การได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ชีวิต โดยที่เราไม่ต้องรอให้พบเจอด้วยตัวเอง ยิ่งคนนั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตมานาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ บทเรียนจากชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งมีคุณค่า
ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ Be Useful: Seven Tools for Life ชื่อภาษาไทยคือ จงทำตัวให้มีประโยชน์: 7 เครื่องมือสำหรับใช้ชีวิต เขียนโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) ชายผู้มีคำนิยามตัวเขามากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักเพาะกาย นักแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูด และนักการเมือง
หนังสือเล่มนี้เป็นกึ่ง ๆ ชีวประวัติที่เขาเล่าชีวิตแต่ละช่วงวัยของตัวเอง พร้อมกับเป็นคู่มือแนะนำหลักปรัชญาการใช้ชีวิตที่เขายึดถือ จนทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตหลาย ๆ ด้าน ผมสรุปแก่นสำคัญทั้ง 7 ข้อมาให้เพื่อน ๆ ครับ
1. สร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
(Have a Clear Vision)
วิสัยทัศน์คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต วิสัยทัศน์หมายถึงเป้าหมายและความหมายของชีวิต การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนคือ การมองเห็นภาพชีวิตที่ตัวเองอยากเป็น และมีแผนว่าจะทำยังไงให้ได้ใช้ชีวิตแบบนั้น อาร์โนลด์เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในประเทศออสเตรีย ช่วงนั้นสงครามเย็นกำลังเริ่มต้น แม้เราจะเลือกสถานที่เกิดไม่ได้ แต่เราเลือกได้ครับว่าจะใช้ชีวิตมุ่งหน้าไปทิศทางใด

หลายเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราไม่มีทางเลือก อาร์โนลด์บอกว่าชีวิตคนเรามีทางเลือกเสมอ หรือถ้าไม่มีจริง ๆ เราก็สามารถสร้างมันขึ้นมาเองได้ นี่แหละครับคือประโยชน์ของมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มันช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าอะไรดีหรือไม่ได้ต่อตัวเรา อะไรช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น
แล้วเราจะสามารถมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนได้ยังไง? อาร์โนลด์บอกว่ามีอยู่ 2 วิธีครับ วิธีแรกคือการเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ สร้างจนมันใหญ่ขึ้น อีกวิธีคือ เริ่มต้นจากการคิดกว้าง ๆ แล้วค่อย ๆ ซูมเข้าไปจนกว่าวิสัยทัศน์จะชัดเจน อาร์โนลด์บอกว่าเขาใช้วิธีที่ 2 ครับ
วิสัยทัศน์ในชีวิตของอาร์โนลด์ช่วงเริ่มต้นเป็นอะไรที่กว้างมาก เขาคิดแค่ว่าจะต้องไปอเมริกาให้ได้ แต่ไม่ได้คิดเจาะจงลึกไปกว่านั้น ตอนนั้นเขาอายุ 10 ขวบ ได้เห็นภาพสะพานโกลด์เดนเกต เห็นรถยี่ห้อคาดิแลกวิ่งบนทางหลวงขนาด 6 เลน เห็นดาราหนังฮอลลีวูด อาร์โนลด์คิดได้ตอนนั้นว่าอเมริกานี่แหละคือสถานที่ของเขา
วิสัยทัศน์ในตอนแรกอาจเป็นอะไรที่กว้าง และมองเห็นไม่ค่อยชัด สิ่งที่เราต้องทำเป็นอย่างต่อไปคือ การเจาะจงให้ลึกเข้าไปอีก เหมือนเรากำลังวางแผนทริปท่องเที่ยว ตอนแรกเราต้องมองว่าอยากไปทวีปไหน แล้วค่อยมาดูว่าแต่ละทวีปมีประเทศอะไรน่าสนใจ แล้วจะไปเมืองไหนของประเทศนั้น การจะมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนได้ก็ต้องทำแบบเดียวกันนี่แหละครับ คือการค่อย ๆ เจาะจงลงไป

ในตอนแรกอาร์โนลด์เลือกเส้นทางการเป็นนักเพาะกาย เพราะเขาเห็นการประกวดมิสเตอร์ยูนิเวอร์สสมัยเป็นวัยรุ่น ตอนนั้นคนที่ได้รับตำแหน่งคือเรก พาร์ค (Reg Park) ชายหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นแรงงานจากประเทศอังกฤษ หลังได้รับตำแหน่ง เรกก็ได้เล่นหนังเรื่องเฮอร์คิวลีส อาร์โนลด์จึงมองเรกเป็นไอดอล และจะใช้วิธีเดียวกันในการพาตัวเองไปอยู่สหรัฐอเมริกา
อาร์โนลด์บอกว่าถ้าอยากให้วิสัยทัศน์ติดตรึงอยู่ในหัว เราต้องจินตนาการถึงผลสำเร็จของมัน ตอนที่เขาเริ่มต้นเป็นนักเพาะกาย เขาเห็นภาพตัวเองชนะการประกวดมิสเตอร์ยูนิเวิร์ส เห็นตัวเองได้ยืนอยู่บนโพเดียม ในมือถือถ้วยรางวัล กรรมการกล่าวชม คนดูปรบมือและเรียกชื่อเขา
อาร์โนลด์บอกว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ เราต้องมองเห็นความสำเร็จที่ตัวเองอยากได้ให้ชัดเจน ถ้าเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อปั้นหุ่น เราต้องมีภาพหุ่นในฝันที่อยากได้ ถ้าอยากรวยต้องบอกให้ได้ว่าอยากรวยแค่ไหน ต้องมีเงินเท่าไหร่ ต้องมีบ้านใหญ่ขนาดไหน การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามีแผนที่นำทาง และเป็นแรงผลักดันไม่ให้เราหลงทางครับ
2. อย่าคิดการเล็ก
(Never Think Small)
ตั้งแต่เข้าวงการฮอลลีวูดจนถึงปี 1987 อาร์โนลด์เล่นหนังไปแล้ว 16 เรื่อง นามสกุลชวาร์เซเน็กเกอร์ถูกพิมพ์อยู่เหนือชื่อหนังเพื่อดึงดูดผู้ชม ทุกคนในวงการไม่ว่าจะเป็นนักข่าว ผู้บริหารค่ายหนัง รวมถึงเพื่อนดาราล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอาร์โนลด์คือดาราหนังบู๊แถวหน้า
แต่ตัวเขามองว่าคำจำกัดความที่บอกว่าเขาคือดาราหนังบู๊เป็นคำจำกัดความที่คิดการเล็ก เขาไม่ได้อยากเป็นแค่ดาราหนังบู๊ แต่เขาคิดการใหญ่อยากจะเป็นดาราหนังชั้นแนวหน้าที่มีค่าตัวสูงที่สุดในวงการ เขาอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ได้มีดีแค่กล้ามโต แต่เขาสามารถเล่นบทดราม่าได้ เล่นบทตลกได้
หนังเรื่องต่อไปอาร์โนลด์อยากเล่นหนังตลก พอเขาเอาไอเดียนี้ไปปรึกษาคนในวงการก็ได้คำตอบกลับมาว่าคนดูไม่น่าจะชอบ เขาจะทำตัวเองขายหน้าเอาเปล่า ๆ แต่อาร์โนลด์อยากแสดงให้คนทั้งโลกได้เห็นอีกด้านของเขา ด้านที่อ่อนโยน ด้านที่มีความเป็นมนุษย์

อาร์โนลด์ร่วมทีมกับแดนนี ดิวิโต (Danny DeVito) นักแสดงตลกอัจฉริยะ และอีวาน ไรต์แมน (Ivan Reitman) ผู้กำกับหนังเรื่อง Ghostbusters เพื่อสร้างหนังใหม่เรื่อง Twins พวกเขานำโปรเจกต์นี้ไปเสนอค่ายหนัง แต่ไม่มีค่ายไหนกล้าลงทุน เพราะทั้ง 3 คนนี้ต่างเป็นบุคลากรแถวหน้าของวงการ ค่าตัวพวกเขาแพง และผู้บริหารนึกภาพอาร์โนลด์เล่นหนังตลกไม่ออก การลงทุนสร้างหนังเรื่องนี้เสี่ยงขาดทุนมากเกินไป
ทั้ง 3 คนจึงยื่นข้อเสนอว่าจะไม่รับค่าตัว แต่ขอส่วนแบ่งหากหนังฉายแล้วได้กำไรแทน เพื่อให้ค่ายหนังเสี่ยงขาดทุนน้อยลง หนังจึงได้สร้าง พอออกฉายหนังทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ Twins กลายเป็นหนังที่ทำเงินให้อาร์โนลด์ได้มากที่สุดตลอดชีวิตการทำงานของเขา
เมื่อคิดการใหญ่เราอาจถูกคนรอบข้างสบประมาทหรือดูถูกเอาได้ แต่อย่าให้สิ่งนี้มาเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของเราครับ เจ. เค. โรว์ลิง (J. K. Rowling) นักเขียนเจ้าของผลงาน Harry Potter ถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธผลงานมาแล้วถึง 12 ครั้งกว่าจะได้ตีพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Netflix เสนอขายบริษัทให้ Blockbuster แต่กลับโดนหัวเราะเยาะและไล่ออกมา ปัจจุบัน Blockbuster ที่ทำธุรกิจร้านเช่าแผ่นดีวีดีเจ๊งไปแล้วครับ หรือแจ็ค หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้ง Alibaba เคยไปสมัครทำงานร้าน KFC แต่ร้านไม่รับเข้าทำงานครับ
การคิดการเล็กจะจำกัดศักยภาพของเรา ให้คิดการใหญ่เข้าไว้ แม้คนรอบข้างจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม เพราะการคิดการใหญ่เราไม่ได้ต้องเสียอะไร แต่ถ้าทำสำเร็จ สิ่งที่ได้กลับมานั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก และเมื่อคิดจะทำอะไรแล้วก็ต้องทุ่มให้สุดหน้าตักครับ
3. ทำงานให้ตัวเป็นเกลียว
(Work Your Ass Off)
นอกเหนือจากการทำงานหนักก็ไม่มีทางลัดอะไรที่ช่วยให้งานออกมาดี หรือทำให้ความฝันกลายเป็นจริงได้ มีหลายคนที่พยายามหาทางลัด พยายามข้ามขั้นตอน จนสุดท้ายก็สะดุดล้มซะเอง แต่การทำงานหนักจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าแน่นอนครับ
กว่าที่อาร์โนลด์จะกลายมาเป็นนักเพาะกายที่ยิ่งใหญ่ได้ เขาต้องออกกำลังกายวันละ 5 ชั่วโมง อยู่ยาวนานถึง 15 ปี พอตัดสินใจมามุ่งเส้นทางนักแสดง เขาต้องไปเรียนการแสดง เรียนการพูด ต้องอ่านบทหนังหลายร้อยเรื่องที่ส่งมาให้เขาพิจารณาว่าจะรับเล่นหรือไม่ ซึ่งทำให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างบทหนังที่ดีและบทหนังที่แย่ครับ

อาร์โนลด์ยกความดีความชอบว่าที่มีทุกวันนี้ได้เพราะหนังเรื่อง Conan the Barbarian หนังเรื่องนี้เขาต้องเดินทางไปทั่วประเทศสเปนเพื่อถ่ายทำ และต้องหาเวลาไปเล่นเวทด้วย เพื่อรักษาให้กล้ามดูโตที่สุดอยู่ตลอด เพราะในหนังเขาต้องถอดเสื้อโชว์กล้ามทั้งเรื่อง แถมต้องเรียนฝึกใช้ดาบ ฝึกคิวบู๊ ฝึกขี่ม้า ขี่อูฐ และขี่ช้าง ฝึกโหนเชือก และฝึกกระโดดลงมาจากที่สูงแบบไม่ให้เจ็บ
อาร์โนลด์ต้องถ่ายฉากปีนผาเทคแล้วเทคเล่า จนฝ่ามือของเขาเลือดไหล ต้องถ่ายฉากวิ่งหนีสุนัขป่านักล่าที่ถูกฝึกมาให้กัดจริง ต้องถ่ายฉากกินซากนกแร้ง ซึ่งเขาต้องกินซากนกแร้งจริง ๆ แค่วันแรกที่ถ่ายทำ เขาก็ประสบอุบัติเหตุได้แผลที่กลางหลัง จนต้องเย็บถึง 40 เข็มเลยครับ
จอห์น มิเลียส (John Milius) ผู้กำกับหนังเรื่องนั้นพูดกับอาร์โนลด์ว่า
ความเจ็บจะอยู่แค่ชั่วคราว แต่ผลงานของเราจะอยู่ไปตลอดกาล
อาร์โนลด์เห็นด้วยกับคำพูดนี้ ความเจ็บเป็นราคาที่ต้องจ่าย เมื่อตัดสินใจทุ่มเททำงานหนัก และอาร์โนลด์พร้อมจ่ายให้กับสิ่งนี้ สำหรับเขาความเจ็บเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับการได้ขยับเข้าใกล้วิสัยทัศน์ที่ได้ตั้งไว้
ในเมื่อความเจ็บเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่คงทนถาวร นั่นหมายความว่าเราไม่ได้จะต้องรับมือกับมันตลอดไป ความเจ็บเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเราได้เริ่มต้นทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อให้ตัวเองได้เข้าใกล้ความฝันที่ตั้งไว้ นอกจากความเจ็บจะเป็นตัวบ่งบอกความทุ่มเทของเราแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของศักยภาพของเราอีกด้วยครับ ดังนั้นหากเพื่อน ๆ อยากทำฝันให้สำเร็จต้องทำงานให้ตัวเป็นเกลียวครับ
4. ขาย ขาย และขาย
(Sell, Sell, Sell)
การขายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การขายสินค้า แต่คือการขายวิสัยทัศน์ ขายตัวเอง และสร้างความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือเราต้องขายให้ถูกคน ต้องรู้ว่าใครคือลูกค้าของเรา อาร์โนลด์ได้เรียนรู้เทคนิคการขายมากมาย สมัยวัยรุ่นที่ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรีย และเคยทำงานพิเศษในร้านขายวัสดุก่อสร้าง
วันหนึ่งสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เจ้าของร้านเข้าไปแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าทั้งสอง โดยที่อาร์โนลด์ยืนเฝ้ามองเพื่อเรียนรู้งานอยู่ข้าง ๆ ตอนแรกเจ้าของร้านให้ความสนใจไปที่คนเป็นสามี เพราะปกติแล้วเรื่องงานช่างส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นผู้ชาย เจ้าของร้านสอบถามลูกค้าฝ่ายสามีว่าชอบห้องสไตล์ไหน ชอบสีอะไร ตั้งงบไว้เท่าไหร่ แต่เขาดูท่าทางรำคาญใจ และฝ่ายที่ตอบทุกคำถามของเจ้าของร้านคือฝ่ายภรรยา
พอภรรยาถามสามีว่า คุณว่าเอาสีนี้ดีไหม ฝ่ายสามีตอบกลับมาว่า ตามใจคุณเลย เจ้าของร้านจึงรู้ในตอนนั้นว่าลูกค้าตัวจริงของเขาคือใคร ใครคือคนที่ตัดสินใจ ใครคือคนที่ควักเงินจากกระเป๋าออกมาจ่าย จากนั้นเจ้าของร้านจึงหันมาให้ความสนใจฝ่ายภรรยาแทน ผลคือวันนั้นเขาปิดการขายได้ยอดเยี่ยม

สิ่งที่อาร์โนลด์ได้เรียนรู้ในวันนั้นคือ เราต้องมองให้ออกว่าควรเข้าหาใคร ใครคือคนที่สนอกสนใจในสิ่งที่เราขาย ใครคือลูกค้าตัวจริง ใครเป็นคนตัดสินใจในตอนท้ายว่าจะซื้อ
อาร์โนลด์จ้างนักประชาสัมพันธ์ที่ช่วยให้เขาได้ไปออกรายการทีวีใหญ่ ๆ ได้จัดสัมมนาเกี่ยวกับการเพาะกายทั่วสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือสอนออกกำลังกาย ได้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ดัง ได้เขียนคอลัมน์ลงนิตยสารกีฬารายเดือน สิ่งเหล่านี้ที่อาร์โนลด์ทำ เพราะเขาคิดว่าเราต้องรู้จักสร้างภาพลักษณ์ให้คนอื่นเชื่อในศักยภาพของเรา และรู้จักใช้ความสำเร็จเล็ก ๆ เป็นบันไดเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ใหญ่กว่า
5. สับเกียร์
(Shift Gears)
มนุษย์เรามักตอบสนองต่อเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก เราชอบเสพข่าวดราม่าเรื่องลบมากกว่าเรื่องดี เราเอาแต่กังวลว่าผลลัพธ์จะออกมาแย่ เราสามารถบรรยายความรู้สึกตอนตัวเองรู้สึกลบได้ดีกว่าตอนรู้สึกมีความสุข
นักวิทยาศาสตร์เรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า Negative bias หรืออคติเชิงลบ ที่อธิบายว่าสมองคนเราจะตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือสิ่งเร้าเชิงลบได้รุนแรงกว่า และจดจำได้นานกว่า พฤติกรรมนี้มีประโยชน์ต่อการอยู่รอดของมนุษย์ในอดีต แต่ปัจจุบันมันอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ครับ
เพื่อน ๆ ของอาร์โนลด์มักบอกว่านิสัยของอาร์โนลด์ที่โดดเด่นและเห็นได้ชัด คือการที่เขาเป็นคนมองหาความสุขได้จากทุกสิ่ง และเขาบอกว่าการเป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้เขามีอย่างทุกวันนี้ได้ เขาเชื่อว่าหากลองฝึกมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าใครก็มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ครับ

อาร์โนลด์เล่าว่าตอนที่เขาเริ่มต้นเพาะกาย และอยากมุ่งมั่นไปทางนี้อย่างจริงจัง พ่อของเขาไม่เห็นด้วยเลย ตอนนั้นอาชีพที่มั่นคงในสายตาของคนออสเตรียคือการเป็นตำรวจ พ่อของอาร์โนลด์ก็เป็นตำรวจ วันหนึ่งพ่อเมาและพูดกับเขาว่า “ถ้าแกอยากออกกำลังกาย ทำไมไม่ไปตัดฟืนเอาล่ะ แกก็จะได้กล้ามโต และได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ด้วย”
พ่อของอาร์โนลด์เป็นคนดุมาก เขาค่อนข้างกลัวพ่อ วันนั้นเขาอาจคล้อยตามพ่อได้ง่าย ๆ แล้วเลือกเส้นทางที่สังคมมองว่าคือมาตรฐานของการมีชีวิตที่สมบูรณ์ แต่เขารู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองทะเยอทะยานในเรื่องอะไร เขามีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน แม้คนรอบตัวจะไม่เห็นด้วย หรือดูถูกความฝัน เขาก็ปล่อยไป ไม่เก็บมาคิดลบ
อุปสรรคทุกอย่างคือโอกาสในการเติบโต แทนที่จะมองปัญหาว่าเป็นสิ่งเลวร้าย อาร์โนลด์แนะนำให้มองหาแง่มุมที่เราสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองได้จากปัญหาเหล่านั้น สำหรับคนออสเตรียอย่างอาร์โนลด์ ภาษาที่เขาใช้มาตั้งแต่เกิดคือภาษาเยอรมัน ส่วนภาษาอังกฤษมาเรียนรู้เอาทีหลัง ทำให้ตอนเข้าวงการบันเทิงช่วงแรก ๆ เลยโดนวิจารณ์เรื่องสำเนียง เขาก็ใช้คำวิจารณ์นี้เป็นแรงผลักดันเพื่อไปเรียนพูดภาษาอังกฤษให้ชัดยิ่งขึ้น
6. ปิดปากเปิดใจ
(Shut Your Mouth, Open Your Mind)
อาร์โนลด์บอกว่าความช่างสงสัยคือพลังวิเศษของเขา เขามองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น และหลายครั้งการเป็นคนช่างสงสัยก็นำพาโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิต ได้รู้จักคนเก่ง ๆ ที่พร้อมสอน อาร์โนลด์จะถามคนเหล่านั้นถึงชีวิตและประสบการณ์ของพวกเขา ถามถึงคำแนะนำ และจากนั้นเขาจะตั้งใจฟังคนเหล่านั้นพูด
คนเราจะเก่งได้ต้องรู้จักตั้งคำถามที่ดี พร้อมกับเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องมีความถ่อมตน และยอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง คนที่มีนิสัยแบบนี้จะเป็นคนที่คนอื่นอยากคุยด้วย และพร้อมให้ความช่วยเหลือครับ
ส่วนคนที่เต็มไปด้วยอีโก้ ปิดใจไม่ยอมรับฟังใคร แบบนี้จะไม่มีใครอยากเสียเวลามาพูดคุยด้วย เหมือนอย่างสำนวนโบราณที่นักปราชญ์เคยกล่าวเอาไว้ว่า “คนเรามีสองหู หนึ่งปาก ดังนั้นเราตั้งฟังให้มากกว่าพูดเป็นสองเท่า”
องค์ดาไลลามะเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ตอนที่คุณพูด คุณได้แค่เพียงย้ำสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่หากคุณฟัง คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ”

การเป็นคนช่างสงสัย และเป็นผู้ฟังที่ดี คือการได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากความสัมพันธ์ที่เรามี เส้นสายผู้คนที่เรารู้จักถือเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งครับ เราต้องทำตัวเหมือนฟองน้ำ ดูดซับความรู้ที่คนอื่นบอกเรา ในทางกลับกันเราก็สามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ โดยการแบ่งปันความรู้ที่เรามีให้กับคนอื่นครับ
อาร์โนลด์บอกว่างานด้านการเมืองคืองานที่เขาชอบมากที่สุดในบรรดางานที่เคยได้ทำมา เพราะงานด้านการเมืองพาเขาไปพบกับคนมากมายที่อาชีพปกติอาจไม่มีทางได้เจอ เช่น ผู้คุมเรือนจำ ผู้บริหารบริษัทประกันสุขภาพ หรือวิศวกรโยธา การได้พบกับกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพ ทำให้อาร์โนลด์ได้เรียนรู้อย่างไม่หยุดพัก ยิ่งเขาถาม เขาก็ยิ่งได้ความรู้ และเข้าใจสังคมได้มากขึ้น เพราะได้เห็นว่าแต่ละสาขาอาชีพมีความเชื่อมโยงกันยังไง
7. ทุบกระจกตัวเอง
(Break Your Mirrors)
อาร์โนลด์ประสบความสำเร็จในหลายบทบาทหน้าที่ เขาเริ่มต้นจากการเป็นเด็กชายที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่อง สู่ผู้ชนะเวทีมิสเตอร์ยูนิเวิร์สตอนอายุ 20 ปี ถึง 4 สมัย และได้ตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปียอีก 6 สมัยติดต่อกัน จนเบนสายมาทางการแสดง และประสบความสำเร็จจากบทบาทคนเหล็กในภาพยนตร์ The Terminator ก่อนจะมาทำงานด้านการเมือง และได้เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียคนที่ 38 จากนั้นทำงานเพื่อสังคม โดยก่อตั้ง Catalytic Finance Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่สนับสนุนธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลายคนยกย่องว่าอาร์โนลด์คือคนที่สร้างตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ แม้จะเป็นคำชม แต่เขาไม่ค่อยถูกใจคำนี้สักเท่าไหร่ครับ เขาคิดว่าการที่ตัวเองประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ได้ เพราะได้รับความช่วยเหลือจากหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา, โจ ไวเดอร์ (Joe Weider) นักเพาะกายรุ่นพี่ที่พาเขามาสหรัฐอเมริกา, จอห์น มิเลียส ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Conan the Barbarian ภาพยนตร์เรื่องแรกที่อาร์โนลด์ได้แสดงบทนำ และได้แจ้งเกิดในวงการฮอลลีวูด
คำว่า “สร้างตัว” ที่หลายคนหมายถึง คือการที่ใครคนหนึ่งทำงานอย่างหนัก รักษาวินัย มีแรงผลักดัน และมีความทุ่มเท สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครทำแทนกันได้ และอาร์โนลด์ไม่เถียงครับว่าคนที่อยากประสบความสำเร็จต้องลงมือทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง แต่เขาบอกว่าอีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คือผู้คนมากมายที่หยิบยื่นโอกาสให้เขา การที่เขามาถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกคนครับ
พวกเราทุกคนก็เช่นเดียวกันครับ คนสำคัญในชีวิตของพวกเรา บางทีอาจเป็นคนที่เราไม่เคยเจอ แต่เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราลงมือทำตาม หรือแม้บางคนอาจเข้ามาเป็นอุปสรรคในชีวิต และทำให้เราเจ็บปวด แต่อย่างน้อยเราก็ได้บทเรียนติดตัวไว้ ทำให้เราเก่งโลกและแข็งแกร่งขึ้น
อาร์โนลด์บอกว่าไม่มีใครสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เรามักได้รับการช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากคนอื่นอยู่เสมอ บางคนก็ถางทางเดินไว้ให้เราเดินเส้นทางนั้นได้ง่ายขึ้น สังคมเรามีการเกื้อกูลกัน ดังนั้นเราควรต้องตอบแทนสังคมกลับคืนบ้างครับ โดยการส่งต่อสิ่งดี ๆ และทำตัวให้เป็นประโยชน์

ตอนนี้อาร์โนลด์อายุ 78 ปีแล้วครับ แต่สิ่งที่เขาเขียนในหนังสือเล่มนี้ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อเลย ตอนกำลังอ่านผมสัมผัสได้ถึงพลัง รู้สึกว่าเขาพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา ยุคนี้คนสนใจเรื่องอะไร อาร์โนลด์ตามทันทุกเรื่องครับ เขาเป็นคนไม่ตกยุคเลย แถมรู้จังหวะปล่อยมุก ทำให้การอ่านข้อคิดจากเขา ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ากำลังโดนสั่งสอน เป็นงานเขียนที่กลมกล่อม และคุ้มค่าต่อการอ่านมากครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจสามารถหามาอ่านกันได้ครับกับหนังสือ Be Useful: Seven Tools for Life ชื่อภาษาไทยคือ จงทำตัวให้มีประโยชน์ 7 เครื่องมือสำหรับใช้ชีวิต เขียนโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 240 บาท

สนใจหนังสือ Be Useful จงทำตัวให้มีประโยชน์
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/5ffgflloSS
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ
Leave a comment