ชายวัยรุ่นร่างกะหร่อง วิ่งซอกแซกไปตามซอกซอยในหมู่บ้านอันแออัด เพื่อหนีเจ้าหนี้ที่ยกพรรคพวกมาทวงเงินค่าพนักบอลที่มันค้างจ่าย กูรูฟุตบอลในเว็บไซต์บอกอย่างมั่นใจว่าปีนี้ทีมหงส์ไฟจะกลับมาคืน “ฟอร์ม” มันเชื่อตามนั้น จึงเดิมพันแบบจัดหนัก ผลสุดท้ายกลับเจ็บหนัก เพราะทีมหงส์ไฟถ่านหมดจนต้องคืน “ฟอร์มาลีน” ตกรอบแรกก่อนใครเพื่อน
ชายวัยรุ่นหนีกลุ่มคนอายุไล่เลี่ยกัน 2-3 คนที่ไล่ตามหลัง โชคดีที่พวกนั้นไม่ใช่คนในพื้นที่ คงรู้จักซอกซอยภายในหมู่บ้านนี้ไม่ดีเท่ามัน เดี๋ยวหลบซ้าย เลี้ยวขวา เข้าหลืบ มุดช่อง พวกนั้นคงงงว่ามันหายไปไหน แต่ยังไม่ทันได้หลบซ้ายก็มีพรรคพวกของเจ้าหนี้อีกคนขับรถจักรยานยนต์มาตัดหน้า แล้วถีบเข้ายอดอกอย่างแรง จนร่างกะหร่องล้มลงก้นกระแทกพื้น
ไอ้บอย ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้ามือโต๊ะพนันบอลที่ทวงหนี้เหี้ยมโหดที่สุด เดินเข้ามากระชากคอเสื้อชายวัยรุ่นให้ลุกขึ้นจากพื้น
“แกคิดจะหนี้ฉันอย่างนั้นหรือไอ้ปี๊ด!” ไอ้บอยตะเบ็งเสียงใส่
“เปล่าครับพี่… ผมไม่ได้หนี กำลังจะไปเอาเงินมาใช้หนี้ให้พี่ต่างหาก” ไอ้ปี๊ดตอบเสียงอยู่ในคอ เพราะกลัวเจ้าหนี้สุดโหดผู้นี้
“ไหนล่ะเงิน?” ไอ้บอยผลักไอ้ปี๊ดแล้วทำท่าแบมือรับเงิน
“กะ… กำลังจะไปหาครับ”
“ฮึ!” ไอ้บอยทำเสียงแล้วเหยียดยิ้มมุมปาก จากนั้นมันอัดเข้าที่ท้องของให้ปี๊ดหนึ่งที ไอ้ปี๊ดจุกหน้าเขียวล้มลงกับพื้นเป็นครั้งที่สอง “ฉันให้เวลาแกสามวัน หาเงินมาใช้หนี้ฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์ แกรู้แล้วใช่ไหมว่าพวกที่เบี้ยวไม่ยอมจ่ายต้องเจอกับอะไร?”
ลูกน้องที่ติดตามไอ้บอยชูมือข้างที่นิ้วนางกับนิ้วก้อยด้วนให้ไอ้ปี๊ดดู มันเคยเป็นลูกหนี้ไอ้บอยมาก่อนและเบี้ยวไม่ยอมจ่าย สุดท้ายหนีไม่พ้นและผลเป็นอย่างที่เห็น
“นิ้วละห้าพัน แกติดฉันสามหมื่นก็โดนตัดหกนิ้ว จะให้ฉันตัดนิ้วแกวันนี้เลยไหม?” ไอ้บอยตะเบ็งเสียงใส่หน้า ขู่ไอ้ปี๊ดจนกลัวหัวหด
“ยังครับ อีกสามวันผมหาเงินสามหมื่นมาคืนพี่ได้แน่”
“มั่นใจอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้ ตัดสินใจมาเลยนะว่าจะให้ฉันตัดนิ้วไหนของแกทิ้งบ้าง”
ไอ้บอยทำเสียงเยือกเย็น แล้วมันกับพรรคพวกก็เดินจากไป ไอ้ปี๊ดลุกขึ้นมายืนตัวสั่นงันงกไม่ขยับไปไหน มันคิดไม่ตกว่าภายในสามวันนี้จะหาเงินสามหมื่นจากไหนมาใช้หนี้พนันบอลให้ไอ้บอย เฉลี่ยแล้วต้องหาให้ได้วันละหนึ่งหมื่น ความรู้ระดับหางอึ่งอย่างไอ้ปี๊ดจะมีงานอะไรที่ได้ผลตอบแทนมากขนาดนั้นให้ทำ ไปเป็นเด็กส่งยาไอ้ปี๊ดก็ไม่กล้า มันไม่อยากถลำลึกสู่สังคมดำมืดมากไปกว่านี้ หาเงินใช้หนี้งวดนี้ได้ มันจะเลิกอบายมุขทุกอย่าง คราวนี้เลิกจริง ๆ ไม่กลืนน้ำลายอย่างหลายครั้งที่ผ่านมาแล้ว
บรรยากาศคึกคักยามสายของตลาดสด อาจดูวุ่นวายในสายตาใครบางคน แต่ที่นี่เปรียบเสมือนชีวิตของใครหลายคน เพราะเป็นแหล่งทำมาหากินและพบปะเพื่อนฝูงร่วมอาชีพผู้ทำงานหาเช้ากินค่ำ สำหรับลูกค้า ที่นี่ยังมีเสน่ห์เสมอกับการได้พูดคุยต่อราคากับคนขายซึ่งหาความรู้สึกอย่างนี้ไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
“ลดได้สามมัดยี่สิบเท่านั้นแหละ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องซื้อ” น้ำเสียงไม่เป็นมิตรของป้าแช่มด่าลูกค้าที่มาต่อราคาผักแกอีกตามเคย
“ก็ได้ ๆ ยี่สิบก็ยี่สิบ งั้นเอาหมดนี่สามมัด” สาวนางหนึ่งผู้เป็นลูกค้าพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมจริต พร้อมยื่นธนบัตรยี่สิบบาทให้ป้าแช่มเป็นการแลกกับผักสามมัดในถุงพลาสติก “ผักชีกำเล็ก ๆ นี่ฉันขอแถมได้หรือเปล่า?”
“แหม… ของซื้อของขายกล้าขอฟรีกันดื้อ ๆ อย่างนี้เลยเหรอ ผักชีกำละห้าบาทจะซื้อหรือไม่ซื้อ ถ้าไม่ซื้ออะไรแล้วก็ออกไป อย่ายืนเกะกะขวางทางหน้าร้าน” ป้าแช่มพูดอย่างมะนาวไม่มีน้ำ ไม่แยแสลูกค้ารายนี้เลย
“ขี้เหนียวทั้งปีนะป้า ปากจัดอย่างนี้ระวังเถอะคนจะไม่มาซื้อ แล้วผักป้าจะเน่าทั้งแผง” ลูกค้าสาวแขวะป้าแช่มแล้วรีบเดินออกจากแผง ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เธอก็เป็นลูกค้าประจำมาซื้อผักที่แผงของป้าแช่มแทบทุกวัน
“ไปเลยนะไปเลย! หนอย… มาแช่งฉันได้ยังไง ร้านฉันนี่แหละผักสดที่สุดในร้านแล้ว” ป้าแช่มด่าไล่หลังลูกค้าสาวแล้วเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่
“รำคาญจริงพวกต่อราคาเนี่ย ซื้อแค่ไม่กี่บาทจะให้ลดไปถึงไหน” ป้าแช่มบ่นกระปอดกระแปด พลางหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ขึ้นมาอ่านระหว่างรอลูกค้า
“อ้าว… ฉบับนี้มีตรวจหวยด้วยเหรอ จะว่าไปงวดนี้เราก็ซื้อไว้ใบหนึ่งนี่นา”
ว่าแล้วป้าแช่มก็ล้วงถุงใส่เงินที่เหน็บตรงผ้าถุงออกมา แกหยิบสลากกินแบ่งที่ปะปนอยู่กับธนบัตรเพียงไม่กี่ใบ ออกมาเทียบตรวจกับตารางผลการออกรางวัลบนหนังสือพิมพ์
ป้าแช่มแกแปลกกว่าคนอื่นตรงที่แกชอบตรวจจากรางวัลเล็ก ๆ ไล่มารางวัลใหญ่ ครั้งนี้ก็เป็นอย่างเคย ตรวจมาถึงรางวัลที่สองแล้ว ตัวเลขบนสลากกินแบ่งของแกไม่คล้ายกับตัวเลขที่ถูกรางวัลเลย แกถอนหายใจยาว นิตยสารดาราเมาท์มันส์ทำนายไม่ถูกแล้ว ที่ว่าแกจะมีดวงได้ลาภก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตช่วงกลางเดือนนี้
“ถูกกินอีกจนได้ ไอ้หมอไฝคราวนี้ดูดวงไม่แม่นแล้วโว้ย สงสัยคงจะได้เลิกซื้ออ่านซะแล้วมั้งไอ้นิตยสารดาราเมาท์มันส์เนี่ย” ป้าแช่มทิ้งหนังสือพิมพ์กับสลากกินแบ่งลงบนแคร่ ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจรางวัลที่หนึ่งเลย
แล้วสายตาของแกก็เหลือบไปเห็นชุดตัวเลขหกตัวสองชุดคล้ายคลึงกัน ชุดหนึ่งอยู่บนสลากกินแบ่งของแก อีกชุดอยู่ใต้ช่องรางวัลที่หนึ่ง
อย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ป้าแช่มคว้าหนังสือพิมพ์กับสลากกินแบ่งมาดูใกล้ ๆ เพราะกลัวว่าอาการสายตายาวจะหลอนแกไปเอง
เห็นแล้วถึงกับช็อก!
ป้าแช่มถูกรางวัลที่หนึ่ง
ยี่สิบล้านบาท!
“กรี๊ด… รวยแล้วโว้ย อีแช่มรวยแล้วโว้ย” ป้าแช่มกรีดร้องดีใจ ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นรอบแผงผัก อย่างลืมอาการข้อเข่าเสื่อม ทุกสายตาในตลาดจับจ้องมาที่แกด้วยความสงสัย
รวมถึงสายตาของไอ้ปี๊ด เด็กหนุ่มที่ผู้คนต่างตราหน้าว่าเป็นเดนมนุษย์ มันมองสลากกินแบ่งในมือป้าแช่ม ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความโลภ ปากที่ยิ้มแสยะเผยให้เห็นเศษปาท่องโก๋ซึ่งเคี้ยวไม่ละเอียด มันรู้แล้วว่าจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าพนันบอลที่ค้าง
สองล้อของรถเข็นผัก เคลื่อนผ่านพื้นดินลูกรังเข้ามาภายในบ้านของป้าแช่ม แกวางรถเข็นไว้ใต้ถุนบ้าน ตอนนี้ไม่ห่วงผักจะเน่าแล้ว สนใจอยากเอาสลากกินแบ่งไปขึ้นรางวัลมากกว่า อยากครอบครองเงินยี่สิบล้านอยู่เต็มทน
ป้าแช่มทิ้งก้นที่เต็มไปด้วยเซลลูไลท์ ลงกระทบกับแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน บ้านหลังนี้สร้างมาห้าสิบกว่าปีแล้ว ตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ค่อนข้างแออัด เพราะบ้านแต่ละหลังห่างกันไม่เกินสิบเมตร
ป้าแช่มไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แกอาศัยอยู่กับหลานสาวอีกคนซึ่งเป็นลูกของน้องสาวต่างมารดา หลานสาวคนนี้ชื่อทราย ตอนนี้เป็นดาวมหาวิทยาลัย เรียนคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่สอง ทุนการศึกษาทั้งหมดก็มาจากรายได้ขายผักของป้าแช่มล้วน ๆ
สายตาที่ยาวเพราะวัยล่วงเลย กลอกมองไปทั่วบริเวณบ้าน ป้าแช่มนึกถึงวันเก่า ๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเล็กแสนซอมซ่อหลังนี้ จากนี้ไปชีวิตแบบนั้นคงสิ้นสุดลงเสียที เพราะป้าแช่มจะใช้เงินส่วนหนึ่งจากที่ถูกรางวัล มาเนรมิตบ้านสุดหรูยิ่งกว่าในละครอยู่กับหลานสาว พร้อมข้าทาสบริวารรายล้อม อีกส่วนจะยกให้หลานสาว เพื่อเป็นทุนการศึกษาต่อในต่างประเทศอย่างที่หลานสาวเคยวาดฝันไว้
ยิ่งคิดยิ่งเห็นภาพเป็นจริงขึ้นทุกที ป้าแช่มอดใจรอที่จะได้ครอบครองเงินยี่สิบล้านไม่ไหวแล้ว แกหยิบสลากกินแบ่งใบนั้นขึ้นมาเชยชมอีกครั้ง มุมปากเหยียดยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะเดินขึ้นบ้านเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปขึ้นรางวัล
ป้าแช่มสลัดเสื้อผ้า เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงกระโจงอกแทน ก่อนจะเข้าห้องน้ำแกเดินเอาสลากกินแบ่งราคายี่สิบล้านใบนั้นมาเก็บไว้ในลิ้นชักใต้ชั้นวางโทรทัศน์จอเล็กกะทัดรัด
ทุกอากัปกิริยาของป้าแช่ม ถูกจับจ้องอยู่ตลอดโดยไอ้ปี๊ดที่แอบหลบอยู่หลังต้นละมุด แค่แอบย่องเข้าไปหยิบสลากกินแบ่งออกมา โดยไม่ให้เจ้าของบ้านรู้ตัวคงไม่เสี่ยงติดคุกติดตารางหรอกมั้ง คิดดังนั้นแล้วมันก็กลืนปาท่องโก๋ลงคอ แล้วก้าวออกมาจากตรงนั้น มุ่งเข้ามาในบ้านของป้าแช่ม หลังจากได้ยินเสียงน้ำตกกระทบพื้น
สองเท้าในรองเท้าเลียนแบบยี่ห้อดัง ผลิตจากจีนแดงย่างกลายเข้าใกล้ชั้นวางโทรทัศน์ที่มันหมายตาไว้แต่แรก เสียงอาบน้ำยังคงดังอยู่ มันจึงดำเนินการโจรกรรมอย่างใจเย็น
ลิ้นชักใต้ชั้นวางโทรทัศน์ค่อย ๆ ถูกลากออก ทันใดนั้นสองตาของไอ้ปี๊ดก็ลุกวาว เมื่อมันเห็นสลากกินแบ่งยับยู่ยี่อยู่ภายใน มือไม้ที่สั่นระริก ค่อย ๆ เอื้อมไปหยิบออกมาเป็นของตน
คลิก!
ไอ้ปี๊ดหันไปมองตามเสียง เห็นป้าแช่มในชุดผ้าถุงเปียกโชกเดินออกมาจากห้องน้ำ มันตกใจ ไม่คิดว่าป้าแช่มจะอาบน้ำเสร็จเร็วขนาดนี้ ส่วนป้าแช่มก็ตกใจที่พบว่ามีคนแอบย่องเข้ามาในบ้านแบบนี้
“ขโมย!” ป้าแช่มตะโกนร้องโหวกเหวก ปลุกสัญชาตญาณการหนีของไอ้ปี๊ดให้ตื่นขึ้น
ไอ้ปี๊ดตั้งหน้าตั้งตาวิ่งออกไปจากบ้านของป้าแช่มอย่างไม่คิดชีวิต และไม่ลืมที่จะหยิบสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลใบนั้นติดมือไปด้วย “หยุด! เอาสลากกินแบ่งของฉันคืนมา” ป้าแช่มตะโกนไล่หลัง วิ่งตามไอ้ปี๊ดไปพร้อมผ้าถุงที่ยังเปียก
Leave a comment