนมาขัดจังหวะตอนกำลังใช้ความคิด เขาตีหน้าบึ้ง แล้วลุกขึ้นจากโซฟาเดินขึ้นไปบนห้อง
“ขอตัวไปนอนกลางวันก่อนนะครับ”
แม้พ่อของตั้วจะแปลกใจกับอาการของลูกชาย แต่ก็ไม่เอ่ยปากถามอะไร ตั้งแต่อุบัติเหตุคราวนั้น ลูกชายคนโตผู้นี้ก็เปลี่ยนไป ราวกับไม่ใช่คนเดิมที่กตัญญูต่อบุพการี ขยันทำงาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ลูกน้อง เมื่อไหร่ความจำของลูกชายจะกลับคืนมาเสียที
ตั้มในชุดนักเรียนกลับบ้านมาในตอนเที่ยง เพราะช่วงสอบโรงเรียนเลิกครึ่งวัน เขามีอาการดีอกดีใจจนออกนอกหน้า วางกระเป๋าลงที่โซฟาหน้าโทรทัศน์ บอกข่าวดีแก่ผู้เป็นพ่อแล้วถามว่าพี่ชายอยู่ไหน เมื่อทราบแล้วก็ขึ้นไปหาข้างบนห้อง ตั้มไม่ได้เคาะประตูและเห็นว่าประตูไม่ได้ล็อกจึงถือวิสาสะเข้าไป พบพี่ชายนอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียง
“พี่ตั้วครับ ตั้มมีข่าวดีมาบอก ตั้มสอบติดโรงเรียนประจำจังหวัดที่พี่อยากให้ตั้มเข้าได้ด้วยล่ะ” ตั้มบอกด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักอย่างเก็บอาการดีใจเอาไว้ไม่อยู่
ตั้ววางหนังสือการ์ตูนลงแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง “จริงเหรอ เก่งมากเลยน้องพี่ ไว้พี่จะพาไปซื้อโทรศัพท์มือถือตามที่เคยสัญญาไว้นะ”
ตั้มแปลกใจกับประโยคที่พี่ชายพูด พี่ตั้วจำได้อย่างไรว่าเคยสัญญาอะไรไว้ ในเมื่อความจำยังไม่กลับคืน “พี่จำสัญญาของเราได้ด้วยเหรอ? งั้นก็แสดงว่า…”
ตั้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาจุ๊ปาก “ชู่… อย่าเพิ่งบอกใครนะ พี่ความจำกลับมาได้พักหนึ่งแล้ว เรื่องนี้ตั้มต้องช่วยพี่เก็บเอาไว้เป็นความลับนะ ถึงเวลาพี่จะบอกความจริงแก่ทุกคนด้วยตัวของพี่เอง”
ตั้มดีใจที่รู้ว่าพี่ชายความจำกลับคืนมากกว่าสอบติดเสียอีก เขายิ้มกว้างแล้วโผเข้ากอดพี่ชายผู้เป็นที่รัก ตั้วรับกอดน้องไว้แน่น น้องชายคนนี้คือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา
ตั้มเก็บความลับของพี่ชายไว้เป็นอย่างดี จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้บอกใครว่าพี่ชายความจำกลับคืนมาแล้ว วันนี้ก็เหมือนวันเดิม ๆ ที่ตั้วไม่ต้องทำอะไร นั่งอยู่แต่หน้าโทรทัศน์ แม่กับตั้มไปงานปฐมนิเทศที่โรงเรียนแห่งใหม่ที่ตั้มสอบติด ตากับยายไปวัดเพื่อช่วยผู้สูงอายุคนอื่น ๆ ทำบายศรี สำหรับใช้ในงานบุญที่กำลังจะถึง ตอนนี้ที่บ้านจึงเหลือเพียงตั้วกับพ่อเพียงสองคนเท่านั้น
“วันนี้เราช่วยกันล้างรถยนต์ของพ่อดีไหม ถ้าอยากช่วยก็ตามออกมานะ พ่อจะไปเตรียมของรอ” พ่อของตั้วพูดแล้วเดินออกไปนอกบ้าน
แผนชั่วร้ายแล่นเข้ามาในหัวของตั้วทันใดนั้น ไม่มีวันไหนประจวบเหมาะแก่การล้างแค้นเท่าวันนี้อีกแล้ว ตั้วกดรีโมทปิดโทรทัศน์ แล้วเดินขึ้นห้องเพื่อไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับสังหารผู้เป็นพ่อ
รอลูกชายอยู่นานแต่ไม่เห็นออกมา พ่อของตั้วจึงลงมือล้างรถยนต์ด้วยตัวเอง เขาเปิดก๊อกที่ต่อสายยางให้น้ำไหลออกมารดรถยนต์ให้เปียกทั่วทั้งคัน จนพื้นลานหน้าบ้านที่ลาดด้วยซีเมนต์เจิ่งนอง พ่อของตั้วไม่สนใจอะไร หยิบฟองน้ำชุบแชมพูแล้วเอาไปขัดรถยนต์
ตั้วก้าวเดินออกมาจากบ้านราวกับมัจจุราชก้าวออกมาจากนรก ในมือของเขาถือสายไฟยาวที่ตัดมาจากปลั๊กพ่วง ปลายสายปอกฉนวนหุ้มออก เผยให้เห็นลวดทองแดงเปลือยเปล่า เขาเสียบสายไฟเข้ากับเต้ารับในโรงจอดรถ เดินมาใกล้พื้นน้ำเจิ่งนอง แล้วโยนสายไฟลงไป
กระแสไฟฟ้าในลวดทองแดงวิ่งผ่านน้ำซึ่งเป็นตัวกลาง ไปหาพ่อของตั้วซึ่งเท้าเปียกเฉอะแฉะ ไฟฟ้า220 โวลต์วิ่งไปทั่วร่างกายชายวัยกลางคน มันทำลายอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลันแล้วล้มลงนอนพื้น
ตั้วแสยะยิ้มเยือกเย็น ก่อนเดินไปถอดปลั๊กแล้วเก็บอาวุธสังหารไปซ่อน จบลงเสียทีกับภารกิจที่รอคอยมานานแสนนาน เขากลับขึ้นห้องด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจ พลันภาพในอดีตจำนวนหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ภาพเหล่านั้นทำให้เขาโศกเศร้าและละอายใจต่อสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไป
เมื่อครั้งยังเด็ก ใครกันเป็นคนสอนให้เขาปั่นจักรยาน ใครกันคอยรับส่งระหว่างบ้านกับโรงเรียนทุกวัน ใครกันคอยเช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนยายามเขาป่วยไข้ ใครกันขายหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อหาเงินส่งเขาเรียน ตั้วคิดถึงตอนที่เขาได้ขี่คอพ่อเที่ยว ที่ผ่านมาเขาเลือกจำแต่ด้านเลวร้ายของพ่อตนเอง ละเลยที่จะจดจำด้านดี ๆ ของผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีมากกว่าด้านเลวร้ายไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
เขายังทดแทนบุญคุณแก่ผู้ให้กำเนิดผู้นี้ได้ไม่ถึงเสี้ยวเลยด้วยซ้ำ แต่บัดนี้พ่อของเขาไม่อยู่ให้เขาได้ทดแทนบุญคุณอีกต่อไปแล้ว การกระทำโง่เง่าที่มีแต่ทิฐิและความเคียดแค้นของเขานั้นไม่น่าให้อภัยแม้แต่น้อย มาคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว
“กรี๊ด… ดดด!”
เสียงของผู้เป็นแม่กรีดร้องดังลั่นมาจากหน้าบ้าน นงเยาว์กลับมาจากโรงเรียนพร้อมลูกชายคนสุดท้อง ต้องตกใจจนสติกระเจิง เมื่อพบสามีนอนเป็นศพอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ตั้วรีบวิ่งออกไปดูใจแม่เพราะกลัวว่าจะเป็นอะไรตามไปอีกคน
นงเยาว์ไม่รู้จะจัดการอย่างไรต่อไปดี เพราะสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงโทรศัพท์ตามลุงเชิดและป้าจันทร์มาเป็นธุระจัดการงานศพให้ ลุงเชิดขอลางานราชการหนึ่งวัน เพื่อมาจัดงานศพแก่น้องชาย เพื่อนบ้านที่ทราบข่าวก็มาช่วยงาน พลางคิดไปต่าง ๆ นานาว่าสาเหตุการตายนี้คืออะไรแต่ยังไม่มีใครสรุปอะไรได้ ระหว่างที่ข้างนอกวุ่นวาย ตั้วปลีกตัวมานั่งร้องไห้อยู่ในห้อง
ฉันทำอะไรลงไป? มันเลวร้ายจนแม้แต่ฉันก็ให้อภัยตัวเองไม่ได้ ฉันมันเป็นลูกที่เลวไม่สมควรอยู่ต่อไปให้รกโลก
ตั้วกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล ลุกขึ้นจากมุมห้องเดินลงมาที่ชั้นล่าง พบปืนของลุงเชิดวางอยู่บนตู้ไม้ เขาหยิบมันติดมือขึ้นมาบนห้อง
พ่อครับ ผมขอโทษ
ปากกระบอกปืนสัมผัสลิ้นให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ เซฟตี้ถูกปลด ตั้วแตะนิ้วชี้ไว้ที่ไกปืน เขาหลับตาให้น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย ในหัวพยายามไม่นึกถึงเรื่องอะไรแล้วออกแรงที่ปลายนิ้วชี้
ปัง!
เสียงสะนั่นดังลั่นมาจากห้องของลูกชายคนโต ทุกคนนอกบ้านหันมามองเป็นตาเดียว นงเยาว์ตกใจกว่าใครเพื่อน ร้องตะโกนเรียกชื่อลูกชายเสียงดังก่อนจะเป็นลมล้มพับไป
“ตั้ว…”
“หมอดีใจด้วยนะครับ ตั้วตายแล้ว…”
ตั้วนั้นมีภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder หรือย่อสั้น ๆ ว่า PTSD) เป็นความผิดปกติทางจิตเวชที่เกิดกับคนหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น รถชน ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขืน ฯลฯ ภาวะนี้พบได้ทุกช่วงอายุ แต่จากการสำรวจชี้ให้เห็นว่าพบเยอะในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและวัยผู้ใหญ่ เนื่องด้วยเป็นวัยที่ประสบอุบัติเหตุได้บ่อยที่สุด
ผู้ป่วยด้วยภาวะผิดปกตินี้จะมีอาการนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ (re-experienced) ซึ่งอาจแสดงออกมาในรูปแบบของฝันร้าย เห็นภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหมือนภาพติดตา (flashbacks) มักหลีกเลี่ยงสิ่งของ เหตุการณ์ บุคคลหรือสถานที่ที่ทำให้รู้สึกกลัว มีอาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย ไม่มีสมาธิ เป็นต้น
อาการส่วนใหญ่อาจเป็นเรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา และอาการมักรุนแรงขึ้นในช่วงที่มีความเครียด นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยด้วยภาวะผิดปกตินี้มีการพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติถึง 14 เท่า
“หมอดีใจด้วยนะครับ ตั้วตายแล้ว แต่ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องพูดว่าตั้วในวัยเด็กตายแล้วต่างหาก หมอได้ทำการกำจัดอีกหนึ่งบุคลิกที่ไม่ดีออกไปจากจิตใต้สำนึกของคุณแล้ว ตอนนี้คุณเหลือบุคลิกเดิมเพียงบุคลิกเดียว จากนี้เด็กชายตั้วจะไม่มาครอบงำคุณอีกเป็นการถาวร” จิตแพทย์พูดหลังจากปลุกตั้วให้ตื่นขึ้นมาจากการถูกสะกดจิต
ที่จริงแล้วตั้วป่วยด้วยอาการหลายบุคลิก (Dissociative Identity Disorder หรือย่อสั้น ๆ ว่า DID) แทรกซ้อนด้วย เป็นอาการป่วยทางจิตเนื่องจากการประสบกับการทารุณ เพื่อหนีจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ผู้ป่วยจึงแบ่งแยกบุคลิก ทำให้มีหลายบุคลิกหรือหลายอารมณ์ในตัวเองโดยที่อาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้
ตั้วรู้ตัวตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้าโรงพยาบาลแล้วว่ามีใครอีกคนอาศัยอยู่ในตัวเขา ใครคนนั้นนิสัยไม่ดีเสียด้วย เขาจึงปรึกษากับจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลเดียวกัน จิตแพทย์ตรวจพบอีกบุคลิกที่เคยมีอยู่และหายไปตอนตั้วย่างเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น จิตแพทย์ได้ทำการสะกดจิตเพื่อกำจัดบุคลิกที่ไม่ต้องการนั้นทิ้ง
โดยเริ่มจำลองเหตุการณ์ตั้งแต่ตั้วออกจากโรงพยาบาลทั้งที่เขายังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลไปไหน เด็กชายตั้วถูกหลอกให้โลดแล่นอยู่ในโลกจำลองที่จิตแพทย์สร้างขึ้น เขาทำการแก้แค้นได้สำเร็จ โดยที่ไม่สูญเสียใครในโลกแห่งความจริง จากนั้นบุคลิกเด็กชายตั้วก็กำจัดตัวเองทิ้งให้หายไปจากจิตใต้สำนึกของตั้วตลอดกาล
“ขอบคุณมากครับหมอ จากนี้ผมคงได้ใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร” ตั้วลุกจากเตียงแล้วไหว้ขอบคุณจิตแพทย์
“เป็นหน้าที่ของจิตแพทย์อย่างผมอยู่แล้วครับ” จิตแพทย์ยิ้ม แล้วเดินมาส่งตั้วที่หน้าประตูห้องทำงาน
ตั้วเดินกลับห้องพักฟื้นของตนด้วยความสบายใจ จากนี้จะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นกับเขาอีกแล้ว เขาสามารถใช้ชีวิตกับครอบครัวอันเป็นที่รักโดยไม่มีสิ่งใดต้องกังวล แต่ทั้งเขาและจิตแพทย์อาจยังไม่รู้ว่า มีเด็กชายตั้วอีกคนและอีกคนสถิตอยู่ในจิตใต้สำนึกอยู่ บุคลิกเด็กชายตั้วได้ทำการคัดลอกตัวเองออกเป็นหลาย ๆ บุคลิกไว้ในในจิตใต้สำนึกของตั้วเหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างไรอย่างนั้น พวกมันรอเวลาเหมาะสมที่จะได้ครอบงำร่างกายนี้และล้างแค้นคนที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้แก่พวกมัน
จบ
Leave a comment