รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 18

Share

นนท์

ผมรับจ้างทำทุกงานที่ได้เงินมาใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นขี่รถรับส่งอาหาร รับติวหนังสือ ทำงานพิเศษที่คาเฟ่คอยชงกาแฟ หรือทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารผมก็ไม่เกี่ยง ก่อนเรียนจบปริญญาตรี ผมอยากเก็บเงินก้อนใหญ่ให้ได้สักก้อน สำหรับเป็นทุนตั้งต้นในการไปทำงานที่ต่างประเทศ

การได้รับตำแหน่งเดือนคณะ ช่วยเปิดโอกาสในการรับรายได้ช่องทางใหม่ ๆ ให้กับผม อย่างแรกที่ได้คือในคืนที่ผมได้รับตำแหน่งสด ๆ ร้อน ๆ ผมได้รางวัลจากผู้สนับสนุนการประกวดมูลค่าเป็นหมื่นบาท

แต่ไม่ได้มาในรูปเงินสดทั้งหมด บ้างก็มาเป็นคูปองแทนเงินสดสำหรับใช้ซื้อของในห้าง บ้างก็เป็นคูปองสำหรับดูแลผิวหน้าของสถาบันเสริมความงาม หรือได้มาเป็นคูปองแลกตั๋วหนังเยอะขนาดผมสามารถใช้ดูหนังฟรีได้ทั้งปี

นอกจากนี้ บรรดาเจ้าของธุรกิจที่เป็นผู้สนับสนุนการประกวด ยังสนใจให้ผมกับนานะไปถ่ายโฆษณาให้กิจการของพวกเขา แน่นอนว่าเป็นงานที่ได้ค่าตอบแทน แถมยังเป็นงานสบายและได้เงินมาง่ายกว่าไปทำงานบริการตั้งเยอะ

ไม่ใช่แค่นั้น บรรดารุ่นพี่มหาลัยยังสนใจให้ผมไปช่วยงาน มีติดต่อมาให้ไปถ่ายแบบเสื้อที่ระลึกบ้าง ให้ไปถ่ายวิดีโอแนะนำมหาลัยบ้าง ล่าสุดวันนี้ที่ผมไปติวหนังสือให้ไอ้ตู้เย็น มันก็บอกว่าพี่จั๊บพี่รหัสของไอ้ดินปืน อยากให้ผมไปเล่นเอ็มวีเป็นงานสำหรับส่งอาจารย์

ผมตอบตกลงไป แล้วเย็นวันนั้นพี่จั๊บก็ติดต่อมาด้วยตัวเอง เพื่อบรีฟงานและนัดถ่ายวันเสาร์นี้ นางเอกเอ็มวีที่จะมาเล่นด้วยคือนานะ ดาวคณะที่ได้ตำแหน่งคู่กับผม

“วันเสาร์นี้มึงจะไปถ่ายงานเป็นเพื่อนกูได้ใช่ป่ะ?” ผมวิดีโอคอลหาไอ้ตู้เย็น

“ทำไมกูต้องไปด้วยวะ?”

“ก็กูจะให้มึงเป็นผู้จัดการส่วนตัวกูไง อีกอย่างกูไม่รู้จักพวกพี่จั๊บเลย ไปคนเดียวกลัวมันจะเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูกน่ะสิ”

“พวกนั้นกูรู้จักแค่ไอ้ดินปืน แถมมึงก็รู้จักมันเหมือนกันนี่”

“แต่กูไม่ได้สนิทกับมันเท่าสนิทกับมึงพี่หว่า นะ… นะ… ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย เสร็จงานแล้วจะพาไปเลี้ยงขนม”

“อย่ามาทำเซ้าซี้อ้อนเป็นเด็กกับกูน่า… งั้นขอกูดูอารมณ์ก่อนว่าอยากไปหรือเปล่า”

“โอเค ขอบคุณมากครับ”

“เฮ้ย! กูบอกว่าขอดูก่อน ยังไม่ได้รับปากว่าจะไปด้วย”

ผมพอรู้จักไอ้ตู้เย็น รู้ว่ามันเป็นคนใจกว้าง ขอร้องเรื่องอะไรไม่เคยได้รับคำปฏิเสธ ที่มันบอกว่าขอคิดดูก่อน ยังไงพอถึงเวลามันก็ยอมไปเป็นเพื่อนผม หรือถ้าเกิดมันไม่ยอมไปด้วยจริง ๆ ผมจะมัดมือชก ขี่มอไซด์ไปรับมันถึงคอนโด ลองขนาดนี้แล้วผมว่ายังไงมันต้องยอมไปเป็นเพื่อนแน่

พอถึงคืนวันศุกร์ ผมก็วิดีโอคอลหาไอ้ตู้เย็นเพื่อถามมันว่าพรุ่งนี้จะไปด้วยกันได้หรือเปล่า ทีแรกมันอิดออดไม่อยากไป แต่ผมก็หว่านล้อมมันจนยอมไปด้วย โดยติดสินบนว่าจะพาไปเลี้ยงหมูกระทะ

เช้าวันเสาร์ ผมขี่มอไซด์ไปรับไอ้ตู้เย็นที่คอนโด พี่จั๊บนัดสถานที่ถ่ายทำเป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่นัก พอไปถึงก็เห็นกลุ่มของพี่จั๊บกำลังจัดวางอุปกรณ์สำหรับถ่ายทำกันอยู่ ผมกับไอ้ตู้เย็นเดินเข้าไปสมทบ

“สวัสดีครับพี่จั๊บ มีอะไรให้ผมช่วยไหม?”

“อ้าว… หวัดดีนนท์นนท์ หวัดดีตู้เย็น เดี๋ยวนั่งอยู่เฉย ๆ รอไปก่อน พอพวกพี่เซตอุปกรณ์เสร็จจะเริ่มถ่ายทำกันเลย แสงกำลังดีเชียว เออ… แล้วนี่น้องนานะยังไม่มาอีกเหรอ?” พี่จั๊บหันไปถามไอ้ดินปืน “เฮ้ยไอ้ดินปืน! มึงนัดน้องนานะไว้กี่โมงวะ ทำไมน้องเขายังมาไม่ถึงอีก?”

“นัดไว้ 7 โมงครึ่งตามที่พี่บอกนั่นแหละ งั้นเดี๋ยวผมโทรตามให้” พูดแล้วไอ้ดินปืนก็เดินห่างออกไปจากเสียงจอแจ เพื่อหลบไปคุยโทรศัพท์

“นนท์นนท์ มาลองหน้ากล้องหน่อยสิ”

พี่จั๊บยืนอยู่หลังกล้อง เรียกให้ผมไปยืนอยู่หน้ากล้อง

“เอ… พี่ว่าในกล้องหน้าเราดูจืดชืดไปหน่อย เราได้แต่งหน้ามาบ้างหรือเปล่า?”

“ผมเป็นคนไม่แต่งหน้าครับพี่ ทาแค่กันแดดอย่างเดียว”

“ทำไงดีเนี่ย ในกล้องมันก็ดูหล่ออยู่นะ แต่พี่อยากให้หน้าเราดูพุ่งออกกล้องมากกว่านี้อีกสักหน่อย ทีมงานพี่ก็ไม่มีใครเป็นผู้หญิงซะด้วยสิ”

ไอ้ดินปืนเดินกลับมา

“แย่ล่ะสิพี่จั๊บ นานะรถเสีย มาเองไม่ได้ ต้องส่งใครสักคนไปรับ”

“ใครว่างบ้างวะ ทุกคนก็ยุ่งกันหมด จะได้ถ่ายกี่โมงวะเนี่ย พลาดแสงเวลานี้ไป กูอดถ่ายงานส่งอาจารย์พอดี” พี่จั๊บบ่น

“เดี๋ยวผมไปรับนานะให้เองครับ” ไอ้ตู้เย็นอาสา

“เออ… ดี ๆ ฝากด้วยนะมึง หอนานะชื่อยูนีคเรสซิเดนท์ อยู่ซอย 5 ถนนหลังมอ เดี๋ยวกูแชร์ไอดีไลน์นานะให้มึงนะ นี่กุญแจมอไซด์กู” ไอ้ดินปืนเดินมาหาไอ้ตู้เย็น แล้วส่งกุญแจรถให้

ไอ้ตู้เย็นรับมา “แล้วมึงจอดรถไว้ตรงไหนวะ?”

“เอ่อ…” ไอ้ดินปืนกำลังคิดว่าจะอธิบายยังไงดี

ดูท่าพี่จั๊บกำลังรีบ ผมกลัวว่าจะเสียเวลาตรงที่ไอ้ตู้เย็นต้องไปเดินหามอไซด์ไอ้ดินปืน สู้ให้มันยืมมอไซด์ผมไปใช้ดีกว่า เพราะเรามาด้วยกัน มันรู้ว่าจอดไว้ตรงไหน

“เอามอไซด์กูไปใช้ดีกว่า มึงรู้นี่ว่าจอดอยู่ตรงไหน”

ไอ้ตู้เย็นรับกุญแจไปจากผม

“โอเค… เดี๋ยวกูรีบไปรีบกลับ”

“งั้นระหว่างรอนานะมา นนท์นนท์มาถ่ายซีนเดี่ยวก่อนดีกว่า เป็นซีนที่ต้องเล่นกีตาร์นะ” พี่จั๊บบอก

“แต่ผมเล่นกีตาร์ไม่เป็นนะครับ”

“อ้าว… แต่ในคลิปที่มึงแสดง กูเห็นมึงเล่นกีตาร์ด้วยนิ”

“ที่มันเล่นนั่นอูคูเลเล่ พี่คงจำผิดแล้ว ไอ้นนท์มันเพิ่งหัดเล่นอูคูเลเล่ได้ 2 สัปดาห์เอง” ไอ้ดินปืนอธิบายแทน

“แถมผมเล่นเป็นแค่เพลงเดียวด้วย เพลงที่พี่เห็นในคลิปนั่นแหละ”

“อ้าว… แล้วยังงี้กูจะเอายังไงดีวะ?” พี่จั๊บยกมือขึ้นมากอดอก

“เอ่อ… เอายังงี้ไหมพี่ ช็อตที่มันหันหน้าตรง เราก็ถ่ายเอาให้เห็นถึงแค่ประมาณอกพอ ช็อตอื่น ๆ ก็เน้นถ่ายจากด้านข้างเอา แอบหลบเอาไม่ต้องให้เห็นมือมันจับคอร์ด” ไอ้ดินปืนเสนอไอเดีย

“โอเค… เอาตามนั้น ไอ้ดินปืนเอากีตาร์มึงให้นนท์นนท์ยืมหน่อยดิ”

ไอ้ดินปืนเดินไปหยิบกีต้าร์ตัวที่ผมเห็นมันใช้ตอนเล่นดนตรีสด ผมรับมาแล้วเอาขึ้นสะพานคล้องบ่า ว้าว… นี่เพียงแค่ได้จับ ยังไม่ทันได้เล่น ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเท่ขึ้นแล้ว 50 เปอร์เซนต์ อยากจะเล่นกีตาร์เป็นกับเขาบ้างแฮะ ไว้ให้ไอ้ตู้เย็นสอนบ้างดีกว่า จะได้ไปขลุกอยู่คอนโดมันอีก

การถ่ายทำซีนนี้ไม่มีอะไรยาก พี่จั๊บต้องการแค่ให้ผมยิ้ม ขอมีความทะเล้นปนมานิด ๆ แล้วก็ทำท่าทางให้เหมือนคนกำลังเล่นกีตาร์อย่างมีความสุข เล่นให้ต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวฟัง

ถ่ายไปได้หลายช็อต ไอ้ตู้เย็นก็กลับมา มันเดินมาพร้อมนานะ แถมสะพายกระเป๋าให้นานะด้วย ระหว่างทางเห็นพูดคุยกันกระหนุงกระหนิง ทำอย่างกับว่าสนิทสนมกันมานาน แต่ผมมั่นใจว่า 2 คนนี้ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน

“สวัสดีค่ะพี่ ๆ ขอโทษด้วยนะคะที่หนูมาช้า พอดีรถที่ใช้อยู่มันเกิดดื้อขึ้นมา ต้องขอบคุณตู้เย็นมากเลยที่อุตส่าห์ไปรับ” นานะไหว้ทักทายพวกพี่จั๊บ แล้วหันไปหาไอ้ตู้เย็นด้วยใบหน้ายิ้มเบิกบาน “ขอบคุณจ้า พ่อสุภาพบุรุษ ขอกระเป๋าคืนหน่อยนะ”

ไอ้ตู้เย็นส่งกระเป๋าคืนให้นานะ ปกติมันจะหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกให้ใครเห็น แต่พอนานะยิ้มให้หน่อย มันก็ยิ้มตอบกลับอย่างเขิน ๆ แล้วส่งกระเป๋าคืนให้นานะ

“เออ… นานะพกเครื่องสำอางมาด้วยหรือเปล่า พอดีทีมงานพี่เป็นผู้ชายกันหมด ไม่มีใครใช้เครื่องสำอางเลย แต่อยากแต่งหน้าให้นนท์นนท์ดูขึ้นกล้องขึ้นอีกนิด นานะพอจะช่วยได้ไหม?” พี่จั๊บลองขอเธอดู

“หนูเอาเครื่องสำอางมาด้วยนิดหน่อย เผื่อได้ใช้เติมระหว่างวัน ถ้านนท์นนท์ไม่รังเกียจที่จะใช้เครื่องสำอางของหนู หนูก็ยินดีเติมหน้าให้เขาค่ะ แต่ว่า… เดือนคณะหนูหล่อขนาดนี้แล้ว ยังต้องแต่งเพิ่มอีกเหรอคะ?”

“แต่งแค่สักนิดก็พอ เอาแบบอะไรนะที่เขาฮิตแต่งตามเกาหลี อ๋อ… แบบเมคอัพโนเมคอัพน่ะ” พี่จั๊บพูด

นานะเรียกผมไปนั่งที่เก้าอี้พับ เธอลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งตรงหน้าผม เอากระเป๋าวางไว้ที่ตัก แล้วรูดเปิดซิปหยิบเครื่องสำอางออกมา ผมชอบสัมผัสนุ่ม ๆ ของแปรงแต่งหน้าที่ปัดปัดไปมาบนหน้าของผม มันให้ความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่แมวถูกเกาคาง

“เสร็จแล้วค่ะพี่” นานะหันไปบอกพี่จั๊บ

“โอเค… ไหนทั้ง 2 คนลองมายืนหน้ากล้องให้พี่ดูหน่อยสิ”

ผมและนานะลุกจากเก้าอี้พับ เดินไปยืนหน้ากล้องของพี่จั๊บ

“เพอร์เฟค! ทุกอย่างพร้อมแล้ว ได้ฤกษ์ถ่ายทำแล้ว” พี่จั๊บเอามือสองข้างตีกันด้วยความพอใจ แล้วหันไปถามไอ้ดินปืน “เฮ้ยไอ้ดินปืน ซีนแรกถ่ายซีนไหนก่อนดีวะ?”

“ตอนนี้แสงไม่แรงมาก ผมว่าถ่ายฉากเต้นรำก่อนดีไหม? ปรับรูรับแสงกว้าง ๆ ภาพจะได้ออกมาฟุ้ง ๆ ดูชวนฝัน”

“ดี ๆ งั้นขอบรีฟนานะกับนนท์นนท์หน่อยนะ ทั้ง 2 คนต้องเล่นเป็นคนรักกัน ใช้ชีวิตใน 1 วันด้วยกันให้มีความสุขที่สุด สุดท้ายจะจบเศร้า เพราะนางเอกเส้นเลือดในสมองแตกจนเสียชีวิตในคืนนั้น พี่จะแฟลชแบคกลับมาเล่าว่า วันนี้คือวันที่พระเอกย้อนเวลากลับมาจากอนาคต เพื่อมาอยู่กับนางเอกในวันสุดท้าย ทดแทนที่วันนั้นในอดีตพระเอกเลือกทำงาน แทนที่จะออกมาใช้ชีวิตกับเธอ และมีเงื่อนไขการย้อนเวลาคือ พระเอกต้องแลกอายุไขของตัวเองครึ่งหนึ่ง เพื่อย้อนเวลามาได้ 24 ชั่วโมง”

“แนวโรแมนติกไซไฟเหรอพี่?” ฟังจบผมก็ถามออกไป

“ฟังดูซับซ้อน แต่น่าสนุกดีค่ะ คนดูจะดูรู้เรื่องใช่ไหมคะ?” นานะว่า

“ต้องดูรู้เรื่องอยู่แล้วสิ พี่จั๊บคนนี้กำกับเองซะอย่าง รับรองว่าซีนที่คนดูรู้ว่าพระเอกย้อนเวลากลับมาวันสุดท้ายที่นางเอกมีชีวิต ต้องมีคนน้ำตาแตกกันบ้างล่ะ” พี่จั๊บพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ

“วันนี้กูมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้พี่จั๊บนะ” ไอ้ดินปืนบอก “ซีนแรกที่จะถ่ายเป็นซีนเต้นรำเท้าเปล่ากลางสนามหญ้า ตามกูมาเลย เราจะถ่ายกันตรงนี้”

ผมและนานะเดินตามไอ้ดินปืนและทีมงาน มาอยู่ตรงสนามหญ้าที่ซึ่งแสงแดดทอลงมาอ่อน ๆ เรา 2 คนถอดรองเท้าให้เหลือเพียงเท้าเปล่า พี่จั๊บชี้ตำแหน่งที่พวกเราต้องไปยืน จากนั้นก็มีตากล้องและคนถือแผ่นสะท้อนแสงเข้ามาประกบ

“เอ่อ… ที่บอกให้เต้นรำเนี่ย ต้องเต้นท่าไหนครับ?” ผมถามพี่จั๊บ

“เอาท่าลีลาศก็ได้” พี่จั๊บตอบแบบขอไปที

“ผมเต้นลีลาศไม่เป็นอ่ะพี่”

“เอ้า… แล้วตอนมัธยม วิชาพละ โรงเรียนมึงเขาไม่ได้สอนลีลาศเหรอ?”

ผมส่ายหน้า เกิดมาผมเพียงแค่เคยได้ยินคำว่าลีลาศ แต่ไม่เคยสัมผัสเลยว่าเขาเต้นกันยังไง และโรงเรียนสมัยมัธยมของผมก็ไม่ได้สอนเรื่องนี้ในชั่วโมงพละด้วย นานะขำคิก ๆ ให้ผม ดูท่าเธอน่าจะผ่านวิชาลีลาศมา


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ เพราะแสตมป์ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเล็กที่มีกาวด้านหลัง แต่มันคือจดหมายเหตุขนาดจิ๋วที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศ ทั้งยังเป็นตัวแทนกระจายความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านซองจดหมายที่วิ่งว่อนมาแล้วกว่า 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน สาขาที่เป็นภาพจำของคนทั่วไปเมื่อพูดถึงสวนสนุกเจ้านี้คือปราสาทฮอกวอตส์ที่สาขาญี่ปุ่น ซึ่งจำลองโรงเรียนเวทมนตร์ในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ ออกมาได้เหมือนเรากำลังอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้นจริง ๆ แต่เบื้องหลังกว่าที่เครื่องเล่นธีมแฮร์รี พอตเตอร์จะสร้างเสร็จ ตอนนั้น Universal Studios...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ โมโมฟุกุ อันโด บิดาผู้ให้กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โมโมฟุกุ อันโด เกิดปี ค.ศ. 1910 ที่ไต้หวัน ซึ่งตอนนั้นไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น จากนั้นเขาได้ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026 จะมีอนิเมชันที่เรื่องราวอยู่ในช่วงระหว่างซีซัน 2 และ 3 ของซีรีส์ต้นฉบับออกฉายตามมาครับ สาเหตุที่ซีรีส์เรื่องนี้ถูกใจคนทั้งโลก และขยายจักรวาลมาได้ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ นอกจากเนื้อเรื่องที่ลึกลับน่าติดตามแล้ว อีกเหตุผลคือแต่ละตัวละครในเรื่องดูมีมิติสมจริง มีปูมหลัง และมีแรงผลักดันในชีวิตที่แตกต่างกันไป...

นาทีชีวิตฉุกเฉิน วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ควรมีติดตัว เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในวินาทีชีวิต

ทุกนาทีในชีวิตสามารถเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต เหตุการณ์ฉุกเฉินไม่เลือกสถานที่เกิด ไม่ว่าจะเป็นบนถนน ในห้างฯ หรือแม้กระทั่งบ้านของพวกเราเอง การมีความรู้เบื้องต้นในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เหตุการณ์นั้นจะอันตรายถึงชีวิตได้ครับ ไอติมเล่า ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ อยู่ให้ได้ ตายให้ดี: เรียนรู้นาทีชีวิตจากห้องฉุกเฉิน เขียนโดยคุณหมอสองท่านครับคือ หมอเจี๊ยบ พญ. ลลนา ก้องธรนินทร์ และหมอยุ้ย พญ. พรรณอร เฉลิมดำริชัย ในเล่มนี้เล่าว่าหมอฉุกเฉินต้องเจอกับอะไรบ้าง...

บทเรียนจากคนเหล็ก 7 ข้อคิดการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จฉบับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์

การได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ชีวิต โดยที่เราไม่ต้องรอให้พบเจอด้วยตัวเอง ยิ่งคนนั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตมานาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ บทเรียนจากชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งมีคุณค่า ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ Be Useful: Seven Tools for Life ชื่อภาษาไทยคือ จงทำตัวให้มีประโยชน์: 7 เครื่องมือสำหรับใช้ชีวิต เขียนโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Arnold Schwarzenegger)...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!