Header Ads

Elevation น้ำหนักสุดท้ายของ สกอตต์ แลรี่ย์ - เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้มาถึง เราต้องทำใจยอมรับ

Elevation น้ำหนักสุดท้ายของ สกอตต์ แลรี่ย์ - เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้มาถึง เราต้องทำใจยอมรับ

สกอตต์ แลรี่ย์ เป็นชายวัย 40 ต้น ๆ ที่แยกทางกับเมีย เขาทำอาชีพรับออกแบบเว็บไซต์ อาศัยอยู่ในเมืองแคสเซิลร็อก (เมืองในจินตนาการของสตีเฟ่น คิง มักปรากฎในนิยายหลายเรื่องของเขา) เขาเป็นชายรูปร่างอ้วนพลุ้ย มีพุงยื่นของมาล้นเข็ดขัด แล้ววันหนึ่งสกอตต์ก็สังเกตเห็นว่าตัวเองน้ำหนักค่อย ๆ ลด แต่รูปร่างยังเท่าเดิม น้ำหนักของเขามันจะลดลงไปถึงจุดไหน

เห็นเรื่องย่อแล้วทำให้นึกถึงนิยายเรื่อง สาปสยองยิปซี ผลงานเก่าของสตีเฟ่น คิง ที่ตัวเอกถูกยิปซีสาปให้ผอมแห้งลงเรื่อย ๆ แต่เรื่อง Elevation นี้ต่างออกไปตรงที่ตัวเอกน้ำหนักลด แต่ยังดูอ้วนเท่าเดิม และนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายสยองขวัญ ตามแนวของนักเขียนที่เราคุ้นเคย

ส่วนตัวนั้นผมชื่นชอบงานเขียนของสตีเฟ่น คิง เพราะมีแนวคิดแปลดใหม่ไม่ซ้ำใคร และสามารถสร้างบรรยากาศได้เย็นยะเยือกดี ถ้าได้อ่านนิยายสยองขวัญของเขาตอนฝนตก อากาศกำลังเย็น ๆ นี่โคตรได้ฟีล แต่ข้อเสียของงานเขียนของสตีเฟ่น คิง คือการเล่าเรื่องที่เนิบนาบ เวิ่นเว้อ บางครั้งก็เหมือนพายเรือในอ่าง หรือพาคนอ่านออกนอกประเด็น

แต่หนังสือเล่มนี้คุณลืมสไตล์การเล่าเรื่องแบบนั้นไปได้เลย ด้วยจำนวนหน้าประมาณ 120 กว่าหน้า เนื้อหาเลยกระชับ ตัวละครไม่เยอะ ประเด็นที่สื่อก็มีเพียงไม่กี่ประเด็น หลัก ๆ ที่ผมจับความได้ก็ประเด็นเรื่องการลองทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้ การเอาชนะใจตัวเอง การเผื่อแผ่น้ำใจให้คนรอบข้าง

อ่านจบแล้วประทับใจนะกับเล่มนี้ ฟีลกู๊ด ขอเขียนสรุปเนื้อหาไว้หน่อยละกันครับ

น้ำหนักของสกอตต์ แลรี่ย์ ไม่ได้เพียงแต่ลดลงเท่านั้น แต่ไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อผ้าชั่งน้ำหนักหรือถอดมันออก จะถือดัมเบลแล้วชั่ง ยังไงน้ำหนักก็เท่าเดิมในแต่ละวัน อาการนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ เขาเลยไปปรึกษา หมอบ๊อบ เอลลิส คุณหมอวัยเกษียณ

หมอบ๊อบก็ให้คำแนะนำไม่ได้ ได้แต่ติดตามดูอาการของสกอตต์ น้ำหนังของสกอตต์ลดลงทุกวันอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1-2 ปอนด์ แรก ๆ เขาก็กังวลว่าน้ำหนักจะลดลงไปถึงจุดไหน แต่เมื่อผ่านไปก็ทำใจได้ แถมกลับรู้สึกเหมือนถูกยกระดับชีวิตขึ้นไปอีก

ยิ่งน้ำหนักลด สกอตต์ยิ่งเดินเหินไปไหนง่ายขึ้น ไม่อุ้ยอ้ายเหมือนแต่ก่อน เหนื่อยยากขึ้น ตรงข้ามบ้านของเขามีเพื่อนบ้านย้ายมาใหม่ เป็นคู่รักเลสเบี้ยนชื่อ เดียดรากับมิสซี่ ทั้งสองแต่งงานกันและมาเปิดร้านอาหารมังสวิรัติในเมือง แต่ขายไม่ดีเท่าไหร่เพราะคนที่นี่ไม่ให้การยอมรับความเป็นเลสเบี้ยนของพวกเธอ

หมาสองตัวที่เดียดราทิ้งไว้ชอบมาขี้ที่สนามหน้าบ้านของสกอตต์ เขาเลยไปบอกว่าคราวหลังถ้าเอามาออกมาข้างนอกช่วยเตรียมถุงมาเก็บขี้ด้วย แต่เดียดราไม่สนใจ สกอตต์ไม่หวังอะไรมาก เขาแค่ต้องการเป็นเพื่อนบ้างที่ดีกับเธอ

ทางเมืองได้จัดงานวิ่งการกุศล เดียดราที่เป็นนักวิ่งอยู่แล้วจะลงแข่ง สกอตต์ลงแข่งด้วย แถมไปท้าเดียดราว่าถ้าเขาชนะเธอ เธอต้องยอมพามิสซี่มากินข้าวที่บ้านเขาและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เมื่อใกล้เข้าเส้นชัยฝนก็ตกหนัก สกอตต์วิ่งตามหลังเดียดรามาจะแซงเข้าเส้นชัย เดียดราเห็นก็ตกใจเพราะสภาพภาพนอกของสกอตต์ไม่น่าวิ่งมาได้ 12 กม. เดียดราสะดุดขาตัวเองล้ม แล้วสกอตต์ก็ไปช่วยอุ้ม จังหวะที่เธอโดนอุ้มเหมือนน้ำหนักของตัวเองหายไปช่วงหนึ่ง

สกอตต์ให้เดียดราเข้าเส้นชัยแล้วเป็นผู้ชนะ ถึงยังงั้นเธอก็พามิสซี่มากินข้าวที่บ้านสกอตต์ สกอตต์ชวนหมอบ๊อบกับ ไมร่า ภรรยาหมอบ๊อบมากินข้าวด้วย กินเสร็จสกอตต์ก็บอกความลับเรื่องนี้แก่ทุกคน ทุกคนเห็นใจเขาโดยเฉพาะเดียดรา

หลังจากชนะการแข่งวิ่ง ร้านอาหารของเดียดราละมิสซี่ก็คนแน่นร้านทุกวัน สกอตต์ดีใจที่เขายอมให้เธอเป็นคนเข้าเส้นชัย มันเหมือนได้เปลี่ยนชีวิตคนสองคนให้ดีขึ้น

ช่วงหลังน้ำหนักสกอตต์ลดฮวบ จนใกล้สิ้นเดือนน้ำหนักของเขาก็เหลือไม่กี่ปอนด์ สกอตต์ทนทุกข์กับการใช้ชีวิตเหมือนลูกโป่ง ที่ลอยไปไหนมาไหนอยู่ในบ้าน เขาเลยตัดสินใจให้เดียดราพาเขาออกมาข้างนอกแล้วปล่อยเขาขึ้นพา เขาเอาพลุขึ้นไปด้วย เมื่อลอยขึ้นฟ้าก็จุดพลุระเบิดตัวเองไปพร้อมกับมัน

เดียดรา มิสซี่ หมอบ๊อบและไมร่ามาส่งสกอตต์เป็นครั้งสุดท้าย สกอตต์คงลอยอยุ่ที่ไหนสักแห่งบนท้องฟ้า เฝ้ามองดูพวกเขาตลอดไป

ขับเคลื่อนโดย Blogger.