พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

Share

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who Sold His Ferrari พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต เขียนโดยโรบิน ชาร์มา

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือพัฒนาตัวเอง แต่นำเสนอในรูปแบบของนิยายครับ ผ่านการสนทนาของสองตัวละครคือ จอห์น ทนายหนุ่มที่กำลังไขว่คว้าหาความสำเร็จในชีวิต และจูเลียน ทนายอาวุโสผู้ประสบความสำเร็จที่มีพร้อมทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่หลังจากเขาหัวใจวายคาห้องพิจารณาคดีและรอดชีวิตมาได้ เขาก็ตัดสินใจขายสมบัติทุกชิ้น และตัดขาดจากสังคมไปเรียนรู้ปรัชญาจากพระป่าบนเทือกเขาหิมาลัยที่ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นก็มาแบ่งปันปัญญาที่ได้เรียนรู้ให้จอห์นฟัง เพื่อไม่ให้จอห์นเลือกทางเดินชีวิตผิด เพราะจูเลียนมองจอห์นแล้วเหมือนเห็นตัวเองตอนหนุ่ม


ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้นำเสนอ 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต โดยทั้ง 7 หลักการนี้ถูกแปลงเป็นสัญลักษณ์อยู่ในนิทานหนึ่งเรื่องครับ แล้วจูเลียนจะอธิบายแต่ละสัญลักษณ์ไปทีละอย่าง โดยนิทานที่ว่ามีเนื้อหาดังนี้ครับ

ในสวนสวยอันเขียวชอุ่ม เต็มไปด้วยดอกไม้ที่งดงาม สวนแห่งนี้เงียบสงบ มีประภาคารสูงสีแดงตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน ทันใดนั้นประตูของประภาคารก็เปิดออก แล้วนักซูโม่ชาวญี่ปุ่นก็เดินอาด ๆ เข้ามาในสวน นักซูโม่คนนั้นแทบจะล่อนจ้อน มีเพียงเชือกคาดปิดส่วนลับของเขาเอาไว้เท่านั้น

ขณะที่นักซูโม่เดินไปรอบ ๆ สวน เขาพบนาฬิกาสีทองอร่ามที่มีคนทิ้งไว้ เขาหยิบนาฬิกาขึ้นมาสวมแล้วล้มกระแทกพื้นเสียงดัง นักซูโม่นอนหมดสติอยู่ตรงนั้น เขานิ่งไปนาน แต่แล้วก็ได้สติขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมของกุหลาบที่บานสะพรั่งอยู่ใกล้ ๆ

เมื่อรู้สึกมีพลังแล้ว นักซูโม่ก็รีบลุกขึ้นยืนและหันมองไปทางซ้ายก่อนจะตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น หากมองทะลุแนวพุ่มไม้ไป จะเห็นทางเดินคดเคี้ยวทอดยาวที่ปูด้วยเพชรระยิบระยับนับล้าน บางอย่างกระตุ้นให้เขาเดินไปตามเส้นทางนั้น และมันพาเขาไปสู่ความสุขชั่วนิจนิรันดร์

สัญลักษณ์แทน 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ได้แก่

  1. สวน
  2. ประภาคาร
  3. นักซูโม่
  4. เชือก
  5. นาฬิกา
  6. ดอกกุหลาบ
  7. ทางเดินที่ประดับด้วยเพชร

มาดูกันครับว่าแต่ละสัญลักษณ์สอนอะไรเกี่ยวกับชีวิตให้เราบ้าง


ปรัชญาแรกคือสวน สวนในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงจิตใจ ถ้าเราตั้งใจเพาะเม็ดพันธุ์ต้นไม้และดอกไม้สวย ๆ คอยดูแลไม่ให้วัชพืชขึ้น เราก็จะได้สวนที่อุดมสมบูรณ์ จิตใจของคนเราก็เหมือนกันครับ ถ้าอยากมีจิตใจที่สมบูรณ์ เราต้องอนุญาตให้แต่สิ่งดี ๆ เข้ามาเท่านั้น ห้ามปล่อยให้ความคิดลบเข้ามาในจิตใจเด็ดขาด

มนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาจากสิ่งเดียวกัน ประกอบขึ้นจากเลือดเนื้อและกระดูกเหมือนกัน แต่บางคนกลับใช้ชีวิตได้อย่างมีศักยภาพและมีความสุขในทุก ๆ วัน เป็นเพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นมองโลกในแง่บวกครับ

ปกติคนทั่วไปมักมีความคิดเฉลี่ยวันละ 60,000 ความคิด แต่กว่า 95% ของความคิดเหล่านั้นคือความคิดเดิมของเมื่อวานครับ การคิดลบเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวันจะติดเป็นนิสัย คนเหล่านี้เป็นทาสของอดีต ยังหมกมุ่นอยู่กับปมในวัยเด็ก ยังเสียอารมณ์กับพนักงานที่บริการผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ความคิดเหล่านี้กำลังปล้นพลังงานจากพวกเขาไปครับ

คุณภาพชีวิตของเราขึ้นอยู่กับคุณภาพของความคิด แม้เราจะควบคุมลมฟ้าอากาศ สภาพการจราจร หรืออารมณ์ของคนรอบตัวในแต่ละวันไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมจิตใจหรือความคิดของตัวเองที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นได้ครับ ทุกคนมีอำนาจกำหนดสิ่งที่ตัวเองคิดในทุกชั่วขณะ ความสามารถนี้แหละครับที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

ชีวิตไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความผิดพลาด มีแต่สิ่งที่เรียกว่าบทเรียน ประสบการณ์แย่ ๆ ไม่มีอยู่จริง มีแต่โอกาสในการเรียนรู้ เติบโต และก้าวไปข้างหน้า การต่อสู้ดิ้นรนทำให้เราแข็งแกร่ง เราต้องฝึกจิตใจให้พร้อมรับมือกับความทุกข์ เลิกตัดสินสิ่งต่าง ๆ ว่าดีหรือแย่ แล้วสัมผัสประสบการณ์จากสิ่งนั้นด้วยความยินดี ทุกเหตุการณ์มอบบทเรียนให้เราเสมอ บทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะช่วยพัฒนาเราทั้งจากภายนอกและภายในครับ


ปรัชญาที่สองคือประภาคาร ในนิทานเล่าว่าสวนที่สวยงามมีประภาคารตั้งอยู่โดดเด่น ประภาคารในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเป้าหมายของชีวิต หนังสือบอกว่าคนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายครับ คนที่รู้แจ้งอย่างแท้จริงจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต ทั้งด้านวัตถุ ร่างกาย และจิตวิญญาณ หากเราจัดลำดับความสำคัญและกำหนดเป้าหมายทุกด้านของชีวิตได้อย่างชัดเจน เราจะเหมือนมีประภาคารที่คอยส่องแสงนำทางว่าควรใช้ชีวิตมุ่งหน้าไปทางไหน

บางคนคิดว่ายิ่งทำงานน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น แต่หนังสือบอกว่าความสุขที่ยั่งยืนเกิดจากการพยายามบรรลุเป้าหมายอยู่เสมอ และมุ่งสู่จุดหมายของชีวิตด้วยความมั่นใจ หากไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิต แม้จะเก่งสักแค่ไหนก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ นักธนูที่ยิงแม่นไม่เคยพลาดเป้า แต่หากเขาถูกปิดตา ไม่มีโอกาสได้เล็ง เขาก็ไม่มีทางยิงเข้าเป้าได้ครับ

เมื่อตั้งเป้าหมายให้ชีวิตได้แล้ว หนังสือได้แนะนำ 5 เทคนิคในการบรรลุเป้าหมายให้สำเร็จไว้ดังนี้ครับ

1. จินตนาการถึงผลลัพธ์ให้ชัดเจน

ถ้าเป้าหมายคือการลดน้ำหนัก ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาให้จินตนาการภาพตัวเองผอมเพรียว สุขภาพดี เต็มไปด้วยพลัง การนึกภาพตัวเองไปถึงเป้าหมาย ช่วยเปิดโอกาสให้ไปถึงเป้าหมายได้จริง ๆ

2. สร้างแรงกดดันเชิงบวก

คนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเจอแรงกดดันในตอนที่ตัวเองหลังชนฝาหรือถูกสถานการณ์บีบบังคัง พวกเขาจะรีดศักยภาพของตัวเองออกมา เราสามารถสร้างแรงกดดันเชิงบวกมาช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ครับ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการบอกเป้าหมายของเราให้คนอื่นรู้ พอคนรู้กันทั่วแล้ว เราจะอยากรีบทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ เพราะไม่อยากเป็นคนล้มเหลวในสายตาของคนอื่นครับ

3. ตั้งเดดไลน์

เป้าหมายจะสำเร็จได้ต้องตั้งเดดไลน์ให้ชัดเจน เหมือนตอนเราอ่านหนังสือสอบ เราจะอ่านวิชาที่กำลังจะสอบ ก่อนวิชาที่ครูประจำวิชายังไม่ได้บอกว่าจะสอบวันไหน

4. สร้างนิสัยใหม่

หากอยากทำอะไรสักอย่างให้ติดเป็นนิสัย เราต้องทำสิ่งนั้นทุกวันติดต่อกัน 21 วัน เพื่อให้กลายเป็นนิสัย หากทำได้สิ่งนั้นก็จะเป็นนิสัยติดตัวเรา โดยที่เราไม่ต้องฝืนทำมันอีกต่อไป แถมบางครั้งเราอาจทำมันไปแบบอัตโนมัติ เหมือนตอนเช้าที่เราลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำ หยิบแปรงสีฟันมาแปรงฟันเหมือนร่างกายเคลื่อนไหวไปเองได้ โดยไม่ต้องใ้ช้สมองคิดอะไรเลย

5. ใช้ชีวิตให้สนุก

ในตอนที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายของตัวเอง อย่าลืมใช้ชีวิตให้มีความสุข สดใสร่าเริง อย่ามองข้ามความสวยงามในแต่ละวันของชีวิต อยู่กับปัจจุบัน รู้จักช่วยเหลือคนอื่น แล้วคนอื่นจะช่วยเหลือเรากลับคืนมาครับ


ปรัชญาที่สามคือนักซูโม่ ในสวนที่สวยงามมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง ประตูของประภาคารเปิดออก แล้วมีนักซูโม่เดินออกมา นักซูโม่ในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงแนวคิดที่เรียกว่าไคเซ็น (kaizen) ซึ่งเป็นคำในภาษาญี่ปุ่น แปลว่าการพัฒนาทีละเล็กละน้อยอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอครับ

หนังสือบอกว่าสิ่งที่ฉุดรั้งให้เราไม่พัฒนาตัวเอง แล้วปล่อยให้ตัวเองย่ำอยู่ที่เดิมคือความกลัวครับ เมื่อเกิดความกลัวขึ้น เราจะไม่กล้าลงมือทำ แต่ถ้าเอาชนะความกลัวได้ เราจะได้ควบคุมชีวิตของตัวเอง ซึ่งวิธีเอาชนะความกลัวคือการลงมือทำสิ่งนั้น บางคนกลัวการพูดต่อหน้าคนมาก ๆ พยายามเลี่ยงทุกทางเพื่อไม่ให้ต้องเจอกับคนเยอะ ๆ ถ้าอยากพัฒนาทักษะการพูดในที่สาธารณะ ก็ต้องค่อย ๆ ฝึกพูด และเพิ่มความกล้าให้ตัวเองทีละนิด ตอนแรกอาจรู้สึกฝืนตัวเอง ไม่มีความสุข แต่ระยะยาวถ้าพัฒนาตัวเองสำเร็จ เราจะกลายเป็นคนมีความสุขครับ

หนังสือได้ให้แนวทางการพัฒนาศักยภาพของตัวเองเอาไว้ 10 ข้อ ถ้าเราฝึกจนทำเป็นนิสัยได้ทุกวัน เราจะมีสุขภาพแข็งแรง มีพลังทำอะไรหลายอย่าง มีความสุข และมีจิตใจที่สงบครับ ทั้ง 10 ข้อ ได้แก่

  1. ปลีกวิเวกอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ วันละอย่างน้อย 15 นาที เพื่อรีเซตจิตใจที่ว้าวุ่น
  2. ขยับร่างกายให้เลือดได้หมุนเวียน ออกกำลังกายอย่างน้อย 5 ชม./สัปดาห์
  3. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เน้นพืช ลดเนื้อแดง งดอาหารแปรรูป
  4. เพิ่มพูนความรู้ อ่านหนังสือวันละ 30 นาที และต้องเลือกอ่านหนังสือที่มีประโยชน์
  5. เขียนไดอารีเพื่อทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง อารมณ์ความรู้สึกในวันนี้เป็นยังไง
  6. ตื่นนอนพร้อมดวงอาทิตย์ และออกไปรับแสงแดดในยามเช้า
  7. ฟังดนตรีวันละนิด เพราะเสียงดนตรีช่วยบำบัดจิตใจ และช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้
  8. พูดกับตัวเองทุกเช้า ด้วยถ้อยคำที่อยากให้ตัวเองเป็นในวันนี้ เช่น “ฉันแข็งแกร่ง ฉันทำได้ ฉันใจเย็น”
  9. ใช้ชีวิตให้สดใส รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น ถ่อมตน ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ
  10. ให้ความสนใจแค่กับสิ่งที่สำคัญและมีความหมายต่อเราเท่านั้น

ปรัชญาที่สี่คือเชือก ในสวนที่สวยงามมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง ประตูของประภาคารเปิดออก แล้วมีนักซูโม่เดินออกมาในสภาพแทบล่อนจ้อน แต่มีเชือกปิดส่วนลับเอาไว้ เชือกในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมีวินัยครับ หากลองสังเกตเราจะเห็นว่าเชือกหนึ่งเส้นประกอบด้วยเชือกเส้นเล็ก ๆ พันกันเป็นเกลียว แต่ละเส้นบอบบางและขาดง่ายเมื่ออยู่เดี่ยว ๆ แต่ถ้าเชือกเส้นเล็ก ๆ อยู่รวมกัน มันก็จะทนและแข็งแกร่งครับ

การจะคุมตัวเองให้เป็นคนมีจิตใจแน่วแน่ก็คล้ายกันครับ เราต้องเริ่มจากทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสร้างวินัย เมื่อทำจนเป็นกิจวัตร สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นก็จะสะสมจนกลายเป็นความแข็งแกร่งจากภายใน มีพลังใจเมื่อชีวิตเจอกับอุปสรรค

การควบคุมตัวเองให้มีวินัย ช่วยให้เราทำเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จได้ การฝึกวิ่งเพิ่มขึ้นวันละ 1 กม. ช่วยให้เราเข้าเส้นชัยในงานวิ่งมาราธอนได้สำเร็จ และหนังสือบอกว่าวิธีเตรียมตัวและฝึกฝนของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป เราไม่จำเป็นต้องพยายามแข่งกับคนอื่น ขอแค่ชนะตัวเองในอดีตได้ก็เพียงพอแล้วครับ


ปรัชญาที่ห้าคือนาฬิกา ในสวนที่สวยงามมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง ประตูของประภาคารเปิดออก แล้วมีนักซูโม่เดินออกมาในสภาพแทบล่อนจ้อน แต่มีเชือกปิดส่วนลับเอาไว้ เขาหยิบนาฬิกาที่มีคนทำตกไว้ขึ้นมาสวม นาฬิกาในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือเวลานั่นเองครับ

เวลาเป็นสิ่งที่ไหลผ่านไปแล้วไหลผ่านไปเลย คนที่ใช้เวลาอย่างชาญฉลาดตั้งแต่อายุยังน้อยจะได้ผลตอบแทนเป็นชีวิตที่น่าพึงพอใจ เวลาคือสิ่งที่พวกเราทุกคนมีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย คนไทย หรือคนอเมริกาที่อยู่อีกซีกโลกก็ล้วนมีเวลาคนละ 24 ชม. ในหนึ่งวันเท่ากัน

การบริหารเวลาได้ยอดเยี่ยม ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดและต้องกลายเป็นคนบ้างาน ในทางกลับกันคนที่บริหารเวลาได้เก่ง คือคนที่จัดสรรเวลาสำหรับทำสิ่งที่ตัวเองรักและสำคัญได้ หากควบคุมเวลาได้ เราก็จะควบคุมชีวิตของตัวเองได้ครับ

หนังสือชวนให้เราเลิกยึดติดกับรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ ลองไปทำงานให้เร็วขึ้นสัก 1 ชม. เพื่อที่จะมีเวลาไปเดินเล่นในสวนที่อยู่ใกล้ออฟฟิศ หรือทำงานเพิ่มขึ้น 2-3 ชม. ในช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อที่วันศุกร์จะได้เลิกงานเร็ว มีเวลาไปกินข้าวหรือทำกิจกรรมกับคนในครอบครัว และลองสละเวลาตอนกลางคืนของวันอาทิตย์ เพื่อวางแผนสิ่งที่จะทำทั้งสัปดาห์ดูครับ

หนังสือยังบอกให้เรารู้จักปฏิเสธคนบ้าง กล้าปฏิเสธเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญ เพื่อให้มีเวลาไปทำเรื่องที่ใหญ่กว่า ไม่จำเป็นต้องรับโทรศัพท์ทันทีที่มันดัง โทรศัพท์มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ได้มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนอื่น คนอื่นจะเคารพเรามากขึ้น เมื่อเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเวลา คนอื่นจะตระหนักว่าเวลาของเรามีค่าและให้ความสำคัญกับมันเช่นกันครับ


ปรัชญาที่หกคือดอกกุหลาบ ในสวนที่สวยงามมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง ประตูของประภาคารเปิดออก แล้วมีนักซูโม่เดินออกมาในสภาพแทบล่อนจ้อน แต่มีเชือกปิดส่วนลับเอาไว้ เขาหยิบนาฬิกาที่มีคนทำตกไว้ขึ้นมาสวม แล้วได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนครับ

สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า “มือที่ยื่นกุหลาบให้ผู้อื่น ย่อมมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดอยู่เสมอ” การที่เราตั้งใจทำสิ่งที่ช่วยพัฒนาชีวิตของคนอื่น ก็เท่ากับเราได้ยกระดับชีวิตของตัวเองทางอ้อมไปด้วย การมีน้ำใจกับผู้อื่นในทุก ๆ วัน จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่าและมีความหมาย

หนังสือบอกว่าการให้ คือการปลดเปลื้องพันธนาการแห่งตัวตน มันคือการเลิกยึดติดกับตัวเอง แล้วหันมาสนใจเป้าหมายที่ใหญ่กว่า การทำความดีเพื่อคนอื่นอาจเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่สุด ๆ อย่างการสละเวลาหนึ่งปีเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ หรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการกล่าวชมคนอื่นอย่างจริงใจ


ปรัชญาสุดท้าย ปรัชญาที่เจ็ดคือทางเดินที่ประดับด้วยเพชร ในสวนที่สวยงามมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง ประตูของประภาคารเปิดออก แล้วมีนักซูโม่เดินออกมาในสภาพแทบล่อนจ้อน แต่มีเชือกปิดส่วนลับเอาไว้ เขาหยิบนาฬิกาที่มีคนทำตกไว้ขึ้นมาสวม แล้วได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบ นักซูโม่มองออกไปนอกสวนเห็นทางเดินประดับด้วยเพชรทอดยาวออกไป ทางเดินประดับด้วยเพชรในนิทานเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการอยู่กับปัจจุบันครับ

หนังสือบอกว่าชีวิตของเราจะเต็มไปด้วยความสุข และมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเราอยู่กับปัจจุบัน อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตคือจินตนาการที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้ จงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและดื่มด่ำมันให้เต็มที่

การทำตามเป้าหมายที่วางไว้ คือหนทางที่พาเราไปสู่ชีวิตที่ตัวเองพึงพอใจ แต่สิ่งที่ต้องจำเอาไว้คือ ความสุขอยู่ระหว่างทาง ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางครับ จงใช้ชีวิตเพื่อวันนี้ เพราะไม่มีวันไหนเหมือนวันนี้อีกแล้วครับ

ทางเดินที่ปูด้วยเพชรสอนเราว่า เส้นทางที่เรากำลังเดินทางไปเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า อย่าใช้เวลามากมายหมดไปกับการตามหาความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต จนละเลยความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ระหว่างทาง ทำสิ่งต่าง ๆ ให้ช้าลงบ้าง เพลิดเพลินกับความสวยงามที่อยู่รอบตัว


สรุปหลักปรัชญาทั้ง 7 ข้อจากในหนังสือ

  1. บ่มเพาะจิตใจที่สมบูรณ์ ไม่ปล่อยให้ความคิดลบเข้ามาในจิตใจ
  2. เขียนเป้าหมายในชีวิตออกมาให้ชัดเจน
  3. ฝึกฝนวันละเล็กละน้อยอย่างสม่ำเสมอ
  4. สร้างวินัย ฝึกตัวเองให้เป็นคนแน่วแน่
  5. ตระหนักถึงความสำคัญของเวลา จัดลำดับความสำคัญของแต่ละอย่างในชีวิต
  6. ทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
  7. อยู่กับปัจจุบัน เพลิดเพลินกับความสวยงามระหว่างทางของชีวิต

ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาแบบสรุปจากหนังสือ พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต เล่มนี้คือหนังสือพัฒนาตัวเองที่อยู่ในรูปแบบของนิยาย ซึ่งยุคนั้นนิยมนำเสนอแนวนี้กันครับ มีหนังสือดัง ๆ อีกเล่มอย่าง Who Moved My Cheese? ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ก็เป็นเรื่องแต่งที่สอนให้เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง แต่เล่มนั้นสั้นครับ และประเด็นที่นำเสนอมีไม่เยอะ แต่เล่มนี้ค่อนข้างยาว พอนำเสนอแบบนิยายที่ตัวละครพูดคุยกันทำให้รู้สึกเวิ่นเว้อ มีน้ำเข้ามาผสมเยอะ แทนที่จะพูดถึงเนื้อเน้น ๆ แบบหนังสือพัฒนาทั่วเองทั่วไป

แต่ประเด็นในหนังสือน่าสนใจและมีประโยชน์มากนะครับ บางประโยคจุดไฟให้อยากตั้งใจทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ บางประโยคอาจจะเคยผ่านตามาบ้าง เพราะเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1999 โน่น อาจจะโดนนักเขียนคนอื่นหยิบยืมเนื้อหาไปพูดถึงซ้ำ สำหรับผมแล้วพระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต เป็นหนังสือที่ดีครับ ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านอย่างละเมียดละไม อ่านไปทบทวนชีวิตตัวเองไปด้วย ถ้าสนใจสามารถหาซื้อมาอ่านได้ครับ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 275 บาท

สนใจหนังสือ พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee: https://s.shopee.co.th/5q2QwsLicv
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Of Mice and Men: เพื่อนยาก – มิตรภาพและความฝันของคนยากจนที่ไม่อาจเป็นจริง

ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ เพราะแสตมป์ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเล็กที่มีกาวด้านหลัง แต่มันคือจดหมายเหตุขนาดจิ๋วที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศ ทั้งยังเป็นตัวแทนกระจายความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านซองจดหมายที่วิ่งว่อนมาแล้วกว่า 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5...

Related Articles

บทเรียนจากคนเหล็ก 7 ข้อคิดการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จฉบับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์

การได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ชีวิต โดยที่เราไม่ต้องรอให้พบเจอด้วยตัวเอง ยิ่งคนนั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตมานาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ บทเรียนจากชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งมีคุณค่า ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ Be Useful: Seven...

คิดมากไปทำไม ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยทำพลาดเลย แค่รู้ประวัติศาสตร์ ก็หายขาดจากความกลุ้มใจได้แล้ว

เพื่อน ๆ กำลังทุกข์ใจและเหนื่อยที่ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้มากเกินไปอยู่หรือเปล่าครับ กำลังรู้สึกแย่ที่ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า สังคมทุกวันนี้มีสารพัดเรื่องให้กลุ้มใจ แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดบ้างไหมครับว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ เคยมีคนอื่นเจอมาก่อนเราหรือเปล่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลักชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านเรื่องราวมากมาย พวกเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

โลกหมุนด้วยความหวัง เรื่องราวการต่อสู้ของคนที่ไม่ยอมแพ้และไม่เคยหมดหวัง

ในประวัติศาสตร์มีหลายเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และความโหดร้าย แต่ช่วงเวลามืดมนเหล่านี้ก็ยังมีแสงสว่างเล็ก ๆ ที่เรียกว่าความหวังส่องประกายอยู่ ความหวังเป็นแรงขับเคลื่อนให้มนุษย์ยังคงยืนหยัด และก้าวเดินต่อไปได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้ จะมาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!