ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ ทำให้การสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ที่นี่เติบโตได้เร็วมาก ซิลิคอนแวลลีย์จึงเป็นหมุดหมายที่สตาร์ทอัพหลายเจ้าอยากมาตั้งบริษัทที่นี่ครับ
สตาร์ทอัพที่พวกเราชอบพูดกันมักสื่อถึง Tech Startup ครับ ซึ่งหมายถึงบริษัทที่เริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดด โดยใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นเครื่องมือครับ แน่นอนว่าหากมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จก็ย่อมมีสตาร์ทอัพที่ล้มเหลว แต่มีน้อยมากครับที่สตาร์ทอัพสร้างขึ้นมาเพื่อขายฝันนักลงทุน หลอกเอาเงินคนอื่นมาผลาญด้วยเทคโนโลยีที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง
ไอติมเล่า ep นี้จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักวีรกรรมของเทราโนส (Theranos) สตาร์ทอัพที่ฝันอยากจะปฏิวัติการตรวจเลือดในแล็บให้ทำได้เองง่าย ๆ ที่บ้าน แต่จบลงด้วยผู้ก่อตั้งโดนตัดสินจำคุก โดยเนื้อหาผมสรุปมาจากหนังสือ Bad Blood: Secrets and Lies in a Silicon Valley Startup ชื่อไทยคือ เลือดชั่ว: เรื่องลับและคำลวงเบื้องหลังบริษัทดาวรุ่งแห่งซิลิคอนแวลลีย์ เขียนโดย จอห์น แคร์รีรู (John Carreyrou) นักข่าวของ Wall Street Journal ผู้เป็นคนเปิดโปงสตาร์ทอัพลวงโลกนี้ให้คนได้รับรู้ครับ

ผู้ก่อตั้งเทราโนสชื่อว่าเอลิซาเบท แอนน์ โฮมส์ (Elizabeth Anne Holmes) บรรพบุรุษของเธอทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเลยครับ ฝั่งพ่อมาจาก 2 ตระกูลใหญ่ที่แต่งงานกัน ตระกูลแรกมีบรรพบุรุษเป็นนักธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยร่ำรวยที่สุดตระกูลหนึ่งของสหรัฐอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อีกตระกูลมีบรรพบุรุษเป็นหมอผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยแพทย์ ฝั่งแม่ของเธอมาจากตระกูลนายทหารยศใหญ่ที่สามารถสืบเชื้อสายย้อนไปถึงจอมพลดาวู ผู้บัญชาการการรบที่เก่งคนหนึ่งของนโปเลียน เรียกได้ว่าเอลิซาเบทสืบทอดดีเอ็นเอความเป็นนักธุรกิจ เป็นแพทย์ และเป็นนักวางกลยุทธ์มาจากบรรพบุรุษครับ
เอลิซาเบทเป็นคนหัวดี เรียนเก่ง ได้เกรดเอมาตลอด แถมยังเป็นคนเข้าสังคมเก่ง ผูกมิตรกับใครได้ง่าย ๆ พอถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัย เอลิซาเบทเลือกเข้ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เธอเป็นนักเรียนทุนด้วยนะครับ สาขาที่เธอเรียนคือวิศวกรรมเคมี ตอนปิดเทอมฤดูร้อนในปี 2003 เธอเคยไปฝึกงานที่สิงคโปร์ ช่วงนั้นทวีปเอเชียเกิดโรคซาร์สระบาด หน้าที่ของเธอในตอนฝึกงานคือการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยด้วยเข็มฉีดยา เธอมองว่าวิธีนี้โบราณ ทำให้คนไข้เจ็บ มันควรจะมีวิธีตรวจโรคที่สะดวกกว่านี้และไม่เจ็บตัว
ตอนเรียนมหาลัย เอลิซาเบทขอให้อาจารย์รอเบิร์ตสันรับเธอไปเป็นผู้ช่วยในห้องแล็บ อาจารย์ตอบตกลงและส่งเธอไปเป็นผู้ช่วยนักศึกษาปริญญาเอกชื่อชอนัก รอย ฤดูใบไม้ร่วงปี 2004 เอลิซาเบทลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ โดยมีชอนักที่เพิ่งเรียนจบปริญญาเอกเป็นพนักงานคนแรกของบริษัท เอลิซาเบทใช้เส้นสายของครอบครัวหาผู้ลงทุนกลุ่มแรกได้ วิสัยทัศน์แรกเธออยากสร้างแผ่นแปะอัจฉริยะชื่อว่าเทราแพตช์ แผ่นแปะที่จะเจาะเลือดจากผิวหนังด้วยเข็มเล็ก ๆ แบบไม่รู้สึกเจ็บ แผ่นแปะนี้มีไมโครชิปที่จะวิเคราะห์เลือด เพื่อพิจารณาว่าควรฉีดยาให้คนไข้ในปริมาณเท่าไหร่ แต่ชอนักมองว่าแผ่นแปะนี้เหมือนของที่อยู่ในหนังไซไฟ สร้างขึ้นให้ใช้งานจริงได้ยาก
เอลิซาเบทได้ไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่คือเครื่องตรวจเลือดแบบพกพา ที่ประกอบด้วยตลับเก็บตัวอย่างเลือดขนาดเท่าบัตรเครดิตแต่หนากว่าหน่อย และเครื่องอ่านผลเลือดขนาดเท่าเครื่องปิ้งขนมปัง หลักการทำงานของมันคือให้ผู้ใช้เจาะเลือดเพียงหนึ่งหยดใส่ลงตลับเก็บตัวอย่าง จากนั้นเสียบเข้าไปในเครื่องอ่านผล แล้วเครื่องจะตรวจและส่งผลตรวจไปให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว โดยที่คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล พวกเขาเรียกเครื่องมือใหม่ชิ้นนี้ว่าเทราโนส 1.0

ต้นปี 2006 เอลิซาเบทจ้างเอดมอนด์ คู มาดูแลฝ่ายวิศวกรรมของบริษัท หน้าที่ของเขาคือการดัดแปลงเครื่องต้นแบบเทราโนส 1.0 ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้และสามารถวางขายเชิงพาณิชย์ได้ ความยากหลัก ๆ ของงานนี้คือการที่ต้องใช้เลือดในปริมาณที่น้อยมาก เอลิซาเบทยืนกรานว่ายังไงเครื่องต้องใช้เลือดเพียงแค่หยดเดียวจากปลายนิ้วมือเท่านั้น แถมเธออยากให้ตลับเก็บตัวอย่างเลือดต้องเล็กพอจนวางบนฝ่ามือได้ โดยตลับนั้นไม่ใช่แค่เก็บตัวอย่างเลือด แต่ข้างในมีกลไกซับซ้อน บรรจุสารเคมีหลายชนิดที่จะผสมเข้ากับตัวอย่างเลือด โดยสารแต่ละตัวต้องออกมาผสมกันตามลำดับที่ถูกต้อง ซึ่งยากต่อการพัฒนาให้อยู่ในตลับเล็ก ๆ ขนาดเท่าบัตรเครดิตครับ
หน้าที่ของเอดรับผิดชอบเพียงแค่พัฒนาตัวเครื่อง ส่วนสารเคมีที่ใช้ตรวจเลือดเป็นหน้าที่ของพนักงานอีกกลุ่มที่เป็นนักเคมี เอลิซาเบทเป็นคนที่กลัวความลับบริษัทรั่วไหลมาก เธอไม่ยอมให้ทีมวิศวกรและทีมนักเคมีสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลหากันโดยตรง ข้อมูลทุกอย่างต้องผ่านเธอก่อน ทำให้การพัฒนาช้ามาก จนเอดไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่เครื่องใช้ไม่ได้ผลเป็นเพราะหลักการวิศวกรรมของตัวเครื่องผิดพลาดหรือมาจากงานด้านเคมีที่ผิดพลาด
กลุ่มลูกค้าของเทราโนสคือบริษัทผลิตยา ในการวิจัยยาตัวใหม่ ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะวางขายยาตัวใหม่ให้คนทั่วไปได้ซื้อ บริษัทต้องทดลองยาในกลุ่มตัวอย่างก่อน โดยให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้ยาและคอยติดตามอย่างใกล้ชิดว่าร่างกายของพวกเขาตอบสนองต่อยายังไงบ้าง การติดตามรูปแบบเดิมคือการเจาะเลือดกลุ่มตัวอย่างไปดูความเปลี่ยนแปลง อาจจะสัปดาห์ละครั้ง แต่อุปกรณ์ของเทราโนสที่เปลี่ยนการตรวจเลือดให้ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน บริษัทยาจึงสามารถให้กลุ่มตัวอย่างเจาะเลือดตรวจกับเครื่องได้ทุกครั้งหลังใช้ยา ทั้งเช้า กลางวัน เย็น เพื่อติดตามปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อยาได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นครับ

เอลิซาเบทหว่านล้อมให้ไฟเซอร์มาใช้อุปกรณ์ของเทราโนสได้สำเร็จ โดยเริ่มจากโครงการนำร่องเล็ก ๆ ก่อน แต่อุปกรณ์ของพวกเขายังพัฒนาไม่ถึงไหน เอลิซาเบทมาบอกให้เอดสั่งให้ทีมวิศวกรของเขาทำงานกันตลอด 24 ชม. แบบเข้ากะ แต่เอดไม่ยอม เพราะทุกวันนี้วิศวกรในทีมทำงานกันหนักจะตายอยู่แล้ว เอลิซาเบทโกรธเขามาก และแม้เธอจะไม่ยอมฟังใครเลย แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เธอยอมฟังครับ เขาเป็นชายชาวอินเดียชื่อซันนี แก่กว่าเอลิซาเบทเกือบ 20 ปี เขารวยจากการขายบริษัทอินเตอร์เน็ตที่ตัวเองเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง เขาเป็นแฟนของเอลิซาเบท อยู่คอนโดห้องเดียวกัน ช่วงแรกซันนีไม่ได้เข้ามาในเทราโนส แต่เอลิซาเบทชอบอ้างคำพูดของเขาอยู่บ่อย ๆ
ไม่นานหลังจากนั้นเอดก็เห็นเอลิซาเบทจ้างวิศวกรมาอีกทีม ไม่รู้ว่าเป็นไอเดียของเธอเองหรือซันนีบงการมา เอลิซาเบทจ้างวิศวกรทีมนี้มาแข่งกับทีมของเอดเพื่อพัฒนาเครื่องตรวจเลือดให้ใช้งานได้จริง ทั้งสองทีมแข่งขันกันอย่างดุเดือด สุดท้ายทีมใหม่สร้างเครื่องตรวจเลือดออกมาได้สำเร็จ เอลิซาเบทตั้งชื่อให้เครื่องนี้ว่าเอดิสัน หลังจากนั้นเอดก็ถูกเอลิซาเบทเรียกเข้าห้องประชุม เธอไล่เขาออก
ชอนักเห็นพนักงานถูกไล่ออกเป็นว่าเล่น แถมบริษัทยังฟ้องอดีตพนักงานหลายคนหลายคดี บางคนเป็นเพื่อนที่เขาสนิท เอดก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากทำงานที่เทราโนสมาได้ 3 ปีครึ่งในฐานะพนักงานคนแรก ชอนักตัดสินใจลาออก เอลิซาเบทจัดงานเลี้ยงอำลาให้เขาที่สำนักงานครับ
ถ้าพูดถึงบุคคลผู้เป็นตำนานของซิลิคอนแวลลีย์จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสตีฟ จ็อบส์ ทุกคนที่เคยทำงานกับเอลิซาเบทต่างรู้ดีว่าเธอยกย่องสตีฟ จ็อบส์มาก เธอชอบเรียกระบบตรวจเลือดของเทราโนสว่าเป็นไอพอดแห่งวงการสาธารณสุข และทำนายว่าวันหนึ่งมันจะไปตั้งอยู่ในบ้านของทุกคน ไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิล เธอถึงขั้นจ้างนักออกแบบที่เคยทำงานที่แอปเปิลมาร่วมออกแบบเครื่องตรวจเลือดของเทราโนส นอกจากนี้เธอยังเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวให้เหมือนกับสตีฟ จ็อบส์ โดยการใส่เสื้อคอเต่าสีดำกับกางเกงยีนส์ทรงหลวมมาทำงานทุกวัน

เพราะการบริหารงานของเอลิซาเบทที่ไม่ยอมให้แต่ละแผนกติดต่อสื่อสารกัน ทำให้งานคืบหน้าช้ามาก แผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ทุกไตรมาสเธอจะมีปัญหาทางเทคนิคใหม่ ๆ มาอ้างตลอด จนกรรมการบริหารทั้งสี่คนของบริษัทรวมตัวกันกดดันให้เธอลงจากตำแหน่งซีอีโอ แต่กลายเป็นว่าเธอใช้ศิลปะการเจรจาต่อรอง หว่านล้อมให้กรรมการทั้งสี่คนเปลี่ยนใจ ยอมให้เธอเป็นซีอีโอของบริษัทต่อไป แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอไล่กรรมการทั้งสี่คนนี้ออกจากบริษัทครับ
หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2009 แฟนหนุ่มชาวอินเดียของเอลิซาเบทที่ชื่อซันนีก็เข้ามาช่วยบริหารงานในเทราโนส คราวนี้สังคมการทำงานที่ค่อนข้างท็อกซิกอยู่แล้ว กลายเป็นท็อกซิกเต็มตัว ซันนีเป็นคนปากไม่ดี อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ แต่ชอบทำเป็นรู้ ชอบจับผิดการทำงานคนอื่น ชอบกดดันให้พนักงานทำงานต่อหลังเลิกงาน และกดดันให้มาทำงานเพิ่มในวันเสาร์อาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ของเทราโนสเสร็จแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังไม่ทันสมบูรณ์แบบ เอลิซาเบทและซันนีก็เอาไปสาธิตให้ลูกค้าดูแล้ว ผลคือบริษัทไฟเซอร์ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา เพราะเครื่องเอดิสันยังไม่เสถียรแถมยังใช้ยาก

ปี 2010 เทราโนสหันไปหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ยักษ์ใหญ่หนึ่งในนั้นคือดอกเตอร์เจย์ โรซาน ผู้เป็นทั้งคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมของบริษัทวอลกรีนส์ เครือร้านขายยายักษ์ใหญ่ เอลิซาเบทโม้ว่าเครื่องตรวจเลือดของเทราโนสสามารถตรวจเลือดได้ทุกวิธีจากเลือดเพียงแค่ไม่กี่หยดที่เจาะจากปลายนิ้ว แถมราคาค่าใช้จ่ายถูกกว่าส่งไปตรวจในแล็บเกินครึ่ง ดอกเตอร์เจมองว่านี่คือโอกาส เขาอยากเอาเครื่องตรวจเลือดของเทราโนสไปตั้งไว้ในร้านขายยาของวอลกรีนส์ ซึ่งอาจนำไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ของบริษัท
ดอกเตอร์เจเข้าไปดูการสาธิตของเทราโนสพร้อมกับเควิน ฮันเตอร์ ที่ปรึกษาด้านห้องแล็บที่วอลกรีนส์จ้างมา ระหว่างกำลังหารือกันอยู่ในห้องประชุม ฮันเตอร์เกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา เขาถามทางไปห้องน้ำ แต่เอลิซาเบทบอกว่าที่นี่เคร่งเรื่องความลับมาก จึงให้ซันนีประกบฮันเตอร์ระหว่างทางไปห้องน้ำ ฮันเตอร์คิดว่าการทำแบบนี้ไม่จำเป็นเลย ดูวิตกกังวลกันเกินไป
พอประชุมเสร็จฮันเตอร์ขอดูห้องแล็บของเทราโนส แต่ซันนีพาไปดูห้องทำงานของเขาแทน ในห้องนั้นมีถุงนอนปูอยู่บนพื้น มีชุดทำงานเตรียมไว้หลายชุด ซันนีอวดว่าตัวเองทำงานหนักจนต้องนอนค้างในห้องทำงานอยู่บ่อย ๆ ฮันเตอร์ขอให้นำเลือดของเขาและของดอกเตอร์เจไปตรวจด้วยระบบของเทราโนส และเลือดอีกชุดที่เจาะพร้อมกันเขาจะส่งไปตรวจที่ห้องแล็บของโรงพยาบาลสแตนฟอร์ด เพื่อเอาผลตรวจของทั้งสองฝั่งมาเทียบกัน แต่เอลิซาเบทบอกว่าทำให้ไม่ได้ อ้างว่าเพราะฮันเตอร์ขอกระชั้นชิดเกินไป ทั้งที่เขาบอกล่วงหน้าไว้แล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
ฮันเตอร์เริ่มมองว่าเทราโนสดูไม่ชอบมาพากล เขาขอส่งคนของวอลกรีนส์เข้ามาดูการทำงานของนักวิจัยในเทราโนส แต่เอลิซาเบธปฏิเสธ เขาขอเครื่องต้นแบบเอดิสันมาแกะดูการทำงานภายในก็ถูกปฏิเสธ เขาขอใบรับรองผลทดลองทางคลินิกของเทราโนส เอลิซาเบธส่งผลที่ทำโดยบริษัทยายักษ์ใหญ่จำนวน 10 บริษัทมาให้ แต่พอฮันเตอร์โทรไปหาบริษัทเหล่านั้น ไม่มีบริษัทไหนยืนยันเรื่องการตรวจสอบเทราโนสได้เลย ฮันเตอร์พยายามหว่านล้อมให้วอลกรีนส์ปฏิเสธเทราโนสไป แต่เป็นเขาเองที่ถูกทีมผู้บริหารปฏิเสธ เขาสงสัยว่าตัวเองถูกจ้างให้มาปกป้องผลประโยชน์ของวอลกรีนส์ แต่ทำไมกลับถูกกันให้ทำงานยากขึ้น มันดูไม่มีเหตุผลเลย

ลูกค้ารายใหญ่อีกรายของเทราโนสคือเซฟเวย์ เครือซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่เจ้าหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีซีอีโอชื่อสตีฟ เบิร์ด เซฟเวย์เซ็นสัญญากับเทราโนสว่าจะปรับปรุงพื้นที่บางส่วนขอร้านให้กลายเป็นคลินิคที่ให้บริการตรวจเลือดด้วยเครื่องของเทราโนส ช่วงปี 2011 เบิร์ดสั่งให้รื้อร้านเซฟเวย์ครึ่งหนึ่งจากจำนวน 1,700 สาขาทั่วประเทศให้มีพื้นที่คลินิก ใช้งบไปกว่า 350 ล้านดอลลาร์ เบิร์ดคาดหวังว่าจะได้กำไรกลับคืนมามากกว่านี้มาก เมื่อเซฟเวย์เปิดให้บริการตรวจเลือดด้วยเทคโนโลยีของเทราโนสภายในปี 2012
พอเข้าปี 2012 คลินิกก็ยังไม่พร้อมเปิด เพราะเครื่องตรวจเลือดของเทราโนสยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในการประชุมเดือนเมษายนเพื่อรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ผู้บริหารถามถึงคลินิก เบิร์ดตอบไปว่ามันยังไม่พร้อมเปิดตัว แต่ถ้าเปิดตัวเมื่อไหร่มันจะสร้างผลประกอบการให้บริษัทได้เยอะแน่ ๆ พอถึงการประชุมในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เบิร์ดบอกว่าน่าจะเปิดคลินิกได้ภายในไตรมาสสี่ของปีนี้ แต่ปีนั้นก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ
คลินิกของเซฟเวย์ถูกปล่อยว่าง กินพื้นที่ในร้านที่ควรจะได้ใช้ประโยชน์ คณะกรรมการบริษัทเซฟเวย์หมดความอดทนกับเบิร์ดแล้ว ในวันที่ 2 มกราคม 2013 เซฟเวย์ประกาศว่าเบิร์ดจะเกษียณจากตำแหน่งซีอีโอของเซฟเวย์ในเดือนพฤษภาคม เป็นการไล่ออกกลาย ๆ แม้เบิร์ดจะไม่อยู่แล้ว แต่เซฟเวย์ก็ยังลังเลที่จะยอมตัดขาดจากเทราโนส พวกเขากลัวว่าถ้าเทคโนโลยีของเทราโนสใช้งานได้จริง พวกเขาจะพลาดโอกาสทำเงินมหาศาล เลยยังไม่ฉีกสัญญาระหว่างเทราโนส ส่วนเบิร์ดที่ออกจากเซฟเวย์มาได้เปิดบริษัทใหม่ของตัวเอง เป็นบริษัทให้คำปรึกษา เบิร์ดติดต่อหาเอลิซาเบทเพื่อบอกเรื่องนี้ แต่เธอไม่เคยติดต่อเขากลับมาเลยครับ

เอลิซาเบทขีดเส้นตายว่าเทราโนสต้องเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในเดือนกันยายน 2013 นักวิจัยของบริษัทแย้งว่าจะเปิดตัวได้ยังไง เครื่องยังไม่พร้อมใช้งานจริงเลย เธอบอกว่ายังไงก็ต้องเปิดตัวให้ได้ เพราะเธอรับปากกับลูกค้าเอาไว้แล้ว สัญญาที่ให้ไว้กับเซฟเวย์ถูกเธอเลื่อนมา 3 ปีแล้ว ถ้าเทราโนสยังไม่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ เทราโนสจะเสียพันธมิตรรายใหญ่อย่างเซฟเวย์ไป หลังจากเปิดตัวเครื่องตรวจเลือดที่เรียกว่ามินิแล็บ เงินลงทุนก็ไหลเข้าเทราโนสมหาศาล เอลิซาเบทกล่อมผู้มีอิทธิพลระดับประเทศให้มาลงทุนทั้งคนจากแวดวงเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และกฎหมาย
นอกจากนี้เธอยังสามารถหว่านล้อมให้บางคนมารับตำแหน่งกรรมการของบริษัท เช่น เฮนรี คิสซินเจอร์ นักการเมืองและนักการทูตชื่อดังของสหรัฐอเมริกา จอร์จ ชูลท์ซ ที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิปดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และเจมส์ แมตทิส นายพลระดับสูงที่เคยไปทำภารกิจทางทหารในตะวันออกกลาง การที่ได้บุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกเหล่านี้มานั่งตำแหน่งกรรมการบริษัท ทำให้เทราโนสดูน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุน จนสามารถระดมทุนและกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นในปี 2014 ส่งผลให้เอลิซาเบทที่ถือหุ้นเทราโนสเกินครึ่ง กลายเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์
แม้บริษัทจะมีเงินทุนไหลเข้ามามากมาย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เครื่องตรวจเลือดที่เหมือนอยู่ในหนังไซไฟเสร็จสมบูรณ์ออกมาได้ เครื่องตรวจเลือดจากปลายนิ้วมือของเทราโนสห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบมาก ผลตรวจที่ออกมาลุ่ม ๆ ดอน ๆ ค่าต่ำเกินไปบ้าง ค่าสูงเกินไปบ้าง แค่ตรวจขั้นพื้นฐานผลลัพธ์ยังแกว่งเกินกว่าจะเชื่อถือได้ แต่ถึงอย่างนั้นเอลิซาเบธยังสั่งให้นักวิจัยทำให้มันตรวจหาเชื้อซิฟิลิสและเชื้อเอชไอวีให้ได้ นักวิจัยหลายคนเริ่มรู้สึกว่างานที่พวกเขาทำก้าวข้ามขอบเขตทางศีลธรรมไปแล้ว เชื้อซิฟิลิสกับเอชไอวีเป็นเชื้อที่ส่งผลต่อชีวิตมาก ถ้าสมมุติว่าคนไข้ที่มีเชื้อที่ว่านี้มาตรวจด้วยเครื่องของเทราโนสแล้วตรวจไม่เจอ คนไข้รายนั้นไม่ได้รับการรักษาก็หมายถึงชีวิตทั้งชีวิตเลย นักวิจัยหลายคนที่ทำงานกับเทราโนสมาร่วมสิบปีทยอยกันลาออก บางคนโดนซันนีตามไปคุกคาม แต่ไม่มีใครกล้าสู้ เพราะคนธรรมดาสู้กับบริษัทที่มีมูลค่า 9,000 ล้าน ยังไงก็แพ้อยู่ดีครับ

หลังฉากของเทราโนสอาจเน่าเฟะ แต่หน้าฉากกลับสวยงามผิดไปคนละอย่าง เอลิซาเบทกลายเป็นคนดัง บทสัมภาษณ์ของเธอได้ลงในนิตยสาร Fortune, Wall Street Journal, Wired, USA Today, Fast Company ได้ออกทีวีช่อง Fox Business, CNN, CNBC และ CBS News นิตยสาร Time ยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประธานาธิปดีโอบามาแต่งตั้งให้เธอเป็นทูตสหรัฐด้านการประกอบการโลก และคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเชิญให้เธอเข้าร่วมคณะสมาชิกคุณวุฒิผู้ทรงเกียรติ
เอลิซาเบทอ้าแขนต้อนรับชื่อเสียงที่พุ่งเข้ามา เธอไปออกสื่อช่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยออก ไปขึ้นเวทีเสวนาทุกสัปดาห์ จ้างบอดี้การ์ดมาดูแล 20 คน จ้างเชฟส่วนตัว เวลาต้องเดินทางด้วยเครื่องบินก็จะนั่งเครื่องบินส่วนตัว เอลิซาเบทกลายเป็นคนดังระดับโลก แน่นอนว่าเมื่อมีคนชื่นชมก็ต้องมีคนที่เอะใจกับสิ่งที่เธอทำ นายแพทย์ชื่อแอดัม แคลปเปอร์ (Adam Clapper) ที่มีงานอดิเรกเป็นการเขียนบล็อกเกี่ยวกับธุรกิจด้านสุขภาพ เขียนบล็อกตั้งคำถามถึงเทราโนสที่อ้างว่าตรวจเลือดได้หลายรายการจากเลือดแค่หยดเดียว และกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากเทราโนสทั้งอดีตพนักงาน ญาตินักวิจัย และคนที่โดนเทราโนสฟ้องแล้วแพ้คดีเริ่มติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน คุณหมอแอดัมส่งต่อเรื่องราวที่ได้ฟังให้กับจอห์น แคร์รีรู ซึ่งคือนักเขียนหนังสือเล่มนี้ครับ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงสตาร์ทอัพลวงโลกที่ชื่อเทราโนสครับ

นายแพทย์ชื่อแอดัม แคลปเปอร์
ช่วงต้นปี 2015 จอห์นเริ่มสัมภาษณ์อดีตพนักงานเทราโนสนับสิบคน เรื่องราวของทุกคนสอดรับกัน ทำให้จอห์นเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เลยตั้งใจจะลุยต่อให้เต็มที่ เขาตระเวนสัมภาษณ์หมอและผู้ป่วยอีกหลายคนที่มีประสบการณ์แย่ ๆ จากการใช้บริการตรวจเลือดกับเทราโนสที่วอลกรีนส์ คนไข้หลายคนได้ผลตรวจที่บอกว่าค่าบางอย่างในเลือดของพวกเขาเข้าขั้นวิกฤต จนพวกเขาร้อนใจต้องเข้าโรงพยาบาลไปตรวจร่างกายกับสารพัดเครื่องมือ เครื่องนั้นไม่เจอก็ลองไปตรวจเครื่องโน้น แต่สุดท้ายทุกเครื่องยืนยันว่าร่างกายปกติดี ทำให้เสียเงินมหาศาลไปกับการตรวจโรคที่ได้รับการเตือนอย่างผิด ๆ จากเทราโนส
ฝั่งเทราโนสก็รู้ตัวครับว่าตัวเองกำลังจะถูกเปิดโปง พวกเขาไล่ขู่อดีตพนักงานที่พวกเขาสงสัยว่าเป็นแหล่งข่าวให้ Wall Street Journal ให้หยุดให้ข่าว และให้ซักทอดว่ามีใครเป็นแหล่งข่าวอีกบ้าง หลายคนยอมปิดปากเงียบเพราะกลัว หลายคนยอมสู้ต่อเพื่อความถูกต้อง ด้านจอห์นก็ถูกทนายจากเทราโนสเข้ามาขู่ถึงที่ทำงานให้หยุดทำข่าวนี้ แต่จอห์นก็ยังลุยทำข่าวนี้ต่อ เทราโนสโต้กลับโดยการเปิดระดมทุนรอบใหม่ ครั้งนี้เอลิซาเบทชักจูงรูเพิร์ต เมอร์ด็อก
(Rupert Murdoch) ให้มาเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนด้วยมูลค่าสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้รูเพิร์ตกลายเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของเทราโนส

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก
รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เป็นเจ้าพ่อสื่อและเป็นเจ้าของ Wall Street Journal หลังจากได้รูเพิร์ตมาเป็นนักลงทุน เอลิซาเบทได้เข้าไปคุยกับเขาให้ช่วยกดดันจอห์นให้เลิกทำข่าวเปิงโปงเทราโนส แต่รูเพิร์ตไม่มีนโยบายแทรกแซงการทำงานของนักข่าวในสังกัด แม้ข่าวนั้นจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เขาลงทุนก็ตาม
ข่าวเปิงโปงเทราโนสของจอห์นวางแผนจะตีพิมพ์เป็นซีรีส์ครับ โดยข่าวแรกลงหน้าหนึ่ง Wall Street Journal วันที่ 15 ตุลาคม 2015 เช้าวันต่อมาสถานีโทรทัศน์ NPR เชิญเขาไปสัมภาษณ์ออกรายการ สื่ออื่น ๆ เริ่มพูดถึงประเด็นนี้กันมากขึ้น หลายคนที่กังขาเทราโนสอยู่แล้ว เริ่มออกมาวิจารณ์บริษัทว่าทำไมกรรมการบริษัทถึงมีแต่นักการเมืองและข้าราชการ ทำไมไม่มีบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านสาธารณะสุขมาร่วมลงทุนในเทราโนสเลย
อย. สหรัฐเข้าตรวจสอบห้องแล็บของเทราโนสแบบไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผลคือ อย. สั่งห้ามไม่ให้เทราโนสทำการตรวจเลือดจากปลายนิ้วมืออีกต่อไป จอห์นรีบเขียนข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ลงหน้าหนึ่งของ Wall Street Journal เช้าวันถัดไปทันที หลังจากนั้นเทราโนสประกาศเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริษัท โดยโยกชุดเดิมที่มีแต่นักการเมืองและข้าราชการไปเป็นคณะที่ปรึกษา แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ขึ้นมาแทน

จอห์นตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับเทราโนสเพิ่มอีก 4 ชิ้น เนื้อหาเหล่านั้นเกี่ยวกับวอลกรีนส์ที่มีแผนระงับการขยายสาขาให้บริการตรวจเลือดของเทราโนส ข่าวเทราโนสพยายามขายหุ้นด้วยราคาที่สูงกว่ามูลค่ากิจการ ข่าวห้องแล็บของเทราโนสที่เปิดทำงานโดยไม่มีผู้อำนวยการกำกับดูแล ข่าวเซฟเวย์ที่ยกเลิกการเป็นพันธมิตรกับเทราโนส
เช้าวันที่ 22 กันยายน หน่วยงาน Centers for Medicare and Medicaid Services (CMS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนกว่า 100 ล้านคนได้เข้าตรวจห้องแล็บของเทราโนส จากนั้นได้ออกจดหมายเตือนเทราโนสว่าบริษัทเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย ในรายงานผลการตรวจเทราโนสที่ CMS จัดทำขึ้นความยาว 121 หน้า รายงานว่าเทราโนสใช้เครื่องเอดิสันตรวจเลือดเพียงแค่ 12 รายการจาก 250 รายการ ที่เหลือเทราโนสใช้เครื่องตรวจของบริษัทอื่นที่ห้องแล็บอื่น ๆ ก็มีไว้ใช้กัน รายงานยังบอกอีกด้วยว่าผลตรวจเลือดของเทราโนสไม่มีความแม่นยำ มีการควบคุมคุณภาพที่เละเทะ ไปจนถึงจ้างพนักงานที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอเข้ามาทำงานในห้องแล็บ จอห์นตีพิมพ์รายงานฉบับนี้ลง Wall Street Journal อีกเช่นกัน
ข่าวนี้ส่งผลให้เทราโนสถูกสั่งห้ามทำธุรกิจแล็บ ถูกสอบสวนทางอาญาโดยสำนักงานอัยการสูงสุดในซานฟรานซิสโก พร้อมกับถูกสอบสวนทางแพ่งไปพร้อมกันด้วยโดย กลต. สหรัฐ กลุ่มนักลงทุนยื่นฟ้องเอลิซาเบท ซันนี่ และบริษัทเทราโนสในข้อหาหลอกลวงให้ลงทุน บิดเบือน และไม่บอกข้อมูลตามจริง ส่วนรูเพิร์ต เมอร์ด็อก มหาเศรษฐีเจ้าของ Wall Street Journal ตัดสินใจไม่ฟ้องอะไร แต่ขอขายหุ้นของเขาทั้งหมดคืนให้เทราโนสในราคาแค่ 1 ดอลลาร์ เพื่อจะเอาผลขาดทุนไปลดหย่อนภาษี

เอลิซาเบทพยายามยื่นอุธรณ์คำสั่งห้ามดำเนินธุรกิจแล็บ แต่สุดท้ายต้องยอมรับชะตากรรม ยอมปิดแล็บในแคลิฟอร์เนีย และในแอริโซนาซึ่งแล็บแห่งนี้ใช้แต่เครื่องตรวจตามท้องตลาด ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของเทราโนสเลย ยอมจ่ายค่าปรับ ยอมยกเลิกผลตรวจที่ออกโดยเทราโนสกว่า 1 ล้านรายการ ซึ่งไม่รู้ว่าผลตรวจผิด ๆ นี้สร้างความเสียหายไปมากเท่าไหร่ เทราโนสปิดตัวลงในปี 2018 ครับ
เอลิซาเบทถูกตัดสินว่ามีความผิด 4 กระทงในข้อหาฉ้อโกง โทษจำคุก 11 ปี 3 เดือน ตอนนี้ติดคุกอยู่ที่ Federal Prison Camp แต่เธอประพฤติตัวดี มีข้อมูลว่าอาจได้รับการลดหย่อนโทษลงเหลือประมาณ 9 ปี คาดว่าอาจพ้นโทษช่วงเดือนธันวาคม ปี 2032 ส่วนราเมศ บัลวานี หรือซันนีถูกตัดสินว่ามีความผิด 12 กระทง หนักกว่าเอลิซาเบทเพราะรวมข้อหาฉ้อโกงผู้ป่วยด้วย โทษจำคุก 12 ปี 11 เดือน พร้อมทัณฑ์บนหลังพ้นโทษอีก 3 ปี นอกจากนี้ทั้งคู่ต้องชดใช้ค่าเสียหายร่วมกันเป็นเงิน 452 ล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้เสียหาย

จอห์น แคร์รีรู นักเขียนหนังสือเล่มนี้
ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาโดยสรุปของคดีสตาร์ทอัพลวงโลกที่ฉาวที่สุดคดีหนึ่งในซิลิคอนแวลลีย์ เล่มนี้อ่านสนุกมากครับ คนเขียนเรียบเรียงเนื้อหาดีมาก เชื่อมโยงเรื่องราวลื่นไหล ยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อ นอกจากประเด็นใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวกับคดี ผู้เขียนยังใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับนิสัยใจคอของเอลิซาเบทและซันนี แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักข่าวมืออาชีพที่ใส่ใจทุกประเด็นไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก รายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ยังมีอีกเยอะครับ ผมข้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องไปหลายคนเพื่อให้ ep นี้กระชับ หากเพื่อน ๆ สนใจอ่านแบบละเอียดสามารถหามาอ่านได้ครับกับหนังสือ เลือดชั่ว: เรื่องลับและคำลวงเบื้องหลังบริษัทดาวรุ่งแห่งซิลิคอนแวลลีย์ เขียนโดยจอห์น แคร์รีรู ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ Salt ราคา 450 บาทครับ

เลือดชั่ว: เรื่องลับและคำลวงเบื้องหลังบริษัทดาวรุ่งแห่งซิลิคอนแวลลีย์
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/9AJrQ1xv1h
หรือซื้อแบบ ebook: https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ
Leave a comment