4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

Share

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า ลูกชาย 2 คนรับราชการทหารอากาศ ลูกสาวกำลังเรียนหมอ คุณนาอิโตะและคุณโศแต่งงานและมีลูกชายด้วยกัน 2 คน

ชีวิตภรรยานักการทูตทำให้คุณนาอิโตได้เดินทางติดตามสามีไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นไปประจำการที่เวียดนาม 3 ปี ที่รัสเซีย 4 ปี และที่โปแลนด์ 2 ปี ได้พบเจอบุคคลสำคัญของประเทศเหล่านั้น ได้ออกงานสังคมที่มีแต่คนชนชั้นสูง พอคุณโศเกษียณอายุราชการในปี 1972 พวกเขาก็กลับมาอยู่กัมพูชา ซื้อบ้านอยู่ในย่านคนรวยของเมืองพนมเปญ โดยหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในช่วงบั้นปลาย

แต่แล้วในเดือนเมษายน ปี 1975 กองทัพเขมรแดงที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลนายพลลอน นอล ได้เคลื่อนพลเข้ายึดกรุงพนมเปญ ตอนนั้นชาวเมืองดีใจเพราะสงครามกลางเมืองที่รบกันมานาน 5 ปีได้สิ้นสุดลงสักที แต่ก็ดีใจกันได้ไม่นาน เมื่อพลพต ผู้นำกองทัพเขมรแดงได้ประกาศเริ่มศักราชใหม่ที่เรียกว่าปีที่ศูนย์ (Year Zero) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจากนี้กัมพูชาจะตัดขาดจากอดีตโดยสิ้นเชิง แล้วเริ่มสร้างประวัติศาสตร์ใหม่จากศูนย์ โดยนำแนวคิดคอมมิวนิสต์มาใช้ปกครองประเทศ


ภาพจาก cambodianess.com

บันทึกของคุณนาอิโตเริ่มต้นวันที่ 15 เมษายน 1975 หรือ พ.ศ. 2518 ตอนนั้นชาวพนมเปญกำลังฉลองเทศกาลปีใหม่ ช่วงเวลาเดียวกับสงกรานต์บ้านเราเลยครับ คุณนาอิโตบอกว่าชาวเมืองดีใจกันใหญ่ มีคนออกมาปรบมือต้อนรับกองทัพเขมรแดงเต็มสองข้างทาง พร้อมกับตะโกนลั่นว่า “อีกามาแล้ว ๆ” ทหารเขมรแดงสวมเครื่องแบบสีดำทั้งตัว และพันคอด้วยผ้าขาวม้าสีแดง เลยได้ฉายาว่าอีกาครับ

ชาวพนมเปญเห็นว่าด้วยฝีมือของทหารเขมรแดง สงครามที่ยืดเยื้อมาถึง 5 ปีกำลังจะจบลงแล้ว ชาวเมืองพากันโล่งใจที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักที ในที่สุดรัฐบาลลอน นอลก็สิ้นอำนาจ วันที่ 17 เมษายน เวลาบ่ายสามโมงเศษ มีเสียงประกาศให้ประชาชนทุกคนนำอาวุธที่มีและโทรศัพท์ทั้งหมดออกมาวางไว้หน้าบ้าน ใครขัดขืนจะถูกลงโทษ

มีประกาศต่ออีกว่าทหารอเมริกาจะมาทิ้งระเบิด ให้ชาวพนมเปญอพยพออกไปอยู่นอกเมือง กลุ่มของคุณนาอิโตได้รับคำสั่งให้ออกไปอยู่เมืองเปปนู ซึ่งอยู่ห่างออกไป 10 กม. โดยทหารบอกว่าหลบไปอยู่ที่นั่นแค่ 2-3 วันก็จะได้กลับมาที่พนมเปญ

วันที่ 18 เมษายน ทหารบอกให้ชาวเมืองรีบออกเดินทางตั้งแต่เช้า พรรคพวกของคุณนาอิโตแยกกันขึ้นรถ 6 คัน โดยนำข้าวสาร เกลือ อาหารกระป๋อง และบะหมี่สำเร็จรูปไปด้วย พวกเขาไปถึงเมืองเปปนูก่อนมืด แต่ไม่เจอใครที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทหารเลย ที่นี่มีฟาร์มเลี้ยงปลา แต่ไม่มีคนเฝ้า พรรคพวกของคุณนาอิโตเลยแอบจับปลามาตากแห้ง เพื่อเก็บไว้เป็นเสบียง

อยู่ที่ฟาร์มเลี้ยงปลาได้ 5 วัน ในวันที่ 23 เมษายน พวกคุณนาอิโตก็ถูกไล่ออกจากฟาร์ม และถูกสั่งให้เดินทางต่อไปยังถนนหมายเลข 6 หลายวันก่อนหน้านั้นไม่มีใครได้ข่าวว่าอเมริกาทิ้งระเบิดใส่เมืองพนมเปญเลย ทุกคนพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ระหว่างทางคุณนาอิโตเห็นคนโดนไล่ออกมาจากโรงพยาบาล บางคนยังมีสายน้ำเกลือเจาะอยู่ที่แขน บางคนมีผ้าพันแผลพันไว้ที่ท้อง เพราะเพิ่งผ่าตัดไปเมื่อวานนี้ และภาพที่ทำคุณนาอิโตสลดหดหู่ใจมากที่สุดคือ เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่ริมถนน โดยที่มีหัวเด็กทารกโผล่ออกมาจากผ้าถุง

ลูกชายคนโตของคุณนาอิโตท้องเสียตั้งแต่เดินทางออกมาจากฟาร์มเลี้ยงปลา จากนั้นก็ป่วยและอาการไม่ดีขึ้นเลย แม้จะล่วงมาถึงวันที่ 6 พฤษภาคมแล้ว ทหารเขมรแดงยึดเงินชาวบ้านแล้วเอาไปฉีกทิ้ง ยุคสมัยนี้เงินไม่มีค่าอีกแล้ว เมื่อ 2-3 วันก่อน ตอนที่คุณนาอิโตขอซื้อข้าวสารจากชาวบ้าน พวกเขาไม่รับเงินสด แต่ขอเป็นนาฬิกาหรือกางเกงแทน

วันที่ 9 พฤษภาคม พวกคุณนาอิโตถูกสั่งให้มาอยู่ที่ภูเขาอุดร ตอนนี้ลูกชายคนโตของคุณนาอิโตผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กินอะไรไม่ได้ แค่กินน้ำก็อ้วกออกมา แล้วเขาก็เสียชีวิตในวันที่ 12 พฤษภาคม พอไปแจ้งทหารก็โดนสั่งให้รีบฝัง และได้ไม้กระดาษมา 5-6 แผ่น พวกของคุณนาอิโตช่วยกันประกอบเป็นโลง แล้วเอาร่างของลูกชายคนโตไปฝังไว้ใต้ต้นตาล

วันที่ 25 พฤษภาคม มีคำสั่งจากทหารให้เดินทางกลับพนมเปญ สามีของคุณนาอิโตและพวกผู้ชายไม่เชื่อว่าจะได้กลับพนมเปญกันง่าย ๆ แบบนี้ มันน่าจะมีเบื้องหลังอะไรสักอย่าง ระหว่างเดินทางทหารเขมรแดงที่เจอระหว่างทางถามพวกของคุณนาอิโตว่าเป็นคนพนมเปญใช่ไหม จากนั้นก็มองพวกเขาด้วยสายตาจงเกลียดจงชัง เพราะทหารพวกนี้ได้รับการสั่งสอนมาว่า “คนพนมเปญมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ จัดงานรื่นเริงกันทุกคืน ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยโดยไม่คิดถึงคนอื่น”

ระหว่างทางคุณนาอิโตได้พบกับคนที่ล่วงหน้าออกเดินทางจากภูเขาอุดรมาก่อน แต่ต้องเดินย้อนกลับมาเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองพนมเปญ พวกของคุณนาอิโตจึงขอผู้ใหญบ้านหมู่บ้านโทระกัปพักแรมอยู่ที่นี่ชั่วคราว เพราะหมู่บ้านนี้อยู่ใกล้พนมเปญ หากมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเมืองพนมเปญก็จะได้เดินทางง่าย

indochinavoyages.com

1 มิถุนายน คนในกลุ่มเริ่มมีการทะเลาะกันเรื่องอาหารการกินบ่อยขึ้น ชายชื่อลิม ผู้เป็นหลานของคุณโศ แสดงความลบหลู่ลุงของเขา โดยการเอาเท้ามาวางไว้ใกล้หัวของคุณโศ ตอนที่คุณโศหลับอยู่ คุณโศต้องบอกให้ลิมเอาเท้าหลบไป 3-4 ครั้ง ลิมถึงจะยอม โยโกะผู้เป็นภรรยาของลิมเห็นสามีทำแบบนั้นก็ร้องไห้ โยโกะเป็นชาวญี่ปุ่น แต่งงานกับลิมผู้เป็นลูกชายเศรษฐี ที่ผ่านมาทั้งสองครอบครัวเข้ากันได้ดี แต่วันนี้เกิดเรื่องทะเลาะกันเพราะลิมติดเหล้า แต่ไม่ได้กินเหล้ามานานก็เลยหงุดหงิด

7 มิถุนายน มีการประชุมหมู่บ้านเรื่องการเกณฑ์แรงงาน ผู้ใหญ่ทุกคนได้รับหน้าที่ที่ต้องทำ โทนี่กับตีนี่ ลูกชายคนสุดท้องและลูกเลี้ยงของคุณนาอิโตไปขอร้องผู้ใหญ่บ้านว่าพวกเขาขอเป็นคนทำงานแทน เพราะพ่อแม่แก่แล้ว ผู้ใหญ่บ้านอนุญาต โทนี่ ตีนี่ และโยโกะออกไปตัดหญ้าในทุ่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า และกลับมาอย่างหิวโหย

ช่วงนี้มีการปันส่วนอาหาร หนึ่งครอบครัวจะได้ข้าวสารวันละ 3 กระป๋องนมเล็ก ๆ กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เนื่องจากหมู่บ้านโทระกัปจำกัดจำนวนโควต้าครอบครัวคนนอก ครอบครัวของคุณนาอิโตกับครอบครัวของโยโกะจึงต้องอยู่รวมกันเป็นครอบครัวเดียว 8 คน อาหารที่ได้รับจากการปันส่วนไม่พอกินในแต่ละวัน คุณนาอิโตไปคุยเรื่องนี้กับผู้ใหญ่บ้าน พร้อมแจ้งว่าเธอเป็นคนญี่ปุ่น ช่วยติดต่อทางการให้พาเธอกลับประเทศบ้านเกิดหน่อย ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะปันส่วนอาหารให้เท่ากับ 2 ครอบครัว ส่วนเรื่องเดินทางกลับประเทศให้รอไปอีกหน่อย

22 มิถุนายน ทหารเขมรแดงหลายคนมาที่หมู่บ้าน ครอบครัวใหญ่ของคุณนาอิโตถูกสั่งให้อยู่แยกกัน แล้วไปสร้างบ้านของใครของมัน บ้านที่พวกเขาสร้างคือเพิงครับ โดยการวางก้อนหินเป็นฐาน แล้วเอาไม้กระดานปูเป็นพื้น ปักเสาสี่มุม หลังคาและฝาบ้านเป็นใบตาลเย็บเป็นตับ ๆ บ้านของคุณนาอิโตต้องใช้ใบตาลประมาณ 100 ใบ โทนี่ลูกชายที่เพิ่งอายุ 15 ปี อาสาปีนขึ้นไปตัดใบตาล ส่วนคุณนาอิโตเป็นคนเย็บใบตาลให้เป็นตับ

13 กรกฎาคม โทนี่คลานกลับมาพร้อมบอกว่าเขาตกต้นตาลซึ่งสูงกว่า 10 เมตร คุณนาอิโตบอกผู้ใหญ่บ้านว่าช่วยพาโทนี่ไปโรงพยาบาลหน่อย แต่แถวนี้ไม่มีโรงพยาบาลเลย ผู้ใหญ่บ้านจึงได้ให้น้ำมันทาแก้ปวดกับยาหม้อให้เอามาต้มกิน โทนี่แสดงอาการเจ็บปวดมาก เขามีไข้และเพ้อ ตามตัวไม่มีบาดแผล แต่อวัยวะข้างในไม่รู้เป็นยังไงบ้าง

พอโทนี่ป่วย คุณนาอิโตและคุณโศต้องออกไปทำงาน จำใจต้องทิ้งให้โทนี่อยู่บ้านคนเดียว ช่วงนี้โทนี่ผอมลงมาก อุจจาระเป็นเลือด ไม่ยอมกินข้าว วันที่ 31 กรกฎาคม ระหว่างออกไปทำงานคุณนาอิโตเกิดสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี เลยขอกลับบ้านมาดูโทนี่ มาถึงเธอก็เห็นโทนี่ตัวแข็งทื่อเพราะเสียชีวิตไปแล้ว ตีนี่กลับบ้านมาก็ร้องไห้เสียใจ แม้ตีนี่กับโทนี่จะเป็นพี่น้องคนละแม่ แต่ก็รักกันมาก ตอนอยู่พนมเปญมักซ้อนจักรยานกันไปซื้อของให้คุณนาอิโต

คุณนาอิโตเสียลูกชายแท้ ๆ ทั้ง 2 คนไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้ใหญ่บ้านบอกให้รีบฝังร่างของโทนี่ แต่ที่หมู่บ้านไม่มีโลง พวกเขาเลยใช้ไม้ไผ่สานมาห่อร่างของโทนี่ แล้วเอาไปฝังไว้นอกหมู่บ้าน ขากลับมาบ้านคุณนาอิโตต้องให้คนอื่นช่วยพยุง เพราะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเลย

3 สิงหาคม โยโกะมาเรียกคุณนาอิโตให้ไปดูอาการลูกชายของเธอที่ชื่อโรเบล ซึ่งไม่สบายมา 4-5 วันแล้ว โรเบลเป็นลูกชายคนโตของโยโกะกับลิม เพิ่งอายุได้ 9 ขวบ วันนั้นโรเบลเสียชีวิตไปอีกคน โยโกะบอกว่าโรเบลรักโทนี่มาก เขาคงตามไปอยู่กับโทนี่ พวกเขานำร่างของโรเบลไปฝังไว้ข้าง ๆ หลุมของโทนี่

12 สิงหาคม ตีนี่ไม่ค่อยสบาย คุณนาอิโตเลยออกไปทำงานแทน วันนี้เธอเพิ่งเคยจับเคียวเป็นครั้งแรก ชาวบ้านชมว่าเธอดายหญ้าเก่ง แถวนั้นมีแมงป่องซ่อนอยู่ตามใต้หิน ชาวบ้านจับมันมาตัดหางแล้วเอาไปทำอาหาร บอกว่าอร่อย รสชาติเหมือนกุ้ง

ช่วงนี้คุณนาอิโตผมร่วงบ่อย สมัยที่ยังอยู่พนมเปญเธอผมดกดำมาก จนต้องบอกให้ช่างทำผมซอยออกบ้าง แต่ทุกวันนี้ผมของเธอร่วงจนมองเห็นหนังศีรษะ ผมก็หงอกมากขึ้น ตอนนี้เธออายุ 42 แต่ถ้าบอกคนอื่นว่าอายุ 60 คนอื่นก็ยังเชื่อ

24 สิงหาคม หลังจากไม่สบายมาหลายวัน ตีนี่ก็เสียชีวิต ร่างของเธอถูกฝังไว้ข้างหลุมของโทนี่ ตอนที่คุณนาอิโตแต่งงานกับคุณโศ ตีนี่อายุได้ 5 ขวบ เธอสนิทกับคุณนาอิโตเร็วมาก และเรียกคุณนาอิโตว่าแม่ ตีนี่เรียนเก่งมาก จนได้เป็นนักศึกษาแพทย์ เมื่อ 2-3 วันก่อน ตีนี่บ่นว่า “หนูไม่มีความหวังอะไรอีกแล้ว หนูตั้งใจเรียนเพื่อจะเป็นหมอ แต่ตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์” ตอนนี้ครอบครัวของคุณนาอิโตเหลือเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คือเธอและคุณโศผู้เป็นสามี


kontinentalist.com

4 กันยายน คุณนาอิโตปวดท้อง เลยขอลาหยุดงานดำนาตั้งแต่ตอนบ่าย ก่อนหน้านี้ชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปทำนารวมกันแล้ว มีหมอมาหาคุณนาอิโตที่บ้านและได้ให้ยาแก้ปวด พร้อมกับปลอบใจคุณนาอิโตว่า “คุณคงได้กลับพนมเปญเร็ว ๆ นี้”

หลังจากนั้นลูกสาวผู้ใหญ่บ้านมาขอเสื้อของตีนี่ไปตัวหนึ่ง หลังจากนั้นชาวบ้านคนอื่นก็มาขอบ้าง คุณนาอิโตบอกว่าชาวบ้านมากันเหมือนแร้งลง ช่วงนี้ทุกคนถูกใช้งานหนักขึ้นเรื่อย ๆ การประชุมก็มีแต่สอนเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์

คุณโศมักจะพูดขอโทษคุณนาอิโตที่พาเธอมาลำบาก เขาโทษตัวเองว่าเป็นนักการทูตซะเปล่า แต่อ่านสถานการณ์บ้านเมืองของตัวเองไม่ออก เขาน่าจะหย่ากับคุณนาอิโต แล้วให้คุณนาอิโตกลับญี่ปุ่นไป คุณนาอิโตปลอบใจว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนี้ ก่อนสงกรานต์ที่แล้วหลานชายของคุณนาอิโตก็มารับเธอกลับญี่ปุ่น แต่เธอไม่ยอมกลับ เพราะอยากอยู่กับสามีและลูก ๆ คิดว่าเรื่องยุ่งยากนี้คงอยู่ไม่นาน เธอเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่รัสเซีย โปแลนด์ และเวียดนาม พอจะเข้าใจประเทศคอมมิวนิสต์อยู่บ้าง

25 กันยายน มีคำสั่งให้เดินทางไปจังหวัดพระตะบอง ซึ่งอยู่ทิศตรงข้ามกับพนมเปญ คุณนาอิโตงงว่าอุตส่ามาจนเกือบจะถึงพนมเปญอยู่แล้ว ทำไมถูกสั่งให้ไปพระตะบอง ครอบครัวของคุณนาอิโตและของโยโกะออกเดินทางตั้งแต่ตีสี่ โดยนั่งเกวียน ช่วงนี้โยโกะไม่ค่อยสบาย ยิ่งพอมานอนบนเกวียนที่แล่นผ่านถนนขรุขระ อาการของเธอยิ่งแย่ลง พอพวกเขามาถึงถนนลาดยางก็ต้องขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปพระตะบอง แต่ทหารบอกว่าคนป่วยขึ้นรถไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาล คุณนาอิโตจึงต้องแยกทางกับครอบครัวของโยโกะ

คุณนาอิโตให้กำลังใจโยโกะว่า “ขอให้หายเร็ว ๆ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ คงจะมีวันที่ดีกว่านี้แน่” ทั้งสองคนสัญญากันว่า ถ้าใครได้กลับญี่ปุ่นก่อน คนนั้นจะต้องช่วยตามหาอีกคนให้ได้กลับญี่ปุ่นด้วย

aa.com.tr

การเดินทางไปพระตะบองยาวนานมาก คุณนาอิโตต้องโดยสารรถบรรทุกถึง 3 วันติด แถมยังต้องต่อรถไฟ ซึ่งเป็นรถไฟตู้สินค้าที่ไม่มีหน้าต่าง ต้องอยู่กันแออัดแบบร้อน ๆ วันที่ 1 ตุลาคม คุณนาอิโตมาถึงเมืองศรีโสภณซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับไทยมากที่สุด จากเดิมที่ทหารเขมรแดงบอกว่าจะพาไปพระตะบอง แบบนี้ยิ่งออกห่างจากพนมเปญมากขึ้น

วันที่ 2 ตุลาคม คุณนาอิโตต้องออกเดินทางต่อด้วยรถบรรทุกที่แล่นช้า ๆ มุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ จนวันที่ 5 ตุลาคม ก็มาถึงหมู่บ้านทะเปนทะมอที่อยู่กลางป่าลึก ทหารเขมรแดงตั้งใจจะให้ชาวบ้านที่เกณฑ์มาสร้างหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ตัวอย่างที่นี่ มีการปันส่วนที่ดิน ทุกครอบครัวถูกสั่งให้สร้างบ้าน

คุณนาอิโตไม่ได้เขียนบันทึกไปนานถึง 1 เดือน เธอกลับมาเขียนในวันที่ 5 พฤศจิกายน บอกว่าก่อนหน้านี้วุ่นกับการสร้างบ้าน แถมคุณโศยังป่วยเป็นไข้มาลาเรีย คุณโศเคยน้ำหนัก 80 กก. แต่ตอนนี้ผอมจนหนังติดกระดูก

ที่นี่คุณนาอิโตได้พบกับเพื่อนใหม่ชื่ออิเรน เธอเป็นคนสวย เป็นลูกครึ่งอเมริกา แต่พวกทหารแดงเกลียดคนอเมริกา จึงต้องโกหกว่าเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส การได้พูดคุยกับอิเรน ทำให้คุณนาอิโตคลายเหงาได้บ้าง และช่วงนี้มีเพลงปลุกใจของลัทธิคอมมิวนิสต์ดังมาจากลำโพงที่ติดอยู่บนต้นไม้ เนื้อหาของเพลงบอกว่า

ช่วยกันหักร้างถางโพง ปลูกถั่วปลูกข้าวโพด

พวกนายทุนเหยียบย่ำคนจน

ลอน นอลกับอเมริกาเหยียบย่ำประชาชน

แต่ตอนนี้ไม่มีใครเหยียบย่ำเราได้อีกต่อไปแล้ว

เพลงนี้เปิดซ้ำซากทุกวัน คุณนาอิโตบอกว่าเธอเบื่อเพลงนี้มาก อิเรนมีน้ำใจกับคุณนาอิโตมาก ตอนเธอได้เนื้อวัวมาก็เอามาแบ่งคุณนาอิโตชิ้นหนึ่ง คุณนาอิโตบอกว่าเธอไม่ได้กินเนื้อวัวมา 7 เดือนแล้ว

วันที่ 13 พฤศจิกายน คุณนาอิโตได้พบกับทหารของพลพตนายหนึ่งที่รู้จักกับคุณโศ ทหารนายนั้นชวนคุณนาอิโตและคุณโศไปกินข้าวกลางวัน เป็นอาหารดี ๆ ทั้งนั้น ทหารนายนั้นให้กำลังใจว่า “อย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ รอให้ถึงวันที่จะได้กลับญี่ปุ่นก็แล้วกัน”

วันที่ 18 พฤศจิกายน คุณโศมีอาการบวมทั่วตัว ทั้งใบหน้า มือ เท้า หมอพื้นบ้านมาดูอาการแล้วให้ยาหม้อเอาไว้ต้มกิน ช่วงนี้บางวันมีเสียงยิงปืนสู้กัน มีดาวหางตก ทำให้ชาวบ้านลือกันไปต่าง ๆ นานา จนทหารต้องออกกฎห้ามมั่วสุมกัน

แม้จะอยู่กันอย่างลำบาก แต่ชาวบ้านก็มีน้ำใจ พอรู้ว่าคุณโศป่วยก็เอาของกินมาให้ อิเรนคอยเอาปลามาแบ่งบ่อย ๆ บางคนเอาปลาดองเกลือ ผักบุ้ง สายบัวมาแบ่ง ช่วงเวลาแบบนี้แค่มีของกินเยอะก็ทำให้คุณนาอิโตมีความสุขแล้ว

คุณโศป่วยมาเป็นเดือน และอาการก็แย่ลงเรื่อย ๆ จนวันที่ 19 ธันวาคม เขามีอาการเพ้อ พูดกับคุณนาอิโตว่า “มีรถติดธงชาติญี่ปุ่นมารับคุณแล้ว ผมขอโทษที่พาคุณมาลำบาก ผมเหนื่อยจังเลย แต่ก็จะพยายาม” คุณโศเสียชีวิตตอนเวลา 1 ทุ่ม พวกผู้ชายมาช่วยกันต่อโลงให้ และนำร่างของคุณโศไปฝัง หมอที่สถานพยาบาลกับเมียของเขามาชวนคุณนาอิโตไปอยู่ด้วย คุณนาอิโตเหลือตัวคนเดียวก็เลยไปอยู่กับครอบครัวของหมอ

ที่บ้านของหมอนอกจากตัวเขาและเมียก็ยังมีลูกชายอายุ 6 ขวบ ลูกสาวอายุ 4 ขวบ และน้องสาวของเมียหมอ คุณนาอิโตมาอยู่ที่นี่ก็ช่วยเลี้ยงเด็กทั้งสองคนตอนกลางวันที่คนอื่นออกไปทำงาน หมอกับเมียดูแลเรื่องอาหารการกินให้คุณนาอิโตดีมาก เธอก็ตอบแทนด้วยการทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แทนพวกเขา

วันที่ 28 ธันวาคม คุณนาอิโตไปทำธุระให้หมอ แล้วได้เจอกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าวันนี้เขาเอาเนื้อหมามาทำอาหาร ถามคุณนาอิโตว่ากินเป็นไหม ตอนที่คุณนาอิโตตามสามีไปทำงานที่เวียดนาม เธอเคยเห็นร้านขายเนื้อหมาอยู่บ้าง และเมนูจากเนื้อหมาถือเป็นอาหารราคาแพง แต่ก็ยังไม่เคยลองกินดู วันนี้เธอลองกินดู พบว่าเนื้อหมาอร่อยดี

indochinatour.com

10 มกราคม 1976 หรือ พ.ศ. 2519 ในที่ประชุมมีการพูดว่า คนที่ไม่ทำงานจะโดนไล่ให้ไปอยู่ในป่าลึก คุณนาอิโตจึงรับหน้าที่เป็นคนซ่อมเสื้อผ้าให้ชาวบ้าน แม้ชาวบ้านจะถูกสั่งห้ามจับกลุ่มคุยกัน แต่ก็มีข่าวลือเกิดขึ้นเรื่อย ๆ บางข่าวลือบอกว่าอีกไม่นานทุกคนต้องย้ายออกจากหมู่บ้านนี้ เพราะมีน้ำไม่พอใช้ บางข่าวลือบอกว่ามีทหารไทยโดดร่มลงมาบนกัมพูชา คงจะเริ่มสงครามกันแล้ว มีคนแอบฟังวิทยุคลื่นสั้นของต่างประทศได้ยินว่า คนพนมเปญโดนไล่ออกจากเมืองกว่า 3 ล้านคน แต่ละวันมีคนเขมรตายกว่า 3,000 คน ทหารที่เคยทำงานให้ลอน นอล ถ้าถูกจับได้จะโดนนำไปฆ่า

ช่วงนี้คุณนาอิโตใช้ชีวิตค่อยข้างสบาย เธออยู่บ้านของหมอคอยเลี้ยงเด็กและซ่อมเสื้อผ้าให้ชาวบ้าน บางครั้งก็ไปช่วยหมอปั้นยาลูกกลอนที่สถานพยาบาล คุณนาอิโตเป็นที่รักของชาวบ้าน มีคนชวนเธอไปกินข้าวด้วยแทบทุกวัน

วันที่ 12 มีนาคม ทหารประกาศว่าช่วงนี้อาหารขาดแคลน คนที่ไม่ทำงานจะไม่ได้รับการปันส่วนข้าวสาร ซึ่งคุณนาอิโตเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ไม่ได้รับปันส่วน ในเดือนมีนาคมนี้ เจ้าสีหนุกษัตริย์ของกัมพูชาประกาศลาออกจากการเป็นประมุขของประเทศ มีการแต่งตั้งประมุขคนใหม่ แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่าใครได้เป็น เพราะข่าวสารส่งมาไม่ถึง หรือตั้งใจไม่ส่งมาก็ไม่รู้

ในการประชุมหมู่บ้าน มีการบอกว่าต่อไปนี้งานจะหนักขึ้น และอาหารการกินจะไม่ดีเหมือนเดิม เพราะปีนี้เจอกับภัยแล้ง คืนนี้คุณนาอิโตได้ไปช่วยผู้หญิงชื่อเย็นขุดข้าวสารที่ซ่อนไว้ออกมาจากพื้นบ้าน ถ้ามีทหารมาเห็น โทษของการกักตุนอาหารคือโดนฆ่า

ช่วงปลายเดือนมีนาคมมีข่าวลือว่าต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น เพราะการสร้างชุมชนใหม่ที่นี่ล้มเหลว ต้นเดือนเมษายน คุณนาอิโตเดินทางมาถึงหมู่บ้านเมาที่อยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 30-50 กม. เธอบอกว่าอิสรภาพรออยู่ที่นั่น แต่หนีออกไปไม่ได้ คุณนาอิโตต้องมาอยู่กับคนอื่นอีกสิบครอบครัว ในบ้านร้างที่เจ้าของถูกสั่งให้อพยพไปอยู่ที่อื่น แต่ละครอบครัวเอาผ้ามาขึงแบ่งเขตในบ้านกันเอง คนที่อยู่บ้านหลังนี้มีแต่คนจีน

คุณนาอิโตไปรายงานตัวกับทหารว่าเป็นคนญี่ปุ่น อายุ 50 ปี ทั้งที่จริง ๆ แล้วอายุไม่ถึง เพราะหัวหน้าหมู่บ้านทะเปนทะมอที่เพิ่งจากมาสอนไว้ว่าให้โกงอายุว่าแก่ ทหารจะได้จัดให้อยู่ในกลุ่มคนชราที่ไม่ต้องทำงานหนัก คนทั่วไปถูกสั่งให้ตำข้าวเปลือก คนหนุ่มสาวถูกสั่งให้ไปปลูกข้าวโพด ส่วนคุณนาอิโตได้งานเป็นการมัดหญ้าคาให้เป็นตับ สำหรับเอาไว้มุงหลังคา

16 เมษายน วันปีใหม่ของเขมร ทุกคนได้รับอนุญาตให้หยุดงาน มีการปันส่วนเนื้อหมูคนละ 2 ขีด กับน้ำตาล คุณนาอิโตออกจากพนมเปญมาได้หนึ่งปีพอดี ตอนกลางคืนชาวบ้านเต้นรำกันสนุกสนานถึงตีสี่ วันที่ 17 ได้หยุดอีกหนึ่งวัน กลับไปทำงานวันที่ 18

วันที่ 27 พฤษภาคม มีรถบรรทุกหลายคันขับเข้ามาในหมู่บ้าน ตอนแรกคุณนาอิโตคิดว่าเป็นรถที่มาพาคนต่างชาติกลับพนมเปญ แต่จริง ๆ แล้วเป็นรถบรรทุกของทหารที่มาขนข้าวเปลือกในยุ้งฉางของหมู่บ้านไปจนหมด ชาวบ้านซุบซิบกันว่าสงสัยทหารจะเอาข้าวไปแลกเป็นอาวุธและยาจากประเทศจีน

14 มิถุนายน ที่หมู่บ้านจัดงานแต่งงานหมู่ โดยมีคู่แต่งงานทีเดียว 8 คู่ แต่ละปีจะมีการจัดงานแต่งงานหมู่ 1-2 ครั้ง วันงานชาวบ้านจะได้รับอนุญาตให้หยุดงาน จะได้กินเลี้ยงเต็มคราบ ภายใต้ยุคเขมรแดง หนุ่มสาวไม่ได้รับอนุญาตให้จู๋จี๋กัน ต้องแต่งงานกันให้เป็นกิจลักษณ์ถึงจะจู๋จี๋กันได้ และถ้าอยากแต่งงานต้องขอความสมัครใจจากอีกฝ่าย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายขอผู้หญิง ถ้าตกลงพร้อมใจกันก็ต้องยื่นเรื่องกับทหารเพื่อขอแต่งงาน แล้วก็รองานแต่งงานหมู่แบบนี้

การแต่งงานในยุคเขมรแดงมีอีกแบบคือ ทหารจะจับคู่ชายหญิงให้เป็นสามีภรรยากัน โดยไม่ถามความสมัครใจ ถ้าถูกทหารบังคับ ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องแต่งงาน และใช้ชีวิตเป็นผัวเมียกัน

ucanews.com

ต้นเดือนกรกฎาคม คุณนาอิโตท้องเสียอยู่หลายวัน ที่นี่ไม่มีห้องน้ำให้เข้า เวลาปวดท้องเธอต้องถือพลั่ววิ่งไปขุดหลุมสำหรับหย่อนอึในไร่ พออึเสร็จต้องใช้ใบไม้เช็ดก้นแทนกระดาษทิชชู่ ช่วงนี้คุณนาอิโตสนิทกับผู้หญิงข้างบ้านที่ชื่อไซ เธอไปกินข้าวที่บ้านของไซบ่อยมาก จนไซชวนให้ไปอยู่ด้วย คุณนาอิโตตอบตกลงมาอยู่ที่บ้านของไซ ซึ่งบ้านหลังนี้มีไซและสามีของเธอที่ชื่อลิม น้องสาวของลิมชื่ออุณห์ และสามีของอุณห์ชื่อบุญ ซึ่งบุญเป็นอาสาสมัครคอยเป็นหูเป็นตาในหมู่บ้านแทนทหาร ตำแหน่งของบุญมีอำนาจหน้าที่หลายอย่าง

คุณนาอิโตท้องเสียมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม จนถึงกลางเดือนก็ยังไม่หาย ช่วงนี้มีคนเสียชีวิตเพราะท้องร่วงหลายคน คุณนาอิโตอยากรีบรักษาตัวเองให้หาย วันที่ 19 กรกฎาคม เธอยังท้องเสียไม่หยุด และไม่รู้ว่าเธอหายท้องเสียตอนไหน เพราะหยุดเขียนบันทึกไปนานถึง 3 เดือน เธอมาบอกทีหลังว่าช่วงนั้นกระดาษและดินสอหมด

คุณนาอิโตกลับมาเขียนบันทึกในวันที่ 19 ตุลาคม ช่วงนี้อากาศหนาวเย็นลง โรคไข้จับสั่นระบาด ทุกครอบครัวจะมีคนเป็นโรคนี้ 3-4 คน ช่วงนี้คุณนาอิโตได้ทำงานเลี้ยงหนอนไหม การทำงานของคนหนุ่มสาวลำบากขึ้น เพราะมีทหารมาคอยเฆี่ยนตี คุณนาอิโตบอกว่าทหารพวกนั้นไม่ได้มองชาวบ้านเป็นคนเหมือนกัน แต่มองเป็นสัตว์เลี้ยงของตัวเองมากกว่า

ช่วงวันคริสต์มาสคุณนาอิโตคิดถึงสมัยที่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น เธอบอกว่าเมื่อก่อนช่วงเทศกาลนี้เธอจะมีความสุขมาก เธอสวดอ้อนวอนพระเจ้าขอให้เธอได้กลับญี่ปุ่นภายในปีนี้ แต่พอเข้าปีใหม่ปี 1977 หรือ พ.ศ. 2520 เธอก็ยังต้องอยู่ที่กัมพูชาต่อไป

ช่วงต้นปีมีข่าวลือว่าต้องอพยพกันอีก แล้ววันที่ 25 มกราคม มี 16 ครอบครัวถูกสั่งให้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านโอ และวันต่อมาอีก 15 ครอบครัวต้องย้ายออกไป คุณนาอิโตไม่รู้ว่าจะถึงตาเธออพยพเมื่อไหร่ และช่วงนี้มีคำสั่งแปลก ๆ คือห้ามให้ชาวบ้านหุงข้าวทำอาหารกินกันเอง ทุกคนต้องมากินข้าวพร้อมกันเป็นเวลาที่โรงครัว โดยวันหนึ่งจะมีข้าวให้กิน 2 มื้อ คือตอน 11 โมง และ 5 โมงเย็น อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวของทุกคนถูกยึดเอาไปเป็นของส่วนกลางสำหรับใช้ในโรงครัว

ช่วงครึ่งปีแรกไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จนคุณนาอิโตคิดว่าแปลก ๆ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องภายในอะไรขึ้นในหมู่ทหาร คุณนาอิโตเลี้ยงหนอนไหม จนมันเป็นดักแด้และสาวใยมันออกมาเป็นเส้นไหม จากนั้นกลับไปทำงานมัดหญ้าคา แล้วเดือนมิถุนายนเธอได้รับงานใหม่เป็นการเลี้ยงหนู ต้องสับต้นกล้วยผสมกับรำข้าวและน้ำซาวข้าวให้หมูกินวันละสองเวลา

อาหารการกินช่วงนี้ไม่ดีเลย ตอนเช้าได้กินข้าวกับเกลือ ตอนเย็นได้กินแกงจืดใส่หมู ไซบ่นกับคุณนาอิโตว่า “พวกเรากินแต่เกลือ ทำงานหนัก ถ้าเป็นเมื่อก่อนในยามปกติ พวกเราทุกคนคงรวยกันหมดแล้ว ถ้าทำงานกันหนักขนาดนี้ ทำงานแต่ไม่ได้เงินแบบนี้ใครจะอยากทำ การที่บอกว่าทุกคนเสมอภาคกัน พวกคนจนคงจะชอบ ตอนนี้พวกทหารคนใหญ่คนโตต้องคิดหนักกันละ เพราะสถานการณ์อะไร ๆ ก็แย่ไปหมด”

จริง ๆ ตั้งแต่ต้นปีมีเสียงปืนใหญ่ เสียงปืนกลดังมาเป็นระยะจากที่ไกล ๆ แต่พอเข้าเดือนกรกฎาคม ชาวบ้านไม่กลัวเสียงพวกนี้แล้ว แต่กลับดีใจอยากให้กองทัพปลดแอกมาจัดการล้มพวกทหารเขมรแดง คุณนาอิโตได้คุยกับคนเขมรที่เคยเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส ทั้งสองคนคุยกันหลายเรื่องด้วยภาษาฝรั่งเศส โดยไม่ต้องกลัวว่าทหารเขมรแดงจะฟังรู้เรื่อง

ครูสอนภาษาฝรั่งเศสคนนั้นบอกกับคุณนาอิโตว่า “การสู้รบกำลังใกล้เข้ามาทุกที มาดามคงจะได้กลับญี่ปุ่นในปีนี้แน่”

อาหารการกินช่วงนี้แย่มาก กับข้าวมื้อเช้าบางวันเป็นแตงโมกับน้ำปลา บางวันเป็นแกงตัวเงินตัวทอง มีเสียงเครื่องบินบินผ่านท้องฟ้าทุกวัน ชาวบ้านพยายามหนีออกนอกประเทศ คุณนาอิโตได้ยินข่าวว่ามีคน 15 คนหลบหนี หนีรอดได้ 14 คน อีกหนึ่งคนที่เป็นคนแก่ถูกจับ ไม่รู้ว่าจะถูกทหารลงโทษยังไง

มีอาสาสมัครลาดตระเวนคนหนึ่งฆ่าตัวตาย ข่าวบอกว่าเขาแทงคอตัวเองตาย แต่ชาวบ้านเชื่อว่าเขาโดนทหารเขมรแดงฆ่า เพราะจับได้ว่าเป็นสายลับของซีไอเอ มีข่าวว่าในการสู้รบครั้งล่าสุด ทหารเขมรแดงตายไปถึงสองคันรถบรรทุก ในขณะที่ฝ่ายกองทัพปลกแอกตายไปแค่สองคนเท่านั้นเอง

ตอนกลางคืนมีการประชุม เจ้าหน้าที่แจ้งว่ากัมพูชาเคยมีประชากร 7 ล้านคน แต่ภายในเวลาสองปีครึ่งเหลือแค่ 6 ล้านคนเท่านั้น มีคนแอบมาบอกคุณนาอิโตว่าข้อมูลนี้ไม่จริง ที่จริงเหลือแค่ 3 ล้านคนเท่านั้น เดี๋ยวตอนท้ายผมจะ recap ว่ากัมพูชาเสียหายอะไรไปบ้างในช่วงยุคเขมรแดง

kvpr.org

11 กันยายน เวียดกงเริ่มโจมตีทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา กองทัพปลดแอกที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยระดมกำลังไว้ 20,000 คน พร้อมจะรุกมาจากทางทิศตะวันตกของกัมพูชา จะมีการประชุมกันที่กรุงเจนีวาเรื่องการแก้ปัญหาเขมรแดง ชาวบ้านลือกันว่าอีกสักสองเดือนทุกอย่างคงจบ ไม่ต้องทนลำบากอย่างนี้กันอีกแล้ว

ตอนนี้แม้แต่คนแก่ก็โดนเกณฑ์ไปทำนารวมแล้ว แต่คุณนาอิโตโชคดีที่ไม่ต้องไปตากแดด เพราะอยู่ในกลุ่มคนงานเก็บใบหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากนี้คุณนาอิโตยังสอนภาษาอังกฤษให้ลูกหลานคนจีน เธอมีลูกศิษย์ชื่อโฮและกิมลั้ง

23 ตุลาคม การปันส่วนอาหารลดเหลือข้าวสารวันละ 1 กระป๋องนมต่อ 4 คน แค่นี้คุณนาอิโตก็บอกว่าไม่พอกินกันแล้ว แต่วันที่ 31 เดือนเดียวกัน การปันส่วนยิ่งลดลงไปอีก เหลือข้าวสารวันละ 1 กระป๋องนมต่อ 8 คน ตอนกลางคืนชาวบ้านเลยต้องแอบขุดหาเผือกหามันมาเผากิน

8 พฤศจิกายน มีการประกาศว่าตอนนี้บ้านแต่ละหลังมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ไม่มีความเสมอภาคกัน จึงสั่งให้รื้อบ้านทุกหลัง และจะมีการจัดสรรที่ดินให้มีขนาดเท่ากัน

24 พฤศจิกายน มีการเปลี่ยนกลุ่ม คุณนาอิโตต้องย้ายจากครอบครัวของโฮ แล้วมาอยู่กับครอบครัวของโทล การประชุมที่เจนีวาผ่านไปนานแล้ว แต่ไม่มีชาวบ้านคนไหนรู้ผลการประชุม

4 มกราคม 1978 หรือ พ.ศ. 2521 ทหารเขมรแดงบุกค้นบ้านครอบครัวคนจีน แล้วยึดสมบัติทุกชิ้น โดนกันไป 12 ครอบครัว ครอบครัวของกิมลั้งก็โดนด้วย คุณนาอิโตบอกว่าทหารพวกนี้ใกล้จะเป็นโจรกันเข้าไปทุกที วันต่อมาคุณนาอิโตโดนชวนให้ไปกินข้าวที่บ้านของครอบครัวกิมลั้ง ยังมีข้าวสารเหลือรอดสายตาทหาร คนที่บ้านกิมลั้งพูดว่าเอาข้าวมาแบ่งกันกินให้หมด ดีกว่าโดนทหารพวกนั้นยึด

ระหว่างนี้ชาวบ้านหนีออกนอกประเทศกันอยู่เรื่อย ๆ คนที่หนีถูกตามจับกลับมาได้ทุกวัน ที่หมู่บ้านเว็นซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีคนอาศัยอยู่ 32 คน โดนจับไปแล้ว 30 คน

12 มิถุนายน ทหารของพลพตมาล้อมหมู่บ้าน ครอบครัวใหญ่ ๆ จำนวน 19 ครอบครัว รวมแล้วมี 157 คนถูกสั่งให้อพยพ โดยมีทหารคุมไปด้วยประมาณ 100 คน ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ หัวหน้ากลุ่มเป็นคนหนึ่งที่ต้องอพยพได้มาร่ำลาคุณนาอิโต เขาพูดว่า “เราคงไม่ได้พบกันอีก ขอให้คุณโชคดี ได้กลับญี่ปุ่น”

กลุ่มคนที่ต้องอพยพได้รับการปันส่วนข้าวมากเป็นพิเศษ พวกเขาทำอาหารกินกัน จากนั้นออกเดินทางด้วยการนั่งเกวียนจำนวน 6 เล่มเกวียน ท่ามกลางสายฝน ครึ่งชั่วโมงต่อมามีเกวียนเปล่า ๆ กลับมาที่หมู่บ้าน คนลากเกวียนเล่าให้ฟังว่า พอออกจากหมู่บ้านไปได้แค่ 300 เมตร ทหารก็บอกให้ชาวบ้านลงจากเกวียนเพื่อรอต่อรถบรรทุก แล้วให้ลากเกวียนกลับมา แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงรถบรรทุกเลย ระยะทาง 300 เมตรไม่ได้ไกลมาก ถ้ามีรถบรรทุกจริงก็น่าจะได้ยินเสียง

เช้าวันต่อมาทหารเอาจอบ เสียม และพลั่วของชาวบ้านมาคืน มีรอยเลือดและเส้นผมเป็นกระจุกติดอยู่ทุกอัน พอทหารออกไปจากหมู่บ้าน ชาวบ้านบางคนได้ออกไปดูจุดที่คนลากเกวียนบอกว่าได้ปล่อยให้ชาวบ้านที่ต้องอพยพลง พวกเขาเจอเสื้อผ้าเปื้อนดิน และรอยหลุมฝังกลบใหม่ ๆ

britannica.com

มีข่าวลือว่าจะมีการประหารชีวิตรอบที่ 2 โดยรอบนี้คนที่โดนคือข้าราชการของรัฐบาลเก่า หมอและครู ส่วนครั้งที่ 3 จะเป็นคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไปทั้งหมด ช่วงนี้ขาดแคลนอาหารหนัก ชาวบ้านได้กินแค่น้ำข้าว เลยต้องออกไปล่างู กบ เขียด หนูนา แมงป่อง กิ้งกือ หรือแมงมุมมาเป็นอาหาร

เพื่อนบ้านที่คุณนาอิโตเหลืออยู่ตอนนี้คือครอบครัวของกิมลั้ง ครูเรียงพ่อของกิมลั้งเคยเป็นเศรษฐีจากเมืองโทโมโป วันหนึ่งคุณนาอิโตพูดเล่นกับครูเรียงว่า “ครูมีลูกตั้งสิบคน ฉันไม่เหลือลูกสักคน ครูแบ่งลูกให้ฉันสักคนสิ”

ครูเรียงบอกว่า “ได้สิ ถ้าให้ไปอยู่ญี่ปุ่น ชีวิตต้องดีกว่าอยู่ที่เขมรแน่ ๆ” คุณนาอิโตถามว่า “แล้วจะให้ลูกคนไหน” ครูเรียงบอกว่า “กิมลั้ง ลูกสาวคนนี้เรียนจบแล้ว ตัวติดกับมาดามแจด้วย” ตั้งแต่นั้นมากิมลั้งก็เรียกคุณนาอิโตว่าแม่ และดูแลเอาใจใส่คุณนาอิโตมากยิ่งขึ้น กิมลั้งอายุ 20 ปีแล้ว คุณนาอิโตสัญญากับเธอว่า ถ้ากลับไปญี่ปุ่นจะหาหนุ่มญี่ปุ่นดี ๆ สักคนมาแต่งงานกับกิมลั้ง

31 ธันวาคม คุณนาอิโตใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านเมาได้ 2 ปีครึ่งแล้ว เธอบอกว่าชีวิตที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ แต่หลังจากนี้คงจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ครูเรียงมาชวนคุณนาอิโตให้หนีเข้าไทย ดีกว่ารอความตายอยู่ที่นี่ คุณนาอิโตออกเดินทางพร้อมกับครอบครัวของครูเรียง แต่หนีไม่สำเร็จ เจอทหารเขมรแดงเข้าซะก่อน แต่โชคดีที่ไม่มีใครถูกจับ และกลับมาตั้งหลักที่หมู่บ้านเมา

15 มกราคม 1979 หรือ พ.ศ. 2522 มีข่าวจากวิทยุว่าพนมเปญถูกปลดปล่อยแล้ว รัฐบาลพลพตสลายตัวแล้ว แต่ก็กระจายไปยังจุดต่าง ๆ ในตอนนี้กัมพูชายังไม่ได้ปลอดภัยทุกพื้นที่ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ คุณนาอิโตและครอบครัวครูเรียงอพยพมาอยู่ที่เมืองศรีโสภณ ที่นี่ทหารเวียดนามและกองทัพปลดแอกได้ยึดเมืองคืนได้แล้ว

vietnamplus.vn

คุณนาอิโตอยู่ที่เมืองศรีโสภณมา 3 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับญี่ปุ่นสักที ครูเรียงจะย้ายไปเมืองโทโมโปซึ่งบ้านเดิมเคยอยู่ที่นั่น คุณนาอิโตเลยเขียนจดหมายพร้อมรูปถ่ายฝากครูไป เนื้อหาในจดหมายเขียนไว้ว่า

ฉันชื่อ ยาสึโกะ นาอิโต เกิดวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เป็นชาวโตเกียว ขณะนี้อยู่ที่ศรีโสภณ ลูกและสามีตายหมดแล้ว ต้องอยู่คนเดียวในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด อยากจะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นโดยเร็วที่สุด ขอให้ผู้ที่ได้รับจดหมายฉบับนี้โปรดช่วยให้ได้เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นด้วย ฉันถือหนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้นายกเทศมนตรีเมืองศรีโสภณได้เก็บรักษาไว้ ขอให้นำจดหมายนี้ไปให้สถานทูตญี่ปุ่น เพื่อที่จะได้ดำเนินการให้ฉันเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนด้วย

16 มิถุนายน มีเจ้าหน้าที่มารับคุณนาอิโตไปยังเมืองเสียมเรียบ จากนั้นนั่งเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังพนมเปญ ในที่สุดคุณนาอิโตก็ได้กลับประเทศบ้านเกิด หลังจากติดอยู่ในกัมพูชาช่วงที่ถูกเขมรแดงยึดครองนานถึง 4 ปี คุณนาอิโตไม่ได้กลับญี่ปุ่นมา 11 ปีแล้ว มาถึงเธอก็ไปไหว้ศาลเจ้าหลายแห่ง


ผมขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับเขมรแดงให้เพื่อน ๆ ฟังแบบคร่าว ๆ ครับ เขมรแดงเรียกตัวเองว่า กองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตย (National Army of Democratic Kampuchea) ทั่วโลกรู้จักในชื่อ เขมรแดง (Khmer Rouge) มีผู้นำคือพลพต (Pol Pot) เขาได้รับทุนไปเรียนวิศวกรรมวิทยุที่ประเทศฝรั่งเศส แต่เรียนไม่จบ ตอนอยู่ที่ฝรั่งเศสเขาได้รู้จักกับแนวคิดมาร์กซิสต์ ได้รู้จักกับกลุ่มคนที่อยากปฏิวัติการปกครองของกัมพูชา จากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

พลพต ผู้นำเขมรแดง

พอกลับมากัมพูชา พลพตได้ทำงานเป็นครูสอนประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ชีวิตอีกด้านเขาได้รวบรวมพรรคพวกแอบก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอย่างลับ ๆ แอบเคลื่อนไหวเพื่อล้มเจ้าชายนโรดม สีหนุ ซึ่งปกครองกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น และช่วงปี 1960s เจ้าสีหนุได้พยายามกวาดล้างพวกคอมมิวนิสต์ จนพลพตและพรรคพวกต้องหนีเข้าป่า

วันที่ 18 มีนาคม 1970 หรือ พ.ศ. 2513 นายพลลอน นอล ได้ยึดอำนาจเจ้าสีหนุ จากนั้นเจ้าสีหนุได้หันไปจับมือกับศัตรูเก่าคือพลพต เพื่อให้พลพตนำกองทัพเขมรแดงไปยึดอำนาจจากนายพลลอน นอล เกิดเป็นสงครามกลางเมืองที่ทั้งสองฝ่ายแย่งอำนาจกัน จนในที่สุดฝ่ายเขมรแดงชนะในวันที่ 17 เมษายน 1975 หรือ พ.ศ. 2518 และพลพตประกาศว่าตั้งแต่วันนี้ไป กัมพูชาได้เข้าสู่ศักราชใหม่คือปีที่ 0

เป้าหมายของพลพตคือการสร้างสังคมเกษตรกรรมแบบคอมมิวนิสต์ มีสโลแกนว่า “ถ้าเรามีข้าว เราก็มีทุกอย่าง” ทันทีที่ยึดพนมเปญได้ เขมรแดงสั่งให้ชาวพนมเปญทั้งหมดอพยพออกจากเมือง เพื่อไปทำนารวมที่ชนบท พนมเปญที่เคยมีประชากรถึง 2.5 ล้านคน กลายเป็นเมืองร้างทันที

เขมรแดงได้ทำลายระบบสังคมแบบเดิม โดยการยกเลิกเงินตรา เงินเรียลของกัมพูชาไร้ค่าในทันที ห้ามประชาชนนับถือศาสนา พระสงฆ์ถูกจับสึกมาทำนารวม ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของประชาชนถูกยึด ยกเลิกระบบการศึกษา สั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ยกเลิกการแพทย์สมัยใหม่แบบตะวันตก สั่งปิดโรงพยาบาลแล้วหันมาใช้ยาสมุนไพรแทน

จัดการแต่งงานหมู่ โดยจับคู่ชายหญิงที่ไม่เคยรู้จักกันให้มาแต่งงานพร้อมกันทีละหลายร้อยคู่ เพื่อผลิตลูกหลานให้มาเป็นแรงงาน ตัดขาดประเทศจากโลกภายนอก ห้ามประชาชนเดินทาง ระบบโทรศัพท์ วิทยุ และไปรษณีย์ถูกตัดขาด จะเรียกกัมพูชาในยุคนี้ว่าเป็นคุกขนาดใหญ่ก็ไม่ผิดครับ

เขมรแดงมองว่าเหล่าปัญญาชนคือศัตรู คนที่เป็นหมอ ครู อาจารย์ หรือแม้แต่เป็นคนที่สวมแว่นตาจะถูกเขมรแดงนำไปฆ่า จากเดิมที่กัมพูชามีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน ในยุคเขมรแดงมีคนเสียชีวิตไปมากถึง 3 ล้านคน แทบจะครึ่งประเทศครับ

พลพตเป็นคนที่คลั่งชาติมาก ช่วงที่เขามีอำนาจ เขาต้องการทวงคืนดินแดนกัมพูชาที่ถูกเวียดนามยึดไปในอดีต คอยแหย่เวียดนามอยู่เรื่อย ๆ พยายามโจมตีหมู่บ้านชาวเวียดนามที่อยู่ใกล้ชายแดนกัมพูชา ช่วงนั้นมีชาวเวียดนามเสียชีวิตไปหลายคน จนรัฐบาลเวียดนามมองว่าเขมรแดงเป็นภัยคุกคาม

ในวันที่ 25 ธันวาคม 1978 หรือ พ.ศ. 2521 กองทัพเวียดนามกว่า 150,000 นาย พร้อมกองกำลังกัมพูชาฝ่ายต่อต้านที่นำโดยอดีตเขมรแดงผู้แปรพักตร์อย่าง เฮง สัมริน และ ฮุน เซน ได้บุกโจมตีเขมรแดงแบบสายฟ้าแลบ ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ กองทัพเขมรแดงก็แตก ยึดกรุงพนมเปญกลับคืนมาได้สำเร็จครับ

หลังพ่ายแพ้ พลพตได้หลบหนี และเสียชีวิตขณะหลับด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในวันที่ 15 เมษายน 1998 หรือ พ.ศ. 2541 โดยมีข่าวลือว่าอาจเป็นการฆ่าตัวตายโดยการกินยาเกินขนาด หรือถูกพวกเดียวกันวางยาพิษ ร่างของเขาถูกเผาอย่างอนาถาบนกองยางรถยนต์เก่า

ร่างของพลพตถูกเผาอย่างอนาถ

ชีวิตของพลพตย้อนแย้งเหมือนกันนะครับ ฟังจากแนวคิดของเขาในช่วงที่เป็นผู้นำเขมรแดง คงคิดว่าเขาเข้าใจหัวอกชนชั้นรากหญ้า ผู้ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงเหมือนคนในเมืองหลวง แสดงว่าเขาต้องเติบโตมาในชนชั้นรากหญ้าแน่ ๆ เลย

แต่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ พ่อของพลพตเป็นเศรษฐีเจ้าของที่นาขนาดใหญ่ มีควายไว้ใช้งานหลายตัว แถมครอบครัวของเขายังใกล้ชิดกับคนในวัง พี่สาวของเขาชื่อว่า เมิก ได้ถวายตัวเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ และพี่ชายของเขาชื่อ ลอธ ก็รับราชการในสำนักพระราชวัง พลพตได้มาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงพนมเปญกับพี่ชายตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนคาทอลิก ได้ทุนไปเรียนที่ฝรั่งเศส โอกาสในชีวิตของเขาเหนือกว่าชาวกัมพูชาในยุคนั้นมาก ๆ เรียกว่าเป็นชนชั้นอีลีทก็ได้นะ

ว่ากันว่าที่พลพตเกลียดกลุ่มคนปัญญาชนซะเหลือเกิน เป็นเพราะตัวเองเรียนไม่เก่ง ได้ทุนไปเรียนวิศวกรรมวิทยุที่ฝรั่งเศสก็จริง แต่ไม่รู้ว่าได้มาวิธีไหน เรียนที่นั่นก็สอบตกแล้วสอบตกอีก จนโดนยึดทุนคืน ซึ่งอาจเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เขามีทัศนคติเกลียดชังผู้มีความรู้ในเวลาต่อมาครับ


ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาแบบสรุปจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร ซึ่งเนื้อหาเป็นบันทึกของคุณยาสึโนะ นาอิโต ตอนนี้สำนักพิมพ์ผีเสื้อนำหนังสือเล่มนี้กลับมาตีพิมพ์ซ้ำ หาซื้อไม่ยากแล้วครับ เพื่อน ๆ สนใจสามารถหามาอ่านได้ครับ ราคา 364 บาท มีแบบ ebook ขายด้วยนะครับ และ ep นี้เป็น ep ที่ผมทำการบ้านเพิ่มเติมมากที่สุด ตั้งแต่ทำพอดแคสต์สรุปหนังสือมา ผมเพิ่งเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ยุคเขมรแดง ถ้าข้อมูลใน ep นี้ผิดพลาดต้องขออภัยเพื่อน ๆ ด้วยนะครับ

สนใจหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/6VI7k9iMpg
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Of Mice and Men: เพื่อนยาก – มิตรภาพและความฝันของคนยากจนที่ไม่อาจเป็นจริง

ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ เพราะแสตมป์ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเล็กที่มีกาวด้านหลัง แต่มันคือจดหมายเหตุขนาดจิ๋วที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศ ทั้งยังเป็นตัวแทนกระจายความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านซองจดหมายที่วิ่งว่อนมาแล้วกว่า 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5...

Related Articles

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

คิดมากไปทำไม ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยทำพลาดเลย แค่รู้ประวัติศาสตร์ ก็หายขาดจากความกลุ้มใจได้แล้ว

เพื่อน ๆ กำลังทุกข์ใจและเหนื่อยที่ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้มากเกินไปอยู่หรือเปล่าครับ กำลังรู้สึกแย่ที่ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า สังคมทุกวันนี้มีสารพัดเรื่องให้กลุ้มใจ แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดบ้างไหมครับว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ เคยมีคนอื่นเจอมาก่อนเราหรือเปล่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลักชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านเรื่องราวมากมาย พวกเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ...

วัฒนธรรมคำจีน จากกงสีถึงอั่งเปา คำยืมที่เล่าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-จีน

ปี พ.ศ. 2568 เป็นวาระครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงคนไทยและคนจีนมีความเชื่อมโยงกันมากว่า 2,000 ปีแล้ว โดยมีหลักฐานโบราณบ่งบอกว่าดินแดนแถบบ้านเรามีการค้าขายกับแผ่นดินจีนมาตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น การค้าขายกับจีนสร้างความมั่งคั่งให้กับกรุงศรีอยุธยาและเมืองท่าต่าง ๆ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!