ประวัติศาสตร์ซอมบี้ จากศพคืนชีพด้วยมนตร์ดำ สู่สัญลักษณ์แห่งการวิพากษ์ทุนนิยม

Share

ในยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักซากศพเดินได้หิวกระหายที่เรียกว่า ซอมบี้ บางคนอาจรู้จักพวกมันผ่านภาพยนตร์หรือซีรีส์ บางคนอาจรู้จักจากเกม กว่าซอมบี้จะแมสไปทั่วโลก พวกมันมีต้นกำเนิดอย่างไร ใน podcast นี้จะมาเล่าประวัติศาสตร์ซอมบี้ให้ฟังอย่างรวมรัด โดยสรุปมาจากหนังสือ “ประวัติศาสตร์ซอมบี้ จากศพคืนชีพด้วยมนตร์ดำ สู่สัญลักษณ์แห่งการวิพากษ์ทุนนิยม” เขียนโดย ผศ.ดร. ชนกพร ชูติกมลธรรม

ซอมบี้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกในปี 1887 โดยนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ชื่อว่า “แพทริค ลาฟคาดิโอ เฮิร์น” ที่เขาได้เดินทางไปอาศัยบนเกาะมาร์ตีนิกเป็นระยะเวลา 2 ปี เขามีความสนใจในเรื่องลึกลับ มนตร์ดำต่างๆ เฮิร์นได้บันทึกว่าผู้คนบนเกาะแห่งนี้ล้วนงมงายในไสยศาสตร์ กลัวผีแม้ในเวลากลางวัน โดยเชื่อว่าถ้าใครไปเดินเตร็ดเตร่อยู่คนเดียวในถนนท้ายเมือง อาจจะเจอกับซอมบิ

ตอนนั้นเฮิร์นแปลคำพื้นเมือง “ซอมบิ” ว่า ผี (ghost) แต่เขาคิดว่ามันยังแปลได้ไม่ตรงตัวนัก เขายังไม่แน่ใจว่าซอมบิของชาวพื้นเมืองหมายความว่าอะไรกันแน่ แม้จะสอบถามจากชาวเมืองมากมายก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด ซึ่งเขาได้บันทึกเอาไว้ว่า

“ซอมบิ คำนี้เต็มไปด้วยความลึกลับ แม้กระทั่งกับผู้ที่กล่าวมันออกมา คำอธิบายจากผู้ที่กล่าวคำนี้มักไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ดูเหมือนว่าคำนี้จะหมายถึงความคิดดำมืดที่นิยามไม่ได้ จินตนาการถึงจิตใจของผู้คนจากเชื้อชาติอื่น และยุคสมัยอื่นที่เก่าแก่จนไม่สามารถพูดถึงได้”

แม้บันทึกของเฮิร์นจะไม่ได้อธิบายความหมายของซอมบิได้อย่างแจ่มชัด แต่เขาเป็นบุคคลแรกๆ ที่จดบันทึกเกี่ยวกับซอมบิ

40 ปีต่อมา วิลเลียม ซีบรูค นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน ผู้หลงไหลในเรื่องลึกลับ ไสยศาสตร์ เพราะเติบโตมาโดยแวดล้อมด้วยคนรับใช้ผิวดำ ซีบรูคเดินทางมายังเฮติเพื่อศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิวูดู เขาได้บันทึกในหนังสือเรื่อง The Magic Island ที่กล่าวถึงซอมบี้ว่า

“ซอมบี้ พวกเขาเหล่านี้คือซากศพไร้วิญญาณของมนุษย์ แม้ว่ายังอยู่ในความตาย แต่กลับถูกนำขึ้นจากหลุมฝังศพ และปลุกเสกขึ้นมาด้วยเวทมนตร์ที่ทำให้เกิดกลไกคล้ายคลึงกับการมีชีวิต ซอมบี้คือร่างกายที่ตายไปแล้ว แต่ถูกทำให้เดิน กระทำ และเคลื่อนไหวราวกับว่ายังมีชีวิต ผู้คนที่มีพลังอำนาจในการปลุกซอมบี้ จะไปที่หลุมฝังศพที่มีศพฝังใหม่ ๆ ขุดร่างขึ้นมาก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย แล้วปลุกเสกให้มันเคลื่อนไหว และใช้งานมันเยี่ยงคนรับใช้หรือทาส บางครั้งใช้ให้มันไปกระทำสิ่งที่ผิด แต่บ่อยครั้งกว่าคือ ใช้ให้มันทำงานในไร่โดยให้ทำงานหนัก ทุบตีมันเยี่ยงปีศาจโง่ ๆ หากมันเกียจคร้าน”

แม้เขาจะบันทึกไว้เช่นนั้น แต่ซีบรูคก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่เขาเห็นอาจไม่มีอะไร นอกจากมนุษย์ที่โง่เขลาธรรมดาที่น่าสงสารซึ่งโดนบังคับให้ทำงานหนักในไร่ หนังสือจบด้วยความไม่แน่ใจของซีบรูคว่าซอมบี้ที่เขาเห็นเป็นผี ปีศาจ หรือคนธรรมดากันแน่ โดยตั้งคำถามปลายเปิดเอาไว้ และเรื่องราวบอกเล่าของซีบรูคนี้เองที่นำพาซอมบี้จากเฮติมาให้ชาวอเมริกันได้รับรู้


สู่นิยายผีราคาถูก

ซอมบี้ กลายเป็นผีที่ได้รับความนิยมในอเมริกาจากความนิยมของนิยายพัลพ์ หรือนิยายราคาถูกที่ผลิตจากเยื่อกระดาษคุณภาพต่ำ โดยมักอยู่ในรูปแบบนิยายสั้นที่มีเนื้อหาดราม่าน้ำเน่า โดยยุคทองของนิยายพัลพ์ในอเมริกาอยู่ในช่วงยุค 1930 โดยมีการประมาณการณ์ว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังปะทุ ชาวอเมริกันกว่า 30 ล้านคน อ่านนิยายพัลพ์กันเกือบ 150 เรื่องต่อปี ประเภทนิยายที่ได้รับความนิยมมักเป็นแนวสยองขวัญ ไซไฟ รวมถึงเรื่องลึกลับต่าง ๆ

นิยายพัลพ์ไม่อายที่จะนำเสนอเนื้อหาที่มีรสนิยมต่ำ มันถูกออกแบบมาให้เขย่าประสาท สร้างความตื่นเต้น ความกลัว หรือแม้แต่เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา มักเล่นคาบเกี่ยวกับเส้นแบ่งเรื่องเพศ เชื้อชาติ ความตาย จึงไม่ได้รับยกย่องในแง่งานศิลปะ

นิตยสารนิยายพัลพ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้นคือ Weird Tales โดยสำนักพิมพ์ Standard Magazine ในนิวยอร์ก เรื่องราวเกี่ยวกับซอมบี้ในนิตยสารนี้มักยึดข้อมูลตามบันทึกของซีบรูคเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่นนิยายตอน The Corpse-Master ที่เขียนโดย “ซีบิวรี ควินน์” ตีพิมพ์ในนิตยสาร Weird Tales ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 1929 ได้เล่าถึงตัวร้ายชาวจีนที่อาศัยอยู่ในฮาเร็มที่เต็มไปด้วยผู้หญิงไร้วิญญาณ ซึ่งเป็นศพที่ถูกนำขึ้นมาจากหลุม ทำให้เสมือนมีชีวิตโดยมนตร์ดำ

นิยาย The Corpse-Master สะท้อนถึงความสนใจของชาวอเมริกันในวัฒนธรรมของประเทศเฮติ ซึ่งช่วงนั้นอเมริกาเพิ่งยึดครองเฮติได้ และสะท้อนถึงความหวาดกลัวคนจีนที่ทะลักเข้าไปตั้งรกรากอาศัยอยู่ที่อเมริกา โดยชาวอเมริกันกลัวว่าคนจีนจะมาแย่งงานและสวัสดิการของพวกเขาไป


กำเนิดภาพยนตร์ซอมบี้

นิยายพัลพ์ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อภาพยนตร์เกี่ยวกับซอมบี้เรื่องแรกออกฉาย ชื่อเรื่องว่า White Zombie เข้าฉายปี 1932 เป็นภาพยนตร์ทุนต่ำที่เขียนบทขึ้นโดยนักเขียนนิยายพัลพ์ “การ์เนตต์ วิลสัน” สร้างโดยบริษัทภาพยนตร์อิสระ “ฮาลเพอริน บราเธอร์ส” ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 11 วันเท่านั้น ได้รับคำวิจารณ์แง่ลบจากนักวิจารณ์หนัง แต่คนดูกลับชื่นชอบ จนทำรายได้มากถึง 20 เท่าของต้นทุน นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ซอมบี้เกรดบีทุนต่ำ

ซอมบี้ในเรื่อง White Zombie ต่างจากฝูงซอมบี้หิวกระหายที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน มันเป็นซากศพที่ไม่มีวิญญาณ ถูกปลุกเสกให้เคลื่อนไหวได้ด้วยมนตร์ดำ คล้ายในบันทึกของซีบรูค

ภาพยนตร์ White Zombie นอกจากเป็นแนวสยองขวัญ ยังผสมแนวรักน้ำเน่าอีกด้วย หนังเล่าเรื่องของสาวสวย “เมเดอลีน ชอร์ท” ที่เดินทางไปยังเฮติเพื่อแต่งงานกับคู่หมั้นหนุ่ม “นีล ปาร์คเกอร์” ขณะที่ “ชาร์ล โบมองต์” เศรษฐีที่แอบชอบเมเดอลีนพยายามขัดขวางการแต่งงานแต่ไม่สำเร็จ จึงจ้างหมอผีวูดูให้ช่วยวางยาพิษให้เมเดอลีนกลายเป็นซอมบี้ เพื่อที่จะได้สั่งเธอให้มาแต่งงานกับชาร์ล ซอมบี้ตัวแรกในภาพยนตร์ถูกออกแบบให้เป็นเจ้าสาวผิวขาวซีด แต่งหน้าให้ดูโหลลึก

ความสำเร็จของ White Zombie ทำให้มีภาพยนตร์เกี่ยวกับลัทธิวูดูและซอมบี้ตามมาอีกมากมาย และบริษัทฮาลเพอริน บราเธอร์ส ก็ออกภาพยนตร์ซอมบี้เรื่องใหม่ชื่อ Revolt of the Zombies ที่มีฉากหลังอยู่ในกัมพูชา นายพลดูวัลประจำกองทัพฝรั่งเศส ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับกองทหารชาวกัมพูชาที่อยู่ยงคงกระพัน ภายใต้การนำของนักบวชลึกลับ ทหารทุกนายล้วนเป็นซอมบี้ นายพลดูวัลจึงจ้างนักโบราณคดีไปขุดค้นซากนครวัดเพื่อทำลายแหล่งอำนาจที่ทำให้เกิดซอมบี้

ในช่วงปี 1940 เวลานั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ปะทุและตึงเครียด ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดเปลี่ยนแนวมาทำหนังสยองขวัญปนตลก เช่น The Ghost Breakers ที่มอบทั้งความสยองขวัญและเสียงฮาให้ผู้ชม เล่าเรื่องราวของตัวเอกหญิง “แมรี่ คาร์เตอร์” ที่ได้รับมรดกเป็นปราสาทผีสิงที่ตั้งบนเกาะเล็ก ๆ แถวคิวบา เธอตัดสินใจไปที่ปราสาทพร้อม “แลร์รี่ ลอว์เรนซ์” และพ่อบ้านของเขา ทั้งสามเจอกับผีและซอมบี้ในปราสาท โดยซอมบี้ในเรื่องนี้ดูน่ากลัวขึ้นกว่าซอมบี้ในหนังยุคก่อน แสดงโดยนักแสดงชายรูปร่างสูงใหญ่ แต่งด้วยเอฟเฟคให้เหมือนศพที่กำลังเน่า ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น

ภาพยนตร์ซอมบี้มักเป็นตัวเลือกชั้นดี หากผู้สร้างต้องการสร้างหนังเกรดบีทุนต่ำ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับซอมบี้มาจากตำนานพื้นบ้านจึงไม่มีลิขสิทธิ์ ต่างจากแดร็กคิวล่าหรือแฟรนเกนสไตน์ที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนชื่อดัง หนังซอมบี้ไม่จำเป็นต้องจ้างดาราดังและการแต่งหน้าแต่งตัวเป็นซอมบี้ก็ใช้เงินไม่เยอะ หนังซอมบี้จึงเป็นหนังทุนต่ำที่หวังฟันกำไร

ปี 1942 บ.อาร์เคโอพิคเจอร์ส ได้จ้าง “วาล ลิวตัน” ผู้ที่เชื่อว่าหนังทุนต่ำเกรดบีสามารถสร้างให้มีคุณภาพได้ หากทำให้เนื้อเรื่องซับซ้อนและมีเหตุผล ลิวตันค้นคว้าเกี่ยวกับลัทธิวูดูเป็นอย่างดี จนได้ออกมาเป็นภาพยนตร์ชื่อ I Walked with a Zombie ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก และกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของ บ.อาร์เคโอพิคเจอร์ส ในปีนั้น


ซอมบี้กับนิวเคลียร์

ช่วงทศวรรษ 1950 ชาวอเมริกาได้เห็นภาพความโหดเหี้ยมทารุณของสงครามจากค่ายกักกันนาซีและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และความน่ากลัวของการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมะและนางาซากิที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและส่งผลระยะยาวต่อคนที่ได้รับสารกัมมันตภาพรังสี ผู้คนตระหนักถึงความน่ากลัวของอาวุธชนิดนี้ว่ามันส่งผลกว้างและไม่มีที่ไหนจะหลบหนีมันได้ ชาวอเมริกันกลัวว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นสักเมืองหนึ่งในอเมริกาได้เช่นกัน จนเกิดจินตนาการแฟนตาซีของภาพการทำลายล้าง

นอกจากนี้สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังก่อให้เกิดสงครามเย็น คนอเมริกันกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ ภาพยนตร์สยองขวัญที่อิงมาจากตำนานพื้นบ้านจึงไม่ตอบโจทย์คนดูในสังคมตอนนั้นอีกต่อไป จนทำให้เกิดความสยองขวัญรูปแบบใหม่ที่สะท้อนความหวาดกลัวของผู้คนในยุคสมัยนั้น นั่นคือภาพยนตร์สัตว์ประหลาดที่เกิดจากการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพ เช่น The Beast from 20,000 Fathoms หรือ It Came from Beneath the Sea และที่โด่งดังที่สุดคือภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Godzilla

ภาพยนตร์ซอมบี้กลับมาอีกครั้งในแนวทางใหม่ ปี 1955 บ.โคลัมเบียพิกเจอร์ส ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Creature with the Atom Brain ซึ่งเล่าถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบวิธีการคืนชีพศพแบบใหม่ด้วยกัมมันตภาพรังสี ซอมบี้ในเรื่องรับคำสั่งจากรีโมทคอนโทรล โดยเจ้านายจะพูดผ่านไมโครโฟน

ต่อมา บ.โคลัมเบียพิคเจอร์ส ได้สร้างภาพยนตร์ซอมบี้อีกเรื่องชื่อว่า Zombies of Mora Tau ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ซอมบี้ไม่มีเจ้านายหรือผู้ปลุกเสกคอยควบคุม นอกจากนี้ซอมบี้ในเรื่องยังเปลี่ยนคนให้กลายเป็นซอมบี้ได้อีกด้วย เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของซอมบี้ในโลกภาพยนตร์

นอกจากนี้ภาพยนตร์ซอมบี้ยังสะท้อนถึงความกลัวต่อลัทธิคอมมิวนิสต์และการล้างสมอง ปี 1959 ภาพยนตร์ทุนต่ำชื่อ Teenage Zombie เล่าถึงกลุ่มวัยรุ่นที่บังเอิญไปพบเกาะลับและต้องหนีเอาตัวรอดจากนักวิทย์หญิงสติเฟื่องที่มีลูกสมุนเป็นซอมบี้ และได้รับการสนับสนุนจากชาติอื่นให้มาเปลี่ยนประชากรในอเมริกาให้กลายเป็นซอมบี้ที่เชื่อฟัง

ซอมบี้ที่มากันเป็นฝูงอย่างที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ มีต้นแบบมาจากภาพยนตร์แวมไพร์เรื่อง The Last Man on Earth ปี 1964 ที่เล่าเรื่องของ “โรเบิร์ต มอร์แกน” ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนกลายเป็นแวมไพร์ ทุกคืนมอร์แกนต้องรับมือกับฝูงแวมไพร์ที่จ้องจะมาดูดเลือดของเขา และภาพยนตร์เรื่อง The Last Man on Earth นี้เองที่ส่งอิทธิพลต่อเงื่อนไขของซอมบี้ในเวลาต่อมา

ปี 1967 กลุ่มเพื่อนสิบคนได้ลงขันกันก่อตั้งบริษัทภาพยนตร์ขึ้นมาชื่อบริษัทอิมเมจเทน ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขาชื่อว่า Night of the Living Dead กำกับโดย จอร์จ เอ โรเมโร ที่เล่าเรื่องราวของบาร์บาร่าและจอห์นนี่ที่ไปเยี่ยมหลุดศพพ่อแม่ แล้วถูกจู่โจมโดยฝูงซอมบี้ บาร์บาร่ารอดตายและได้มาหลบยังบ้านไร่ซึ่งมีผู้รอดชีวิตคนอื่นอีก 6 คน พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ที่คืนชีพเพราะรังสีจากการระเบิดของยานสำรวจอวกาศ

อีกสิบปีต่อมาโรเมโรได้สร้างภาคต่อของ Night of the Living Dead ชื่อว่า Dawn of the Dead ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดของซอมบี้ที่จากเดิมเกิดขึ้นโดยลัทธิวูดู ไปสู่ฝูงผีดิบหิวกระหายไร้สำนัก ที่ผู้รอดชีวิตหลบหนีมาอยู่ในศูนย์การค้า โรเมโรใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เสียดสีความล้นเกินของลัทธิบริโภคนิยม ที่แม้ว่าซอมบี้ในเรื่องจะไร้สำนึกแต่กรูกันมาที่ศูนย์การค้า เพราะพวกมันจำได้ว่าตอนเป็นมนุษย์เคยมาที่นี่ ฉากซอมบี้เตร็ดเตร่อยู่ในศูนย์การค้าถูกนักวิจารณ์เทียบให้ซอมบี้เป็นปีศาจแห่งทุนนิยม ที่เฟื่องฟูและรุกล้ำไปทุกพื้นที่ ทุนนิยมเปลี่ยนคนให้อยากมีอยากได้ เหมือนฝูงซอมบี้ที่หิวกระหาย

ช่วงปี 1980 เป็นยุคที่เคเบิลทีวีและโฮมวิดีโอเฟื่องฟู หนังสยองขวัญฉายทางโทรทัศน์ที่มีทุนสร้างไม่มากนัก มักทำแนวฝูงซอมบี้ที่นำการมาถึงของวันสิ้นโลก แต่ถึงยังไงผู้คนก็รู้สึกว่าหนังแนวนี้เป็นความสยองขวัญที่ไร้รสนิยมเพราะเน้นความเลือดสาด ฉากความสยองที่ซ้ำกันไปมาจนคนดูจับทางได้ จนรู้สึกเบื่อและคิดว่าจำเจ

ในช่วงยุค 1990 บริษัทผู้พัฒนาเกมสัญชาติญี่ปุ่น แคปคอม ได้พัฒนาเกมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับซอมบี้ชื่อว่า Biohazard ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของ จอร์จ โรเมโร โดยพล็อตของเกมนี้เล่าถึงการพัฒนาไวรัสให้เป็นอาวุธชีวภาพ แล้วไวรัสแพร่กระจายออกนอกห้องทดลอง เกมนี้จัดจำหน่ายนอกประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ชื่อว่า Resident Evil ที่ออกภาคใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ซอมบี้ระบาดไปอยู่ทุกสื่อของทั่วโลก ไม่จำกัดแล้วว่าผูกขาดกับชาติไหนเป็นพิเศษ อย่างเกาหลีที่มีอุตสาหกรรมบันเทิงแข็งแกร่งก็หยิบซอมบี้มาทำหนังและซีรีส์มากมายหลายเรื่อง เช่น Train to Busan หนังปี 2016 หรือ Kingdom ซีรีส์ซอมบี้เกาหลีย้อนยุคที่ฉายปี 2019

ความหมายของซอมบี้เดินทางมาไกล เริ่มตั้งแต่เป็นศพเดินได้ที่ถูกปลุกเสกโดยหมอผีวูดู มาสู่นิยายสยองขวัญราคาถูก ปรากฎตัวบนภาพยนตร์สยองขวัญต้นทุนต่ำ เป็นตัวแทนของบริโภคนิยมที่หิวกระหายไม่รู้จักจบสิ้น และปัจจุบันกลายเป็นวัตถุดิบสากลที่ทั่วโลกต่างหยิบมาทำเป็นสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม ภาพยนตร์หรือซีรีส์

สนใจหนังสือ ประวัติศาสตร์ซอมบี้

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/40PRR5JAx2
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Of Mice and Men: เพื่อนยาก – มิตรภาพและความฝันของคนยากจนที่ไม่อาจเป็นจริง

ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ...

Related Articles

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

คิดมากไปทำไม ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยทำพลาดเลย แค่รู้ประวัติศาสตร์ ก็หายขาดจากความกลุ้มใจได้แล้ว

เพื่อน ๆ กำลังทุกข์ใจและเหนื่อยที่ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้มากเกินไปอยู่หรือเปล่าครับ กำลังรู้สึกแย่ที่ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า สังคมทุกวันนี้มีสารพัดเรื่องให้กลุ้มใจ แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดบ้างไหมครับว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ เคยมีคนอื่นเจอมาก่อนเราหรือเปล่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลักชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านเรื่องราวมากมาย พวกเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!