ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ
เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ มิลตัน (George Milton) เป็นชายตัวเล็ก ฉลาด เป็นคนคอยดูแลเพื่อนอีกคนที่ชื่อเลนนี่ สมอลล์ (Lennie Small) ชายร่างยักษ์ที่มีพละกำลังมหาศาล แต่มีสติปัญญาเท่ากับเด็ก

เรื่องราวในหนังสือเริ่มต้นตอนที่จอร์จและเลนนี่กำลังเดินฝ่าอากาศร้อน เพื่อไปสมัครเป็นคนงานในไร่แห่งหนึ่ง หลังจากหนีออกมาจากไร่อีกแห่งที่เลนนี่ไปก่อเรื่องไว้ ทั้งสองนั่งพักใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำ เลนนี่ถามจอร์จว่า
“จอร์จ นี่เรากำลังจะไปไหน?”
จอร์จหันไปทำตาเขียวใส่ “นี่แกลืมแล้วเหรอ ฉันต้องพูดให้แกฟังอีกกี่รอบ”
“ก็ฉันลืมไปแล้ว ฉันพยายามจะไม่ลืมเหมือนกัน จริง ๆ นะจอร์จ ให้ตายซิ”
“เออ ๆ ฉันจะบอกแกอีกหน ฉันคงต้องคอยบอกอะไรแกซ้ำ ๆ ไปตลอดชีวิต บอกแล้วแกก็จะลืม แล้วฉันก็ต้องบอกแกใหม่”
“ฉันพยายามแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล แต่ฉันจำเรื่องกระต่ายได้ดีเลยล่ะจอร์จ”
“กระต่ายจกเปรตน่ะสิ แกจำได้แค่เรื่องเดียวนั่นแหละ ไอ้กระต่ายบ้านั่น เอาล่ะ คราวนี้แกจำใส่หัวเอาไว้ให้ดี จะได้ไม่เกิดเรื่องอีก แกจำตอนที่เราไปนั่งที่ถนนเฮาเวิร์ด แล้วจ้องดูกระดานดำได้ไหมล่ะ?”
“จำได้ ๆ ว่าแต่เราไปทำอะไรที่นั่น?”
“แกจำได้ไหมว่าเขาให้ตั๋วทำงานเรามา”
“อ๋อ จริงสิจอร์จ ฉันจำได้ละ” เลนนี่พูดแล้วก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ “จอร์จ ตั๋วของฉันไม่อยู่แล้ว สงสัยฉันจะทำหายแล้วล่ะ” พูดแล้วเลนนี่ก็ก้มหน้ามองดินอย่างสิ้นหวัง
“ก็แกเก็บเอาไว้ซะเมื่อไหร่ล่ะ ฉันเก็บเอาไว้ทั้งสองใบ คิดว่าฉันจะให้แกเก็บตั๋วทำงานเอาไว้เองเหรอ”
เลนนี่ยิ้มโล่งใจ “ฉันนึกว่าฉันเก็บเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อซะอีก” พูดแล้วเลนนี่ก็ล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วกำไว้
จอร์จจ้องเลนนี่เขม็ง “แกล้วงอะไรออกมาจากกระเป๋าน่ะ?”
“ในกระเป๋าฉันไม่มีอะไรเลยนะจอร์จ”
“รู้แล้วว่าไม่มี ก็แกล้วงมันออกมาแล้วไง แกกำอะไรไว้ในมือ ซ่อนอะไรเอาไว้?”
“หนูน่ะจอร์จ”
“หนูเป็น ๆ น่ะเหรอ”
“หนูตายจอร์จ แต่ฉันไม่ได้เป็นคนทำมันตายนะ ฉันเจอตอนที่มันตายแล้ว”
“ส่งมานี่!”
เลนนี่แบมือที่กำหนูออก จอร์จหยิบหนูตายขว้างข้ามแม่น้ำเข้าไปในกอหญ้า แล้วพูดว่า “แกจะเก็บหนูตายไว้ทำหอกอะไร?”
“เอาไว้ใช้หัวแม่มือถูมันเล่น ตอนที่เราเดินไป”
“แล้วแกจำได้ไหมว่าเรากำลังจะไปไหนกัน?”
“ฉันลืมไปแล้วสิ”
“ให้ตายสิ นี่เรากำลังจะไปทำงานที่ไร่ เหมือนกับไร่ที่เราจากมาทางเหนือนั่นแหละ”
เลนนี่ถามอย่างสงสัย “ทางเหนืออะไร?”
“ก็ที่วี๊ดไงเล่า”
“อ๋อ จำได้แล้ว ที่วี๊ด”
“ไร่ที่เรากำลังจะไปอยู่ข้างหน้านี้เอง ตอนไปถึงฉันจะเป็นคนยื่นตั๋วทำงานให้เขาเอง แกจะต้องไม่พูดอะไรสักคำ ถ้าเจ้าของไร่รู้ว่าแกปัญญาอ่อน เราต้องไม่ได้งานทำแน่ ไหนลองบอกฉันสิว่าถ้าไปถึงที่ไร่แกต้องทำยังไง?”
“ฉันจะไม่พูดอะไรเลย ฉันจะยืนอยู่นิ่ง ๆ”
“เออ ถูกละ แล้วก็อย่าทำอะไรเหมือนที่แกทำที่วี๊ด”
“ฉันทำอะไรที่วี๊ด?”
“แกลืมไปแล้วเหรอ เอาล่ะ ฉันจะไม่รื้อฟื้น กลัวว่าแกจะจะทำแบบนั้นอีก พรุ่งนี้เราจะไปทำงาน ฉันเห็นเครื่องนวดข้าวในไร่ที่เราเดินผ่านมา หมายความว่าเราต้องไปแบกข้าว ไอ้งานที่แทบทำเราหลังหักนั่นแหละ แต่คืนนี้เราจะตอนกันตรงนี้ นอนมองดูท้องฟ้า”
“แล้วเราจะไม่กินข้าวเย็นกันเหรอ?” เลนนี่ถาม
“กินสิ ในย่ามของฉันมีถั่วอยู่ 3 กระป๋อง แกไปหากิ่งไม้แห้ง ๆ มา เราจะอุ่นถั่วกระป๋องกินกัน”
เลนนี่ลุกเดินลับไปในพุ่มไม้ จอร์จนอนผิวปากรออย่างสบายใจ แล้วก็ได้ยินเสียงคนเดินลุยน้ำ สักพักเลนนี่ก็หอบกิ่งไม้มา ขากางเกงของเขาเปียก จอร์จพูดขึ้นว่า
“ส่งไอ้หนูตัวนั้นมา”
“หนูที่ไหนกันจอร์จ ฉันไม่มีหนูสักหน่อย”
จอร์จแบมือออกไป “ส่งหนูมาให้ฉันซะดี ๆ อย่ามาหลอกกันให้ยาก”
เลนนี่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอย่างอิดออด “ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงเก็บหนูเอาไว้ไม่ได้ มันไม่ใช่หนูของใครสักหน่อย ฉันไม่ได้ขโมยใครมา ฉันเจอมันอยู่ที่ข้างทาง”
พอเลนนี่ส่งซากหนูให้จอร์จ จอร์จก็โยนมันเข้าไปในพุ่มไม้ จากนั้นพวกเขาก็ก่อไฟแล้วอุ่นถั่วกระป๋องกินกัน จอร์จบ่นว่าถ้าไม่มีเลนนี่ตามติดไปไหนด้วย ตัวเขาคงมีอิสระ ได้อยู่อย่างสบายใจ ทำงานรอเงินเดือนออก แล้วเอาเงินเดือนไปใช้จ่ายเพื่อความสนุก แต่พอมีเลนนี่อยู่ด้วยก็มีแต่ปัญหา ทำงานที่ไหนก็ไม่ยืด ครั้งก่อนที่วี๊ดเลนนี่เห็นผู้หญิงสวมกระโปรงสีแดง แล้วเกิดไปจับกระโปรงผู้หญิงคนนั้น เพราะอยากรู้ว่ามันนุ่มนิ่มยังไง จับไม่ยอมปล่อยจนผู้หญิงคนนั้นกลัว แล้วไปฟ้องคนอื่น จนคนงานในไร่ไล่ตามหาพวกเขา จึงต้องหนีออกมาหางานใหม่ทำ
เลนนี่น้อยใจ บอกว่าถ้าจอร์จไม่ต้องการให้เขาอยู่ด้วยก็บอกได้เลย เดี๋ยวเขาจะไปอยู่ในถ้ำบนภูเขา จอร์จเริ่มใจเย็นลง แล้วบอกว่าเขาไม่ได้อยากให้เลนนี่ไปไหน จากนั้นเลนนี่ก็ขอให้จอร์จเล่าเรื่องที่เคยเล่าให้ฟังอีกครั้ง
จอร์จเล่าว่า “คนอย่างเรา ๆ ที่ทำงานตามไร่น่ะ เป็นคนที่เปล่าเปลี่ยวที่สุด ไม่มีลูก ไม่มีเมีย ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พวกเขามาทำงานที่ไร่ พอได้เงินเดือนก็เข้าเมืองไปใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย จากนั้นก็กลับมาทำงานที่ไร่ต่อ พวกเขาไม่มีจุดหมาย แต่สำหรับเราแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะเก็บเงินสักก้อน เพื่อซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีเนื้อที่สัก 2-3 เอเคอร์ มีวัวสักตัว มีหมู”
เลนนี่พูดแทรกขึ้น “และก็เลี้ยงกระต่าย เล่าต่อไปสิจอร์จ เล่าว่าเราจะปลูกอะไรในสวน เล่าถึงฤดูหนาว เล่าถึงเตาผิง เล่าถึงครีมนมที่ข้นจนใช้มีดตัดก็แทบไม่ขาด”
“ทำไมแกไม่เล่าเองล่ะ แกก็รู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว”
“ไม่ล่ะ แกเล่าดีกว่า ฉันเล่าไม่น่าฟังเหมือนที่แกเล่า เล่าต่อไปสิจอร์จ เล่าถึงตอนที่เราเลี้ยงกระต่าย”
จอร์จเล่าต่อ “เราจะมีกรงเลี้ยงกระต่าย มีเล้าไก่ เมื่อฝนตกในฤดูหนาวเราก็จะพูดว่า วันนี้ไม่ออกไปทำงานละกันวะ แล้วเราจะจุดเตาผิง นั่งฟังเสียงฝนตกกระทบหลังคา เฮ้อ… เรื่องบ้า ๆ” จอร์จเลิกเล่าแล้วหันไปถามเลนนี่ “แกจะพูดว่ายังไง ถ้าเจ้าของไร่ถามอะไรกับแก?”
“ฉันจะไม่พูดสักคำเดียวเลยจอร์จ”
“ยังงั้นสิ ดีแล้วเลนนี่ ถ้าเรามีที่ดินเป็นของตัวเอง ฉันจะยอมให้แกเลี้ยงกระต่ายได้ เพราะแกจำอะไร ๆ ได้ดีอย่างนี้”
เลนนี่ยิ้มภูมิใจ “ฉันจำได้สิน่า”
“นี่! เลนนี่ ฉันอยากให้แกจำรอบ ๆ ตรงที่เรากำลังอยู่นี้ไว้ให้ดี ไร่ที่เราจะไปทำงานอยู่ถัดขึ้นไปจากนี้ ถ้าเกิดอยู่ที่โน่นแล้วแกไปก่อเรื่องขึ้นอีก ฉันอยากให้แกมาที่นี่ แล้วซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ซ่อนจนกว่าฉันจะตามมา แต่แกคงไม่ไปก่อเรื่องก่อราวอะไรที่นั่นหรอก เพราะไม่อย่างนั้นฉันจะไม่ให้แกเลี้ยงกระต่าย”
“ฉันจะไม่ก่อเรื่องอะไรแน่จอร์จ ฉันจะไม่พูดอะไรสักคำเลย”

เช้าวันต่อมาจอร์จและเลนนี่มาถึงไร่ ที่พักคนงานเป็นโรงเรือนยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเตียงตั้งอยู่ 8 หลัง แต่ 5 หลังมีคนปูผ้าแล้ว ชายชราชื่อแคนดี้ มือข้างหนึ่งถือไม้กวาด มืออีกข้างด้วน เขาเป็นภารโรงอยู่ที่ไร่นี้ บอกให้จอร์จกับเลนนี่จองเตียงหลังที่เหลือ แล้วพูดว่า
“เจ้านายเขารอพวกแกอยู่เมื่อคืนนี้ เขาโมโหใหญ่ที่พวกแกออกไปไร่ไม่ทันเช้านี้”
พอจอร์จและเลนนี่จัดเตียงเสร็จ ชายร่างเตี้ยล่ำสันคนหนึ่งก็เข้ามาในที่พักคนงาน เขาคือเจ้าของไร่ ลุงแคนดี้รีบเดินออกจากโรงนอน เจ้าของไร่ถามหาตั๋วทำงาน จอร์จเป็นคนยื่นตั๋วให้เขา
เจ้าของไร่พูดว่า “ในตั๋วบอกว่าแกสองคนต้องมาถึงตั้งแต่เมื่อเช้านี้”
จอร์จแก้ตัวว่า “คนขับรถประจำทางมันหลอกพวกผมครับ มันบอกว่าถึงแล้ว ทั้งที่ยังไม่ถึง เราเพิ่งหารถมาส่งได้เมื่อเช้านี้เอง”
“แกชื่ออะไร?”
“ผมชื่อจอร์จ มิลตันครับ”
“แล้วแกล่ะ?” เจ้าของไร่หันไปถามเลนนี่ แต่จอร์จเป็นคนตอบแทนว่า “เขาชื่อเลนนี่ สมอลล์ครับ”
“แกสองคนเคยทำงานที่อื่นมาก่อนไหม?”
“เคยทำงานแถวเมืองวี๊ดครับ”
เจ้าของไร่หันไปถามเลนนี่ว่า “แกด้วยเหรอ?” จอร์จตอบแทนอีกว่า “ใช่ครับ หมอนี่ด้วย”
เจ้าของไร่ชี้นิ้วไปที่เลนนี่ “หมอนี่ดูเป็นคนไม่ช่างพูดเลยนะ”
“ใช่ครับ เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เขาทำงานดีนะครับ เรี่ยวแรงอย่างกับช้าง”
เลนนี่ชอบใจคำพูด ยิ้มแล้วทวนคำพูดออกมาว่า “เรี่ยวแรงอย่างกับช้าง” พอโดนจอร์จถลึงตาใส่ เลนนี่ก็ทำคอตก
เจ้าของไร่ถามเลนนี่ว่า “แกทำงานอะไรได้บ้าง?” แต่จอร์จเป็นคนตอบ “เขาทำได้ทุกอย่างแหละครับ ทั้งแบกกระสอบข้าว พรวนดิน ดายหญ้า เขาทำได้ทุกอย่างตามแต่คุณจะสั่งเลยครับ”
เจ้าของไร่หันมาว่าจอร์จ “ทำไมแกไม่ปล่อยให้เขาตอบเอง แกหลอกอะไรหมอนี่ แกกินส่วนแบ่งค่าแรงหมอนี่เหรอ?”
“เปล่าครับ ทำไมคุณถึงคิดว่าผมหลอกเขาล่ะครับ?”
“เพราะฉันไม่เคยเห็นใครช่วยใคร โดยไม่ได้อะไรตอบแทนน่ะสิ เลยอยากรู้ว่าแกได้ประโยชน์อะไรจากหมอนี่”
“หมอนี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของผมครับ ตอนที่แม่ของเขาตาย ผมรับปากไว้ว่าจะช่วยดูแลเขา ตอนเป็นเด็กเขาเคยถูกม้าเตะเข้าที่หัว เขาไม่มีอะไรผิดปกติหรอกครับ เพียงแค่ไม่ค่อยฉลาดหน่อยเท่านั้น แต่เขาทำงานได้ทุกอย่างที่คุณจะให้ทำครับ”
“ดีแล้ว กินข้าวกลางวันเสร็จ พวกแกออกไปกับพวกคนขนข้าวนะ เขาจะไปขนข้าวบาร์เลย์กัน แกไปกับทีมของสลิมละกัน เขาเป็นหัวหน้าคนขับล่อ ตัวสูงใหญ่ เดี๋ยวแกก็เจอเขาตอนกินข้าวกลางวันเองแหละ”
พอเจ้าของไร่เดินออกไปจากโรงนอน จอร์จก็หันไปดุเลนนี่ว่า “ไหนแกบอกว่าจะไม่พูดอะไรสักคำเลยไง”
“ฉันลืมไปจอร์จ”
“แกลืมอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ เห็นไหมล่ะ ทีนี้เขาก็คอยจ้องดูเราแล้ว เราต้องระวังตัวให้ดี อย่าทำอะไรให้พลาด”
“จอร์จ ฉันไม่เคยโดนม้าเตะเข้าที่หัวนะ”
“ถ้าแกถูกเตะจริง ๆ ก็ดีนะสิ ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนอย่างนี้”
“จอร์จ แล้วทำไมแกถึงบอกเขาว่าเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกันล่ะ?”
“อ๋อ นั่นไม่ใช่ความจริงหรอก และฉันก็ดีใจที่มันไม่ใช่ความจริง” จอร์จหยุดพูด แล้วเดินไปที่หน้าประตู “เฮ้ มาแอบฟังอะไรห๊ะ!”
ลุงแคนดี้เดินเข้ามาในโรงนอน โดยมีหมาแก่ ๆ เดินกะโผลกกะเผลกตามมาด้วย “ฉันไปทำความสะอาดห้องน้ำมา เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง ไม่ได้ยินแกพูดสักนิด คนในไร่ไม่มีใครแอบฟังหรือถามอะไรกันหรอก”
“ก็ต้องเป็นอยากนั้น ถ้าอยากทำงานกันยืด” จอร์จหันไปทักหมาของลุงแคนดี้ “ไอ้หมาตัวนี้แก่จะตายอยู่แล้วเนี่ย”
“ก็ฉันเลี้ยงมันมาตั้งแต่ยังเป็นลูกหมานี่ ตอนหนุ่ม ๆ มันเป็นหมาเลี้ยงแกะที่วิเศษมาก”
ในตอนนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาที่หน้าโรงนอน เขาชื่อเคอร์ลีย์เป็นลูกชายเจ้าของไร่ เคอร์ลีย์ถามขึ้นว่า “เห็นพ่อบ้างไหม?”
ลุงแคนดี้ตอบไปว่า “เมื่อกี้เขายังอยู่ที่นี่อยู่เลย ตอนนี้น่าจะไปที่โรงครัวแล้วล่ะ”
เคอร์ลีย์มองไปที่คนงานผู้มาใหม่ เขามองจอร์จด้วยสายตาเย็นชา มองเลนนี่ด้วยสายตาท้าทาย พอเห็นว่าเลนนี่ดูกระสับกระส่ายเมื่อถูกมอง เคอร์ลีย์ก็เดินเข้าไปถามเลนนี่ว่า “แกคือคนงานที่เพิ่งมาถึงใช่ไหม?”
จอร์จเป็นคนตอบแทน “ใช่ เราเพิ่ง…”
เคอร์ลีย์รีบหันไปว่าจอร์จ “ปล่อยให้ไอ้คนตัวใหญ่พูด”
เลนนี่หันไปมองจอร์จเป็นเชิงขอคำแนะนำ จอร์จพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเลนนี่ก็พูดออกไปว่า “เราเพิ่งมาถึง”
“คราวหน้าแกต้องพูด เมื่อฉันพูดด้วย” แล้วเคอร์ลีย์ก็เดินออกประตูไป
จอร์จหันไปถามลุงแคนดี้ว่า “ทำไมหมอนั่นต้องพาลหาเรื่องกันด้วยนะ เลนนี่ไม่ได้ทำอะไรให้เขาสักหน่อย”
“นั่นแหละลูกชายเจ้าของไร่ เคอร์ลีย์มันเป็นคนชอบหาเรื่อง มันเคยเป็นนักมวยรุ่นไลต์เวท คนพวกนี้ชอบหาเรื่องคนที่ตัวใหญ่กว่า อย่างกับมันเกลียดคนตัวใหญ่ เพราะมันตัวใหญ่ไม่เท่าเขา สมมุติว่าเคอร์ลีย์ไปหาเรื่องคนตัวใหญ่กว่าแล้วชนะ คนก็จะชื่นชมมันว่าเก่งที่เอาชนะคนตัวใหญ่กว่าได้ แต่ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา คนก็จะด่าคนตัวใหญ่ว่าทำไมไม่เลือกสู้คนที่ตัวเท่า ๆ กันหน่อย แล้วพรรคพวกของเคอรลีย์ก็จะไปรุมเล่นงานคนตัวใหญ่ ฉันว่านี่ไม่ยุติธรรมเลย เคอร์ลีย์ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้ชนะเลย”
จอร์จจ้องไปที่ประตูที่เคอร์ลีย์เพิ่งเดินออกไป แล้วพูดเป็นเชิงขู่ว่า “หมอนั่นควรระวังเลนนี่ไว้ เลนนี่มันไม่ใช่นักมวยก็จริง แต่มันแข็งแรงและว่องไวมาก แล้วมันก็ไม่รู้จักกฏกติกาอะไรเสียด้วย”
ลุงแคนดี้บอกว่า “ช่วงนี้เคอร์ลีย์ดูร้ายขึ้นกว่าแต่ก่อนหลังจากแต่งเมีย เมียมันสวย แต่ชอบเล่นหูเล่นตากับสลิม เคอร์ลีย์ไม่เห็นหรอก บางครั้งเธอก็เล่นหูเล่นตากับคาร์ลสันด้วย”
เสียงพวกคนงานเก็บข้าวบาร์เลย์ดังใกล้เข้ามา ลุงแคนดี้ลุกขึ้นเพื่อไปเตรียมถังใส่น้ำสำหรับล้างหน้าให้กับคนงาน หมาของแกลุกเดินตามไปด้วยความลำบาก
จอร์จพูดกับเลนนี่ว่า “กลัวว่าแกจะมีเรื่องกับเคอร์ลีย์ มันกำลังลองเชิงแกอยู่ มันคิดว่าแกกลัวมัน ถ้ามีโอกาส มันซัดหน้าแกแน่”
“ฉันไม่อยากมีเรื่องนะจอร์จ ฉันไม่ได้ไปทำอะไรให้มันสักหน่อย”
“แกพยายามเลี่ยงมันไว้ละกัน แล้วแกจำได้ไหมว่าถ้าแกก่อเรื่องยุ่งยากขึ้น ฉันบอกให้แกต้องทำยังไง”
“ฉันต้องไปริมแม่ที่เรานอนกันเมื่อคืน แล้วซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มไม้”
มีผู้หญิงคนหนึ่งมายืนที่หน้าประตู เธอทาปากสีแดงแจ๊ด แต่งหน้าเต็ม ทาเล็บสีแดงเข้ม ทำผมห้อยลงมาเป็นขด ๆ เธอพูดว่า “ฉันตามหาเคอร์ลีย์อยู่”
จอร์จตอบ “เขามาที่นี่เมื้อกี้นี้เอง แต่ตอนนี้กลับไปแล้ว”
“บางทีเคอร์ลีย์ก็ชอบมาที่นี่” เธอเอ่ยเหมือนชวนคุย
“แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว เห็นทีเธอต้องไปตามหาเขาที่อื่น” จอร์จว่า
เมียของเคอร์ลีย์หันไปทักสลิมที่เดินเข้ามา “ว่ายังไงจ๊ะสลิม ฉันกำลังตามหาเคอร์ลีย์อยู่จ้ะ”
“งั้นเธอไม่ต้องตามหาแล้วล่ะ ฉันเห็นเขาเดินเข้าไปในบ้านของเธอเมื่อกี้นี้เอง”
“งั้นฉันไปละนะหนุ่ม ๆ” พูดแล้วเธอก็เดินออกไป
สลิมถามขึ้นว่า “แกสองคนมาใหม่ใช่ไหม จะมาขนข้าวบาร์เลย์เหรอ?”
“เห็นเจ้านายเขาบอกว่าอย่างนั้น” จอร์จตอบ
“แกสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันเหรอ?” สลิมถามด้วยความเป็นมิตร
“ใช่ เราสองคนคอยดูแลกัน หมอนี่ไม่ค่อยฉลาดนัก แต่เป็นคนดี ฉันรู้จักกับมันมานานแล้ว”
“เดี๋ยวนี้ไม่เห็นคนไปไหนมาไหนด้วยกันแล้ว บางทีคนสมัยนี้ต่างคนต่างกลัวกันแล้วมั้ง”
จอร์จตอบว่า “ไปไหนมาไหนกับคนที่รู้จัก ดีกว่าไปคนเดียวเยอะ”
ชายร่างใหญ่เดินเข้ามา เขาแนะนำตัวว่าชื่อคาร์ลสัน แล้วถามสลิมว่าหมาของเขาเป็นยังไงบ้าง สลิมบอกว่ามันเพิ่งคลอดลูกเมื่อคืน ออกมาตั้ง 9 ตัว เขาเอาลูกหมาไปกดน้ำตาย 4 ตัว เพราะกลัวว่าแม่มันจะเลี้ยงไม่ไหว คาร์ลสันถามสลิมว่าจะทำยังไงกับลูกหมาอีก 5 ตัวที่เหลือ จะเก็บไว้เลี้ยงเองทั้งหมดเลยเหรอ สลิมบอกว่ายังไงรู้ แล้วคาร์ลสันก็พูดต่อว่า
“ฉันคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง ไอ้หมาของลุงแคนดี้น่ะมันแก่จนเดินเกือบไม่ไหวแล้ว แถมตัวมันก็เหม็น มันเข้ามาในนี้ทีไร กลิ่นเหม็นยังติดอยู่ไปอีกตั้ง 2-3 วัน ทำไมแกไม่บอกให้ลุงสลิมยิงหมาตัวนั้นทิ้ง แล้วแกเอาลูกหมาตัวใหม่ไปให้ลุงเลี้ยงแทนล่ะ”
มีเสียงตีเหล็กเรียกคนงานให้ไปกินข้าว สลิมและคาร์ลสันเดินออกไป เลนนี่เดินมาหาจอร์จอย่างตื่นเต้น เขารู้เลยว่าเลนนี่อยากให้เขาไปขอลูกหมาจากสลิมมาให้สักตัว พอกินข้าวกลางวันและไปทำงานในไร่เสร็จ ตกตอนเย็นคนงานก็กลับมาพักผ่อน คนอื่นเล่นโยนเกือกม้ากันอยู่ข้างนอก จอร์จกับสลิมเข้ามานั่งเล่นไพ่อยู่ในโรงนอน จอร์จพูดกับสลิมว่า
“ขอบใจมากนะที่แกยกลูกหมาให้เลนนี่ตัวหนึ่ง ฉันว่าคืนนี้หมอนั่นคงไม่มานอนกับพวกเราในนี้แล้ว มันคงนอนเฝ้าลูกหมา”

จอร์จกับสลิมคุยทำความรู้จักกัน สักพักเลนนี่ก็เข้ามาในโรงนอน จอร์จทักว่า “ว่าไงเลนนี่ ถูกใจลูกหมาไหม?”
“สีน้ำตาลปนขาวแบบที่ฉันอยากได้เลย” พูดแล้วเลนนี่ก็รีบขึ้นไปที่เตียง นอนคู้ตัว และหันหน้าเข้าฝาผนัง
จอร์จวางไพ่ แล้วทำเสียงดุ “เลนนี่!”
เลนนี่เอี้ยวคอมองข้ามไหล่มา “หือ… แกมีอะไรเหรอจอร์จ?”
“ฉันบอกแกแล้วนี่ว่าเอาลูกหมาเข้ามาในนี้ไม่ได้”
“ลูกหมาที่ไหนกัน ฉันไม่ได้เอาลูกหมาเข้ามาสักหน่อย”
จอร์จพุ่งตรงไปหา ตะครุบไหล่เลนนี่ให้พลิกตัวหงายขึ้น แล้วหยิบลูกหมาที่เลนนี่ซ่อนไว้ขึ้นมา “แกเอาลูกหมาไปคืนแม่มันไว้อย่างเก่า มันต้องนอนกับแม่ของมัน แกอยากให้มันตายเหรอ มันเพิ่งคลอดออกมาเมื่อคืนนี้เอง แกเอามันกลับไป ไม่อยากนั้นฉันจะบอกสลิมให้ยึดมันคืน”
“ก็ได้จอร์จ ฉันจะเอามันกลับไป ฉันไม่ได้จะทำอะไรมันหรอก แค่อยากลูบคลำมันหน่อยเท่านั้นเอง”
จอร์จส่งลูกหมาให้ แล้วเลนนี่ก็รีบเดินออกไปจากโรงนอน
“ให้ตายสิ หมอนี่เหมือนเด็กจริง ๆ” สลิมพูด
“จริง หมอนี่เหมือนเด็ก และก็ไม่มีอันตรายเหมือนเด็กเหมือนกัน แค่แข็งแรงเหลือเกินเท่านั้น”
ลุงแคนดี้เดินเข้ามาในโรงนอน โดยมีหมาแก่ ๆ ของแกตามมาด้วย แล้วคาร์ลสันก็ตามเข้ามา พร้อมกับบ่นว่าเหม็นกลิ่นหมาของลุงแคนดี้ ฟันมันก็ไม่มีเหลือ แข้งขาก็แข็ง ตาก็ขุ่นแทบจะบอด ลุงเลี้ยงไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมมันยังอยู่อย่างทรมานอีกด้วย ทำไมไม่ยิงมันทิ้งให้พ้นทุกข์ซะล่ะ
ลุงแคนดี้ปฏิเสธ แกเลี้ยงมันมาตั้งแต่มันยังตัวเล็ก ๆ คาร์ลสันเสนอว่าถ้างั้นเขาจะเป็นคนยิงมันให้ ยิงตรงท้ายทอยนัดเดียวให้มันตายแบบไม่ทันทรมาน แล้วหันไปขอให้สลิมยกลูกหมาที่เพิ่งคลอดให้ลุงแคนดี้สักตัว สลิมไม่ติดอะไร และเสริมว่าถ้าเขาแก่และพิการแบบนี้ เขาก็อยากให้มีคนมายิงให้เขาพ้นจากความทรมานไปซะ

สลิมเป็นหัวหน้าคนงานที่ไร่แห่งนี้ คำพูดของเขาเหมือนเป็นกฏหมาย ลุงแคนดี้หันไปพูดกับคาร์ลสันว่า “แต่แกไม่มีปืนนี่” คาร์ลสันบอกว่าเขามี และหยิบปืนลูเกอร์ออกมา ลุงแคนดี้พยายามยื้อเวลาว่าค่อยยิงหมาวันพรุ่งนี้ คาร์ลสันบอกว่าจะรอทำไม รีบทำให้หมดเรื่องไปซะดีกว่า ลุงแคนดี้มองสลิมอยู่นาน หวังว่าสลิมจะเปลี่ยนคำพูด แต่สลิมไม่พูดอะไร ลุงแคนดี้เลยยอมให้คาร์ลสันจูงหมาของแกออกไป สักพักก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด
ลุงแคนดี้นอนซึมอยู่บนเตียงของแก คนอื่น ๆ พากันออกไปทำธุระของตัวเองนอกโรงนอน สักพักเลนนี่ก็กลับเข้ามา จอร์จและเลนนี่คุยเล่นกันโดยไม่สนใจลุงแคนดี้ สักพักเลนนี่ถามขึ้นว่า “นี่จอร์จ เมื่อไหร่เราจะมีที่ทางเป็นของตัวเองสักทีล่ะ?”
“ฉันยังบอกไม่ถูกหรอก เราต้องหาเงินให้ได้ก้อนใหญ่ซะก่อน แต่ฉันหมายตาที่ดินที่เราจะซื้อไว้แล้ว”
“เล่าถึงที่ดินนั้นให้ฉันฟังหน่อยสิจอร์จ”
“ฉันเล่าให้แกฟังไปแล้วเมื่อวานนี้ เอางั้นก็ได้ ที่ดินนั่นมีเนื้อที่อยู่ 10 ไร่ มีกระท่อมเล็ก ๆ มีเล้าไก่ มีครัว มีสวนผลไม้ มีต้นเชอร์รี แอปเปิ้ล พีช แอพริคอต มีต้นเบอร์รีอยู่บ้าง มีหญ้าอัลฟัลฟาอยู่แปลงหนึ่ง ฉันจะสร้างกรงกระต่ายสัก 2-3 กรง แกก็เป็นคนคอยเอาหญ้าอัลฟัลฟาไปให้มัน เราจะเลี้ยงหมูสัก 2-3 ตัว พอเราเชือดหมู เราจะเอาเนื้อมันไปรมควัน ทำเป็นเบคอนและแฮม พอถึงตอนปลาแซลมอนวิ่งทวนแม่น้ำ เราก็จะไปจับมาเป็นร้อย ๆ ตัว เอามาทำปลาเค็มหรือรมควันเก็บไว้ บางทีเราอาจมีวัวหรือแพะสักตัวเอาไว้รีดนมกิน ครีมในนมที่เรากินน่ะหนาจนเราต้องใช้มีดตัดออกมากินเลยทีเดียว เราจะมีที่ทางเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเที่ยวตระเวนไปโน่นมานี่ เราจะมีบ้านหลังเล็ก ๆ มีห้องของใครของมัน พอถึงฤดูหนาวเราก็จะจุดเตาผิง ที่ดินของเราไม่กว้างนัก เราจึงไม่ต้องทำงานหนัก ทำแค่วันละ 6-7 ชั่วโมงก็พอ ไม่ต้องมาขนข้าวหลังขดหลังแข็งวันละ 11 ชั่วโมงอย่างนี้ ที่ดินและบ้านจะเป็นของเรา จะไม่มีใครมาไล่เรา ถ้าเราไม่ชอบใครเราก็ไล่คนนั้นออกไปได้ ถ้าเพื่อนเรามาหา เราก็จะชวนให้เขานอนค้าง เราจะมีเตียงเสริมไว้ให้”
ทั้งจอร์จและเลนนี่ล่องลอยไปกับภาพฝันของตัวเอง แล้วทั้งสองก็สะดุ้งโหยง ตอนที่ลุงแคนดี้ถามขึ้นว่า “แกเห็นที่ดินอย่างที่ว่าแล้วเหรอ?”
จอร์จเกิดความระวังตัวขึ้นมาทันที “ถ้าฉันเห็นมาแล้วล่ะ แล้วลุงเกี่ยวอะไรด้วย?”
ลุงแคนดี้พูดอย่างตื่นเต้น “ที่ดินอย่างที่แกว่ามาน่ะ เขาจะขายเท่าไหร่นะ”
จอร์จมองลุงแคนดี้อย่างไม่ไว้ใจ “คืองี้ ฉันอาจซื้อที่ดินนั่นในราคาสัก 600 เหรียญเท่านั้น คู่ผัวเมียแก่เจ้าของที่กำลังร้อนเงิน ยายเมียต้องการเงินไปจ่ายค่าผ่าตัด แต่มันเกี่ยวอะไรกับลุงด้วยล่ะ?”
ลุงแคนดี้พูด “ฉันน่ะทำงานอะไรไม่ค่อยไหวหรอก เพราะมีมือเหลืออยู่ข้างเดียว เสียมือไปที่ไร่นี้นี่แหละ เขาเลยให้ฉันทำงานเป็นภารโรงอยู่ เขาให้เงินฉัน 250 เหรียญเป็นค่าทำขวัญที่เสียมือ แล้วฉันยังมีเงินเก็บอยู่ในธนาคารอีก 50 เหรียญ รวมเป็น 300 เหรียญ เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้ฉันจะได้เงินเดือนอีก 50 เหรียญ ฉันอยากจะขอหุ้นกับแกสองคน ฉันจะออกเงิน 350 เหรียญ ถึงฉันจะทำงานอะไรไม่ค่อยได้ แต่ฉันทำกับข้าว เลี้ยงไก่ หรือพรวนดินในสวนให้ได้ แกสองคนว่าไงล่ะ?
จอร์จหรี่ตาลง “ฉันต้องขอคิดดูก่อน เราเคยคิดว่าจะทำกันแค่สองคนเท่านั้น”
ลุงแคนดี้พูดขัดขึ้น “ฉันจะทำพินัยกรรมเอาไว้ ว่าจะยกส่วนของฉันให้เป็นของแกสองคนถ้าฉันตาย เพราะฉันไม่มีญาติที่ไหน แกสองคนมีเงินอยู่เท่าไหร่ เผื่อเราจะได้ซื้อที่ดินนั่นซะเลย”
จอร์จตอบอย่างสังเวชใจ “ฉันสองคนมีอยู่ 10 เหรียญเท่านั้นแหละ แต่ถ้าฉันกับเลนนี่ทำงานที่นี่ครบเดือน แล้วไม่ใช้จ่ายอะไรเลย เราก็จะมีเงินกัน 100 เหรียญ รวมของลุงด้วยเราก็จะมี 450 เหรียญ ฉันว่าเราให้เงินเจ้าของที่เท่านี้ก่อนได้ แล้วลุงกับเลนนี่ไปจัดการอะไร ๆ ที่นั่นก่อน ปลูกผักเลี้ยงไก่รอ ระหว่างที่ฉันยังทำงานที่นี่ต่อ เพื่อหาเงินจ่ายส่วนที่เหลือ”
ทุกคนต่างมองดูกันด้วยความแปลกใจ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นจริงได้ กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ จอร์จอุทานขึ้น “เดี๋ยวฉันจะเขียนจดหมายไปหาตายายคู่นั้น บอกเขาว่าเราตกลงจะเอาแน่ แล้วให้ลุงแคนดี้ส่งเงินมัดจำพวกเขาไปก่อนสัก 100 เหรียญ”

มีเสียงคนเดินมาทางโรงนอน จอร์จรีบบอกอีกสองคนว่าอย่างเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร คนที่เดินเข้ามาในโรงนอนคือสลิมและเคอร์ลีย์ ทั้งสองทะเลาะกันเรื่องที่เคอร์ลีย์ชอบมาถามหาเมียของเขาจากสลิมบ่อยจนเกินไป
“ฉันแค่ถามดูเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรมากไปเลย คิดว่าแกน่าจะเห็นบ้าง”
คาร์ลสันช่วยด่าเคอร์ลีย์ “ทำไมแกไม่บอกให้เมียแกอยู่กับบ้านกับช่อง แกปล่อยให้เมียมาวุ่นวายแถวโรงนอนแบบนี้ อีกไม่นานคงเกิดเรื่องขึ้นหรอก”
เคอร์ลีย์หันไปด่าคาร์ลสัน “แกเสือกอะไรด้วย”
คาร์ลสันหัวเราะ “แกพยายามจะขู่สลิม แต่ไม่สำเร็จ สลิมกลับเล่นแกซะหงอ แกมันขึ้ขลาดตาขาว ฉันไม่กลัวแกหรอก มาซิ ฉันจะเตะให้คอแกหักเลย”
ลุงแคนดี้ผสมโรงหัวเราะเยาะด้วย เคอร์ลีย์ถลึงตาใส่ลุงแคนดี้ แล้วเหลือบไปเห็นเลนนี่ที่นั่งยิ้มเพราะยังฝันหวานเรื่องที่ดินอยู่ ความโกรธของเคอร์ลีย์ระเบิดขึ้นทันที เขาพุ่งมาหาเลนนี่ “แกหัวเราะอะไรห๊ะ! มา ไอ้ตัวใหญ่ ลุกขึ้น ไอ้ลูกหมาอย่างแกน่ะมาหัวเราะเยาะฉันไม่ได้หรอก”
เลนนี่ลุกขึ้นเพื่อหาทางเลี่ยง เคอร์ลีย์ชกเข้าที่หน้าของเลนนี่ จนเลนนี่เลือดไหลออกจมูก เขาถอยหลังไปติดฝาผนัง แต่เคอร์ลีย์ก็ยังตามไปต่อยติด ๆ จอร์จยุให้เลนนี่โต้กลับ จังหวะที่เคอร์ลีย์จะต่อยอีกหมัดใส่ เลนนี่ก็เอามืออันใหญ่ของเขาตะครุบหมัดของเคอร์ลีย์ไว้ แล้วบีบจนเคอร์ลีย์ดิ้นด้วยความเจ็บปวด จอร์จเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาเรียกสติเลนนี่ แต่เลนนี่ยังบีบมือของเคอร์ลีย์ต่อไป จนเคอร์ลีย์หน้าซีด ไม่มีแรงดิ้นต่อ
พอเลนนี่ได้สติ เคอร์ลีย์ก็ทรุดลงนั่งมองดูมือของตัวเองที่กระดูกแตกละเอียด สลิมสั่งคนให้ไปเตรียมรถม้า เพื่อพาเคอร์ลีย์เข้าเมืองไปหาหมอ พร้อมกับขู่เคอร์ลีย์ว่า “บอกคนอื่นว่ามือของแกนี่ถูกเครื่องจักรบีบ ถ้าแกไปพูดให้เลนนี่ต้องตกงาน พวกเราจะเปิดโปงแก แล้วดูสิว่าแกจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะสักแค่ไหน”
คนอื่น ๆ พาเคอร์ลีย์ไปหาหมอ จอร์จหันไปปลอบเลนนี่ว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของแก แกไม่ต้องกลัว แกแค่ทำตามที่ฉันบอกเท่านั้นเอง”
เลนนี่ถามจอร์จว่า “แกยังยอมให้ฉันเลี้ยงกระต่ายอยู่ใช่ไหมจอร์จ?”
“แน่ล่ะ แกไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ เอาล่ะ แกไปล้างหน้าล้างตาเถอะ”
บ่ายวันอาทิตย์ที่โรงเลี้ยงม้า เลนนี่อยู่ที่นี่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นเล่นโยนเกือกม้ากันอยู่หน้าโรงนอน เขานั่งจ้องลูกหมาที่นอนตาย ยกมืออันใหญ่ไปลูบมันตั้งแต่หัวจรดหาง แล้วพูดกับมันเบา ๆ ว่า “ทำไมแกถึงต้องตายด้วยนะ แกไม่ได้ตัวเล็กเหมือนหนู ฉันก็ไม่ได้ทำแกหนักมือเลย คราวนี้จอร์จคงไม่ให้ฉันเลี้ยงกระต่ายแล้วแน่ ๆ ถ้าเขารู้ว่าฉันทำให้แกตาย”
เลนนี่แหวกฟางที่เอาไว้เลี้ยงม้าให้เป็นแอ่ง แล้วเอาลูกหมาวางลงไปในนั้น ก่อนจะเอาฟางกลบมันจนมิด เขาพูดขึ้นว่า “นี่คงไม่ผิดจนถึงขั้นฉันต้องวิ่งหนีไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ฉันจะบอกจอร์จว่าฉันเจอตอนที่แกตายอยู่แล้ว”
เมียของเคอร์ลีย์มาที่คอกม้าอย่างเงียบกริบ เธอใส่กระโปรงผ้าฝ้ายสีแดง แต่งหน้าจัดเต็ม เธอถามเลนนี่ว่า “นั่นอะไรน่ะ พ่อรูปหล่อ?”
“จอร์จเขาห้ามไม่ให้ฉันยุ่งเกี่ยวกับเธอ ห้ามไม่ให้พูดด้วย ห้ามไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้น”
เธอหัวเราะ “จอร์จสั่งนายทุกอย่างเลยเหรอ?”
“เขาบอกว่าจะไม่ให้ฉันเลี้ยงกระต่าย ถ้าฉันพูดหรือยุ่งเกี่ยวกับเธอ”
เธอพูดค่อย ๆ ว่า “จอร์จคงกลัวว่าเคอร์ลีย์จะมายุ่มย่ามกับนายแหละมั้ง แต่ตอนนี้เขาเข้าเฝือกอยู่ และถ้าเขาขืนมายุ่งกับนายอีกรอบ นายก็หักมืออีกข้างของเขาซะสิ อย่ามาหลอกกันให้ยาก เรื่องที่ว่ามือของเขาเข้าไปติดอยู่ในเครื่องจักรน่ะ”
เลนนี่ไม่ยอมถูกชักจูงง่าย ๆ “ไม่ล่ะ ฉันจะไม่พูดหรือยุ่งเกี่ยวกับเธอหรอก”

เมียเคอร์ลีย์มานั่งบนกองฟางข้าง ๆ เลนนี่ “ฟังนะ พวกนั้นเขาเล่นโยนเกือกม้ากันอยู่ตรงโน้น ไม่มีใครยอมออกจากวงตอนนี้หรอก ถ้าอย่างนั้นทำไมฉันจะคุยกับนายบ้างไม่ได้ ฉันไม่ได้คุยกับใครเลย ฉันเหงาจะตาย”
เลนนี่พูดว่า “ถ้าจอร์จมาเห็นฉันคุยกับเธอล่ะก็ เขาต้องโกรธฉันตายเชียวล่ะ เพราะเขาสั่งห้ามฉันไว้”
เมียเคอร์ลีย์โกรธ “คนอย่างฉันนี่มันทำไม! ฉันไม่มีสิทธิ์คุยกับใครเลยเหรอ? ฉันไม่รู้ทำไมฉันถึงคุยกับนายไม่ได้ ฉันไม่ได้ทำให้นายเดือดร้อนสักหน่อย”
“อ๋อ จอร์จบอกว่าเธอจะทำให้พวกเรายุ่งยาก”
“บ้าน่ะสิ ฉันจะทำเรื่องยุ่งยากอะไร ที่นี่ไม่มีใครสนใจเลยว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ยังไง ฉันจะทำอะไรบ้างก็ไม่ได้เลย ฟังนะ ฉันเคยอยู่ที่ซาลินาส์ เคยมีคณะละครเร่เข้ามา แล้วฉันได้รู้จักกับนักแสดงคนหนึ่ง เขาบอกว่าฉันสามารถไปเป็นนักแสดงที่คณะเขาได้ แต่แม่ไม่อนุญาตให้ฉันไป เพราะฉันเพิ่งอายุได้ 15 ปี ถ้าฉันดื้อไปซะตั้งแต่ตอนนั้น ฉันคงไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้หรอก”
เมียเคอร์ลีย์เล่าเรื่องของเธอต่อ “อีกครั้งหนึ่งฉันได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาอยู่ในวงการภาพยนตร์ ฉันออกไปเที่ยวริเวอร์ไซด์แดนซ์พาเลซกับเขา เขาชมฉันว่าแสดงได้เก่งแบบไม่ฝืนธรรมชาติ เขาจะพาฉันเข้าวงการ เขาบอกว่าพอเขากลับไปถึงฮอลลีวูด เขาจะรีบเขียนจดหมายมาหา แต่ฉันไม่เคยได้จดหมายจากเขาเลย ฉันสงสัยว่าแม่อาจแอบเก็บจดหมายนั่นไป ฉันทนอยู่ที่นั่นไม่ได้ ก็เลยแต่งงานกับเคอร์ลีย์ ฉันไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมาก่อนเลย ฉันไม่ชอบเคอร์ลีย์ เขาไม่ใช่คนดี”
เมียเคอร์ลีย์ขยับตัวเข้ามานั่งชิดกับเลนนี่ แล้วพูดต่อว่า “ฉันควรจะได้เล่นหนัง ได้ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ อย่างที่พวกดาราเขาใส่กัน ได้นั่งในโรงแรมหรู ๆ มีคนมาถ่ายรูป ได้ไปดูหนังรอบแรกที่ตัวเองเล่น ได้ออกรายการวิทยุ”
เลนนี่ถอนหายใจยาว แล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าฉันเอาลูกหมาตัวนี้ไปโยนทิ้งซะ จอร์จเขาก็คงจะไม่รู้ แล้วฉันก็จะได้เลี้ยงกระต่าย โดยไม่มีเรื่องไม่มีราวอะไร”
เมียเคอร์ลีย์พูดขึ้นอย่างโมโห “นี่นายไม่คิดเรื่องอื่นเลยเหรอ นอกจากเรื่องกระต่าย?”
เลนนี่พูดต่อโดยไม่สนใจ “เราจะมีไร่เล็ก ๆ มีบ้านหลังหนึ่ง มีสวน มีแปลงหญ้าอัลฟัลฟา ฉันจะแบกกระสอบที่มีหญ้าอัลฟัลฟาอยู่เต็มไปให้กระต่าย”
เมียเคอร์ลีย์ถาม “ทำไมนายถึงชอบพูดถึงเรื่องกระต่ายจัง?”
“ฉันชอบลูบคลำของนุ่ม ๆ บางทีฉันก็ลูบคลำหนู ถ้าหาอะไรที่ดีกว่านั้นไม่ได้”
เมียเคอร์ลีย์เริ่มคล้อยตาม “ก็ใครบ้างล่ะที่ไม่ชอบ ใคร ๆ ก็ชอบทั้งนั้นแหละ ฉันก็ชอบคลำผ้าไหม คลำผ้ากำมะหยี่ นายชอบคลำผ้ากำมะหยี่ไหม?”
เลนนี่หัวเราะคิกคักชอบใจ “ชอบสิ ฉันเคยมีด้วย ป้าคลาร่าเคยให้ฉันผืนตั้งใหญ่ ถ้าตอนนี้ฉันมีผ้ากำมะหยี่ก็ดีน่ะสิ”
เมียเคอร์ลีย์หัวเราะ “นายมันบ้า แต่ก็น่าเอ็นดูดี เหมือนเด็กตัวใหญ่ ๆ บางทีตอนที่ฉันทำผมของตัวเอง ฉันก็นั่งลูบคลำมันนาน ๆ เพราะมันนุ่มดี บางคนผมหยาบ อย่างเคอร์ลีย์น่ะผมแข็งยังกับลวด แต่ผมของฉันน่ะทั้งนุ่มทั้งละเอียด นายลองแตะดูสิ”
นิ้วมือใหญ่โตของเลนนี่เริ่มลูบคลำผมของเธอ “โอ้โห นุ่มดีจัง” แล้วเขาก็ลูบหนักมือเข้า “โอ้โห นุ่มดีจริง”
เมียเคอร์ลีย์ร้องขึ้นอย่างโมโห “หยุดเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนายก็ทำผมฉันยุ่งหมดหรอก ปล่อย บอกให้ปล่อย!”
แล้วเมียเคอร์ลีย์ก็ร้องเสียงดัง เลนนี่ตกใจรีบเลื่อนมืออันใหญ่ไปปิดปากและจมูกของเธอ “โธ่ อย่าร้องน่า อย่าทำอย่างนี้ จอร์จจะโกรธฉันเอา”
เมียเคอร์ลีย์ดิ้นสุดแรง ใต้ฝ่ามือของเลนนี่มีเสียงอู้อี้ออกมา
“โธ่ อย่าทำแบบนี้ จอร์จจะว่าฉันทำอะไรไม่ดี แล้วเขาจะไม่ให้ฉันเลี้ยงกระต่าย ฉันไม่อยากให้เธอร้อง เธอจะทำฉันเดือดร้อนอย่างที่จอร์จเคยเตือนไว้ อย่านะ อย่าร้องออกมานะ”
เลนนี่เขย่าตัวเธอ แล้วตัวเธอก็สั่นเหมือนปลาถูกทุบหัว จากนั้นก็แน่นิ่งไป เพราะเลนนี่ทำเธอคอหัก เลนนี่ค่อย ๆ ปล่อยมือออก เธอนอนแน่นิ่ง “ฉันไม่อยากทำให้เธอเจ็บหรอก แต่จอร์จเขาจะโกรธ ถ้าเธอขืนร้องหรือตะโกนออกไป”
เมียเคอร์ลีย์ไม่ตอบและไม่ขยับ เลนนี่ตื่นตระหนก เขารีบโกยกองฟางมาคลุมร่างของเธอไว้ “ฉันทำผิดอีกอย่างหนึ่งเข้าซะแล้ว ฉันทำผิดมากจริง ๆ จอร์จต้องโกรธมากแน่ ๆ เขาบอกให้ฉันไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ จนกว่าเขาจะไปหา”
เลนนี่หันกลับไปมองผู้หญิงที่นอนตาย ข้าง ๆ เธอมีลูกหมานอนตายอยู่ เลนนี่หยิบซากลูกหมาใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วรีบออกจากไร่หายลับไป
บ่ายคล้อยใกล้มืด เสียงในไร่เงียบลงแล้ว คนงานเลิกเล่นโยนเกือกม้าแล้ว ลุงแคนดี้เดินเข้ามาในโรงเลี้ยงม้า ตะโกนเรียกหาเลนนี่ “เฮ้! เลนนี่ แกอยู่ในนี้หรือเปล่า ฉันคิดอะไรขึ้นมาได้ จะเล่าให้แกฟังเอาไหม” แล้วแกก็หยุดชะงัก เมื่อเห็นเมียของเคอร์ลีย์ “ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ในนี้ เธอไม่ควรมานอนตรงนี้นะ” พอลุงแคนดี้เดินเข้ามาใกล้ก็รู้ความจริง แกมองไปรอบ ๆ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง แล้วก็รีบวิ่งออกไปตามจอร์จ
จอร์จตามมาในโรงเลี้ยงม้า เขาจับไม่เจอชีพจรของเมียเคอร์ลีย์ เขาพูดขึ้นว่า “ฉันนึกสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว”
ลุงแคนดี้ถาม “เราจะทำยังไงกันดี?”
จอร์จใช้เวลานานกว่าจะตอบได้ “คิดว่าเราจะต้องบอกพวกนั้น พวกนั้นคงจับเลนนี่ขังไว้ แล้วอาจจะไม่ทำอะไรมัน”
ลุงแคนดี้พูดอย่างลุกลน “เราต้องปล่อยให้เลนนี่หนีไป แกไม่รู้จักไอ้เคอร์ลีย์ดีพอ มันจะต้องพาคนมากระทืบเลนนี่ มันจะต้องอยากให้เลนนี่ตาย”
จอร์จเห็นด้วย “จริงอย่างที่ลุงว่า ไอ้เคอร์ลีย์มันต้องทำอย่างนั้นแน่ ๆ”
ลุงแคนดี้เอ่ยถึงความกลัวที่ยิ่งใหญ่ของเขา “แกกับฉันยังจะซื้อไร่นั่นใช่ไหมจอร์จ แกกับฉันยังจะไปอยู่อย่างสบายที่นั่นใช่ไหมจอร์จ?”
จอร์จพูดค่อย ๆ “ฉันว่าฉันรู้มาตั้งแต่ต้นแล้ว รู้ว่าเราคงทำไม่สำเร็จหรอก เลนนี่มันชอบฟังเรื่องนั้นเหลือเกิน จนบางทีฉันคิดว่าเราอาจทำสำเร็จ”
ลุงแคนดี้พูด “เลนนี่เป็นคนดี ฉันไม่คิดเลยว่ามันจะทำแบบนี้”
จอร์จยังคงจ้องดูเมียเคอร์ลีย์อยู่ “เลนนี่ไม่ได้ทำแบบนี้เพราะจงใจจะทำเรื่องชั่ว ฟังนะลุง เราต้องบอกเรื่องนี้ให้พวกนั้นรู้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ทำอะไรมัน ฉันไม่อยากให้เลนนี่เป็นอันตรายหรอก ลุงฟังนะ พวกนั้นอาจคิดว่าฉันมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ ฉันจะกลับไปที่โรงนอน แล้วสักหนึ่งนาทีลุงค่อยตามไปบอกพวกนั้น แล้วฉันจะตามมาด้วย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้ ลุงทำอย่างนั้นได้ไหม?”
ลุงแคนดี้รับปาก “ได้สิจอร์จ”
จากนั้นจอร์จเดินออกไปจากโรงเลี้ยงม้า ลุงแคนดี้หันมามองเมียเคอร์ลีย์ แล้วความเศร้าเสียใจของแกก็กลายเป็นคำพูดออกมา “แกมันเป็นผู้หญิงชั่วเลวระยำ ใคร ๆ ก็รู้ว่าแกจะเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แกมันคนไม่ดี ไม่อย่างนั้นฉันคงจะได้พรวนดินในสวน ล้างถ้วยล้างชามให้สองคนนั้น เราจะมีหมู มีไก่ พอถึงหน้าหนาวเราก็จะนั่งหน้าเตาผิงเล็ก ๆ”

ลุงแคนดี้เศร้าอยู่สักพักก็ไปตามคนงาน สลิม เคอร์ลีย์ คาร์ลสัน และคนงานอีกสองคนเดินเข้ามายังที่เกิดเหตุ โดยมีลุงแคนดี้และจอร์จรั้งท้าย เคอร์ลีย์เห็นร่างของเมียตัวเองก็มีชีวิตชีวาขึ้นทันที “ฉันรู้ว่าใครเป็นคนทำ ไอ้ลูกหมาตัวใหญ่นั่นแน่ ๆ ฉันจะเล่นงานมัน ฉันจะไปเอาปืนลูกซองของฉันมา ฉันจะฆ่าไอ้ลูกหมาตัวใหญ่ด้วยมือของฉันเอง ไปกันเถอะพวกเรา”
คาร์ลสันเอ่ยขึ้น “ฉันจะไปเอาปืนลูเกอร์ของฉัน” แล้วพวกคนงานก็วิ่งออกจากโรงเลี้ยงม้าไป
สลิมหันมาพูดกับจอร์จ “ฉันคิดว่าเลนนี่เป็นคนทำอย่างที่เขาว่าจริง ๆ คอของเธอหัก เลนนี่คงทำแน่ คงเหมือนอย่างในวี๊ดที่แกเคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ แกคิดว่าหมอนั่นจะหนีไปที่ไหน?”
จอร์จใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้ “หมอนั่นคงลงใต้ เราจับมันมาขังไว้ได้ไหม หมอนั่นมันแค่บ้านะสลิม มันไม่ได้ทำอย่างนี้เพราะมันจงใจทำหรอก”
สลิมพยักหน้า “เราอาจทำอย่างนั้นได้ ถ้าเราเอาเคอร์ลีย์อยู่ แต่เคอร์ลีย์มันอยากยิงเลนนี่ มันยังแค้นเรื่องมือมันไม่หาย”
คาร์ลสันวิ่งเข้ามาในโรงเลี้ยงม้า “ไอ้บ้านั่นขโมยปืนลูเกอร์ของฉันไป”
เคอร์ลีย์ตามเข้ามา ในมือข้างที่ดีถือปืนลูกซองเอาไว้ “เอ้า! ไปกันเถอะ” เขาหันไปมองจอร์จ “แกก็ต้องตามมาด้วย”
จอร์จบอกว่า “ฉันจะไปด้วย แต่ฟังหน่อยนะเคอร์ลีย์ หมอนั่นมันแค่บ้า อย่าไปยิงมันเลย มันไม่รู้หรอกว่าทำอะไรลงไป”
เคอร์ลีย์ร้องขึ้น “อย่ายิงมันงั้นเหรอ หมอนั่นมันมีปืนลูเกอร์ของคาร์ลสัน เรายิงมันแน่ ๆ ล่ะ”
คนงานพากันออกไปตามล่าเลนนี่ จอร์จเดินตามหลังไปช้า ๆ เลนนี่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ริมแม่น้ำ จุดเดียวกับที่เขาและจอร์จเคยนอนค้างแรมคืนก่อนจะมาถึงไร่ เขาคลานออกมาจากที่ซ่อน ล้มลงไปกินน้ำในแม่น้ำจนอิ่ม จอร์จเดินเข้ามาหาเลนนี่
เลนนี่เรียก “จอร์จ ทำฉันผิดไปอย่างหนึ่งแล้ว”
“ช่างมันเถอะ” จอร์จบอก
“แกจะไม่ด่าฉันเหรอ?”
“ไม่ล่ะ” จอร์จบอก
เลนนี่พูดอย่างมีเหลี่ยม “เล่าให้ฉันฟังอย่างที่แกเคยเล่าสิ”
จอร์จเริ่มเล่า “คนอื่นทำงานได้เงินมาก็เอาไปใช้จ่ายอีลุ่ยฉุยแฉกหมด แต่พวกเราไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉันมีแก และแกก็มีฉัน เราจะหาที่ดินแปลงเล็ก ๆ สักแปลง เลนนี่ มองข้ามแม่น้ำไปทางโน้น อย่าหันหน้ากลับมา”
เลนนี่ทำตาม แล้วจอร์จก็หยิบปืนลูเกอร์ของคาร์ลสันออกมา เขาเล่าต่อ “เราจะมีวัว มีหมู แล้วก็ไก่ เราจะมีแปลงหญ้าอัลฟัลฟา”
เลนนี่ร้องแทรก “เอาไว้ให้กระต่าย”
“ใช่ เอาไว้ให้กระต่าย ใคร ๆ ก็จะทำดีกับแก จะไม่มีเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป” จอร์จยกปืนขึ้นจ่อที่หลังหัวของเลนนี่ เขาลั่นไก เสียงปืนดังก้อง เลนนี่สะดุ้งเฮือก แล้วก็ล้มคว่ำหน้าไปบนพื้น เขานอนแน่นิ่ง จอร์จตัวสั่น เขาโยนปืนทิ้งไป แล้วไปนั่งใกล้กองขี้เถ้ากองเก่านั้น

คนงานคนอื่นรีบมาตรงจุดที่ได้ยิงเสียงปืน สลิมเข้ามาปลอบจอร์จว่า “อย่าคิดอะไรมาก บางคราวคนเราก็ต้องทำแบบนั้น”
คาร์ลสันถามจอร์จว่า “หมอนั่นมีปืนของฉันใช่ไหม?”
“ใช่ หมอนั่นมีปืนของแกอยู่”
“แกก็เลยแย่งปืนจากมัน แล้วใช้ยิงมันใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว ฉันทำอย่างนั้นแหละ” จอร์จพูดเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ เขาจ้องมือข้างขวาที่เพิ่งจับปืน โดยไม่ละสายตาไปทางอื่น
สลิมบีบไหล่จอร์จ “ไปกันเถอะจอร์จ แกกับฉันเข้าเมืองไปหาเหล้ากินกัน”
จอร์จปล่อยให้สลิมพยุงเขาลุงขึ้น “เอาสิ ไปหาเหล้ากินกัน”
นี่เป็นตอนจบของนิยายเรื่องเพื่อนยากครับ จบแบบโศกนาฏกรรมน่าหดหู่ใจมาก ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของจอห์น สไตน์เบ็ก มักสะท้อนถึงชีวิตที่ยากลำบากของคนชนชั้นรากหญ้า อย่างเรื่อง The Pearl ไข่มุกมหาภัย ที่ผมเคยทำคลิปเล่าไปแล้วก็จบแนว ๆ นี้
สำหรับเรื่องเพื่อนยากสะท้อนถึงความฝันอันสูงสุดกับความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ (Ultimate Dream and Reality) มนุษย์ทุกคนล้วนมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่หรือกรรมกรยากจน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ชีวิตนี้จะได้เห็นความฝันของตัวเองกลายเป็นจริงขึ้นมา
ความฝันของจอร์จและเลนนี่คือการได้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ได้ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ให้พอมีไว้กินหรือเอาไปขายเพื่อได้เงินมาใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ความฝันของทั้งสองไม่เป็นจริงสักที เพราะปัญหาเรื่องเงิน แต่พอลุงแคนดี้มาขอร่วมแชร์ความฝันด้วย ปัญหาเรื่องเงินก็หมดไป ความฝันดูจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่แล้วเลนนี่ก็ก่อเรื่อง ความฝันที่จอร์จและลุงแคนดี้มีด้วยกันเป็นอันต้องจบไปด้วย
ตัวละครอื่นก็มีความฝันเช่นกัน อย่างเมียของเคอร์ลีย์ที่ฝันอยากเป็นนักแสดง ทั้งที่เธอเป็นเพียงลูกชาวบ้านจน ๆ เธอพบกับความผิดหวัง เพราะความฝันของเธอสูงเกินไป หรือลุงแคนดี้ที่มีฝันอยากมีเพื่อนไว้คุยแก้เหงาในช่วงบั้นปลายของชีวิต แกอยากเป็นเพื่อนกับจอร์จและเลนนี่ แกมีเงินพอที่จะซื้อที่ดินเพื่ออยู่กับสองคนนั้น แต่เงินเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ฝันเป็นจริงไม่ได้
อีกประเด็นที่อยู่ในนิยายคือมิตรภาพของจอร์จและเลนนี่ แม้จอร์จจะรำคาญบ้างเวลาที่เลนนี่ชอบลืมหรือทำอะไรผิด เขาดุด่าเลนนี่บ้าง แต่ไม่เคยทิ้งเพื่อนคนนี้ สุดท้ายแม้จอร์จจะรักเลนนี่สักแค่ไหน ก็ไม่สามารถลบความผิดที่เลนนี่ก่อขึ้นได้
ตอนที่เลนนี่พลั้งมือฆ่าเมียเคอร์ลีย์โดยไม่เจตนา เคอร์ลีย์และพรรคพวกตัดสินแล้วว่าจะต้องตามฆ่าเลนนี่เพื่อชดใช้ให้ได้ จอร์จไม่สามารถหยุดเรื่องนี้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เขามอบให้เลนนี่ได้เป็นครั้งสุดท้ายคือความตายที่ไม่เจ็บปวด แทนที่จะให้คนพวกนั้นไล่ล่าเลนนี่ จนเลนนี่ต้องหนีเหมือนสัตว์โดนล่า จอร์จกลับไปหาและเล่าเรื่องความฝันที่เลนนี่ชอบฟังให้เขาฟังเป็นครั้งสุดท้าย และลงมือยิงเลนนี่ให้ตายด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว เพื่อให้เลนนี่ไม่ต้องพบกับความทรมาน แต่คนที่ต้องทรมานไปทั้งชีวิตคือจอร์จที่สูญเสียเพื่อนที่รักที่สุดในชีวิตอย่างเลนนี่ไป

สนใจหนังสือ เพื่อนยาก (Of Mice and Men)
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/5q1RdkVv7l
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ
Leave a comment