เขียนโดย ชุนซุเกะ อันโดะ กรรมการสมาคมการจัดการกับความโกรธแห่งประเทศญี่ปุ่น เขาศึกษาหลักสูตรการจัดการอารมณ์มาจากอเมริกา และเป็นคนแรกที่นำแนวคิดเรื่องการจัดการความโกรธมาเผยแพร่ในญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละปีมีผู้มาเข้าอบรมกับเขามากถึง 20,000 คน
ทุกคนล้วนมีความเคยชิน ไม่ว่าจะชอบหมุนปากกา กัดเล็บ พูดกับตัวเอง ซึ่งเราทุกคนต่างมี ความเคยชินทางอารมณ์ คุณเคยโกรธบ่อย ๆ มีความสุขบ่อย ๆ หรือเศร้าบ่อย ๆ บ้างไหม ความเคยชินทางอารมณ์ทำให้คนมีหลายรูปแบบ ทั้งคนขี้โมโห คนที่ยิ้มแย้มเสมอ คนที่อมทุกข์ นิสัยทางอารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เจ้าตัวจึงไม่รู้ตัว ทำให้ไม่รู้ว่าตัวเองมีนิสัยทางอารมณ์แบบไหน จนอาจทำให้คนรอบข้างได้รับผลกระทบไปด้วย
นิสัยทางอารมณ์มีมาตั้งแต่เกิด ถ้าเด็กสัมผัสกับอารมณ์โกรธของพ่อแม่ เด็กก็จะโตมาเป็นคนที่แสดงอารมณ์โกรธออกมาได้ง่าย กลับกันถ้าเด็กได้สัมผัสกับความสุข โตมาเขาก็จะไม่ค่อยแสดงอารมณ์โกรธออกมาให้เห็น อารมณ์ที่ถูกนำออกมาใช้บ่อย ๆ เพราะมันฝังอยู่ในจิตใต้สำนักของพวกเราทุกคน
ความโกรธเป็นสิ่งที่ทำลายการดำเนินชีวิตของเราได้ในพริบตา คำพูดที่เราพูดออกมาตอนโกรธ ล้วนเป็นคำพูดที่ทำลายความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานได้ ถ้ามีความรู้ในการจัดการกับความโกรธ ก็จะรับมือกับความโกรธได้อย่างเหมาะสม หนังสือเล่มนี้จะช่วยเปลี่ยนตัวเองจากคนที่เคยถูกความโกรธครอบงำ มาเป็นคนใหม่ที่อยู่เหนืออารมณ์
จุดประสงค์ของการจัดการกับความโกรธมี 2 ข้อ คือ
1. ไม่รู้สึกเสียใจภายหลังเพราะความโกรธ
โดยสามารถแยกแยะได้ว่าควรโกรธในเรื่องที่สมควรโกรธ มีความรับผิดชอบต่อความโกรธของตัวเอง ไม่ใช่โกรธเพราะเพียงแค่ไม่พอใจ
2. ถ่ายทอดความโกรธได้อย่างเหมาะสม
ถ้าจัดการกับความโกรธได้ เราก็จะไม่ทำให้ใครเจ็บปวด ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำลายข้าวของ สามารถแสดงสีหน้าท่าทางที่เหมาะสมเวลาโกรธได้ ถึงจะรู้สึกโกรธแต่ก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นทุกข์หรือไม่พอใจ

หนังสือมีแบบวิเคราะห์รูปแบบความโกรธให้ทำ โดยจะแยกประเภทความโกรธออกเป็น 6 ชนิด คำถามมีทั้งหมด 12 คำถาม แต่ละคำถามให้เราให้คะแนนตัวเองตั้งแต่ 1-6 โดย 1 คะแนนคือเราไม่คิดอย่างที่คำถามถามเลย ไล่ไปถึง 6 คะแนนคือเราคิดแบบเดียวกับคำถามนั้นจริง ๆ
- ในโลกนี้มีกฎระเบียบที่ต้องรักษาและทำตาม
- คิดว่าต้องตรวจสอบเรื่องต่างๆ ให้เข้าใจก่อนจะยอมรับ
- มั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกต้อง
- มักเข้าใจคนอื่นผิดบ่อยๆ
- เชื่อว่าพื้นฐานของมนุษย์เป็นคนเลว
- คิดว่าควรพูดสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจน
- รับไม่ได้แม้เป็นการทุจริตเล็ก ๆ น้อย ๆ
- ชอบหรือเกลียดต้องบอกให้ชัด
- กังวลว่าคนรอบข้างจะพูดถึงตัวเองยังไง
- ให้ความสำคัญกับกฎที่ตัวเองกำหนด
- ไม่ใช่คนที่ยอมฟังคนอื่นพูดเฉย ๆ
- เป็นคนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง
เมื่อให้คะแนนตัวเองกับคำถามทั้ง 12 ข้อแล้ว ต่อมาก็เป็นการสรุปผลว่าเรามีรูปแบบความโกรธแบบไหน โดยให้เขียนเลข 1-6 เรียงลงมาเป็นข้อ ๆ แทนแต่ละรูปแบบความโกรธ หลังแต่ละข้อจะนำคะแนนที่เราตอบจากแต่ละคำถามมาบวกกัน ผลบวกของรูปแบบไหนสูงที่สุด แสดงว่าเราเป็นคนที่มีรูปแบบความโกรธแบบนั้น
- รูปแบบที่ 1 ให้รวมผลคะแนนของคำถามข้อที่ 1 และ 7
- รูปแบบที่ 2 ให้รวมผลคะแนนของคำถามข้อที่ 2 และ 8
- รูปแบบที่ 3 ให้รวมผลคะแนนของคำถามข้อที่ 3 และ 9
- รูปแบบที่ 4 ให้รวมผลคะแนนของคำถามข้อที่ 4 และ 10
- รูปแบบที่ 5 ให้รวมผลคะแนนของคำถามข้อที่ 5 และ 11
- รูปแบบที่ 6 ให้รวมผลคะแนนของคำถามข้อที่ 6 และ 12
เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองมีรูปแบบความโกรธแบบไหน ก็มาดูความหมายของแต่ละรูปแบบกันเลย
รูปแบบที่ 1 คุณเป็นคนเที่ยงธรรม
คนแบบนี้จะยึดมั่นในความเที่ยงธรรม เป็นคนรับผิดชอบต่อหน้าที่และมุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไม่เกรงกลัว
ข้อดี
เป็นคนตรงมาก มีคุณธรรมและอุดมการณ์สูง ทำทุกอย่างตามขั้นตอน ปฏิบัติตามกฏระเบียบต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ทำตามความเชื่อของตน เป็นคนมีจิตใจแน่วแน่ ไม่หลงไปกับสิ่งยั่วยุต่าง ๆ คิดเรื่องต่าง ๆ อย่างสุขุมรอบคอบ
ข้อเสีย
ด้วยความที่เป็นคนตรงมาก ทำให้คนรอบข้างมองว่าเป็นคนเรื่องมากและเอาใจยาก ความที่เป็นคนมีความรับผิดชอบสูงจึงมักแบกรับภาระต่าง ๆ จนเกินกำลังของตน บางครั้งเข้มงวดกับตัวเองเกินไป และเข้มงวดกับคนอื่นด้วย

นิสัยการแสดงความโกรธ
เนื่องจากเป็นคนตรงมากจึงไม่ค่อยยืดหยุ่น ถ้าคิดว่าคนอื่นทำไม่ถูกก็มักเข้าไปแทรกแซง ถ้าตัวเองไม่ได้เข้าไปจัดการก็จะไม่สบายใจ แม้จะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำใจยอมรับไม่ได้
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธ
เวลาโกรธมักมีคำบางคำซ่อนอยู่ เช่น รู้สึกหงุดหงิดตอนเห็นคนไม่มีมารยาทบนรถไฟฟ้า สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า มารยาท รู้สึกหงุดหงิดที่เห็นข่าวฉาวของนักแสดง สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า ศีลธรรม
การฝึกฝนปรับปรุงแก้ไข
ไม่ว่าจะโกรธเรื่องอะไรก็ตาม มักมีสิ่งที่เราทำได้กับทำไม่ได้ เวลาโกรธคนมักลืมแยก 2 สิ่งนี้ เช่น หากเห็นคนไม่มีมารยาทบนรถไฟฟ้า การเข้าไปตักเตือนคือสิ่งที่เราทำได้ ส่วนการเห็นข่าวฉาวของนักแสดง การเปลี่ยนนิสัยของเขาคือสิ่งที่เราทำไม่ได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้จะทำให้เราโล่งใจขึ้นได้
การสังเกตและแยกแยะคนประเภทนี้
เมื่อมีใครทำผิดแม้เพียงเล็กน้อย คนแบบนี้จะติเตียนผู้อื่นอย่างรุนแรง
อาชีพและหน้าที่ที่เหมาะสม
ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ หรือตำรวจเป็นต้น ถ้าทำงานบริษัทก็เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท
รูปแบบที่ 2 คุณเป็นคนฉลาดรอบรู้
คนแบบนี้เป็นคนสมบูรณ์แบบ ต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติ มักแยกเรื่องต่าง ๆ ออกเป็น 2 ขั้วชัดเจนคือขาวกับดำ ตัดสินทุกอย่างสุดโต่ง ว่าชอบหรือเกลียด เป็นเพื่อนหรือศัตรู ดีหรือเลวเป็นต้น
ข้อดี
เป็นคนตัดสินใจได้อย่างชัดเจนและมีเหตุผล อ่อนไหวและสุภาพเรียบร้อย แม้อยู่ในวิกฤตก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด มีพลังที่จะทำให้สำเร็จ ใฝ่ศึกษา ทำให้มีความก้าวหน้า
ข้อเสีย
ไม่ชอบคนลังเลใจ เป็นคนที่ไม่มีตรงกลาง คนแบบนี้มักทำให้คนอื่นที่มีความเห็นไม่ตรงกันอึดอัด มักคบคนที่มีความคิดตรงกัน สังคมเพื่อนฝูงเลยค่อนข้างแคบ

นิสัยการแสดงความโกรธ
ในโลกที่มีเรื่องที่เป็นสีเทามากกว่าสีขาวกับดำ คนแบบนี้จึงหงุดหงิดกับเรื่องที่ไม่ชัดเจน รับไม่ได้กับคนที่ไม่เด็ดขาด ไม่ชอบคบกับคนตัดสินใจช้า พยายามกำจัดคนที่เห็นต่าง ค่อนข้างใจแคบ
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธ
เวลาโกรธมักมีคำบางคำซ่อนอยู่ เช่น รู้สึกหงุดหงิดที่เห็นคนลังเลไม่ตัดสินใจ สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า ทฤษฎีสองขั้ว หรือ ความสมบูรณ์แบบ
การฝึกฝนปรับปรุงแก้ไข
อย่าคิดว่าต้องแบ่งสิ่งต่าง ๆ ออกเป็น 2 ขั้ว ให้ลองมองจากด้านอื่นดูบ้าง เช่น “ถ้าเป็นคนอื่นคงจะมองแบบนี้” เป็นต้น
การสังเกตและแยกแยะคนประเภทนี้
ลักษณะพิเศษของคนประเภทนี้คือการบอกว่าชอบหรือเกลียด ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างชัดเจน
อาชีพและหน้าที่ที่เหมาะสม
งานที่ต้องการความพิถีพิถัน เช่น นักวิจัย ช่างเทคนิค ช่างควบคุมการผลิต บรรณาธิการหรือนักออกแบบเป็นต้น
รูปแบบที่ 3 คุณเป็นคนมีบารมี
คนแบบนี้เป็นผู้นำที่คนอื่นให้การยอมรับ ต้องการได้รับความไว้วางใจ มีความภูมิใจในตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำ ต้องการทำงานในตำแหน่งที่คนให้ความสำคัญ เชื่อมั่นว่าตัวเองมีศักยภาพ
ข้อดี
ไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์ไหนก็ไม่กดดัน มีพลังในการทำกิจกรรม ดูแลคนอื่นได้ดี เป็นคนไม่ยอมแพ้ทำให้ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
ข้อเสีย
เป็นคนทะเยอทะยานสูง มีแนวโน้มเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ค่อยรู้สึกผิดกับการควบคุมคนอื่น บางครั้งชอบกดดันคนอื่น เปิดใจกับคนที่เข้าใจตัวเองเท่านั้น ดูเผิน ๆ เหมือนว่าคุยได้กับทุกคน แต่เป็นการคุยแบบผิวเผินเท่านั้น

นิสัยการแสดงความโกรธ
ถ้าได้รับการปฏิบัติที่ไม่สุภาพก็จะโกรธ ภูมิใจตัวเองมากไปจนอาจกลายเป็นคนหยิ่งได้
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธ
เวลาโกรธมักมีคำบางคำซ่อนอยู่ เช่น หงุดหงิดที่คนอื่นไม่เห็นคุณค่าของตนเอง สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง หรือ ความภาคภูมิใจในตัวเอง
การฝึกฝนปรับปรุงแก้ไข
ถ้ารู้สึกหงุดหงิดว่า ไม่มีใครทำตามที่เราคิดเลย ต้องแยกแยะว่านั่นเป็น สิทธิ หน้าที่ หรือความต้องการ ถ้าเป็นสิทธิคือสิ่งที่สามารถทำได้ ถ้าเป็นหน้าที่คือสิ่งที่ต้องทำ ถ้าเป็นความต้องการคือสิ่งที่อยากทำ ถ้าแยกแยะสิ่งที่ตัวเองต้องการให้อีกฝ่ายทำว่าสาเหตุคืออะไรใน 3 อย่างนี้ได้ จะช่วยให้รู้สึกปล่อยวาง
การสังเกตและแยกแยะคนประเภทนี้
คนแบบนี้มีบุคลิกเหมือนผู้ชนะ ต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่า ดังนั้นจึงมักชอบถามว่าคนอื่นคิดยังไงกับตน
อาชีพและหน้าที่ที่เหมาะสม
งานด้านประชาสัมพันธ์ซึ่งแม้จะพบกันครั้งแรกก็สามารถพูดคุยอย่างยิ้มแย้มได้ และยังเหมาะกับงานด้านการให้คำปรึกษาหรือผู้กำกับเป็นต้น
รูปแบบที่ 4 คุณเป็นคนอ่อนนอก แข็งใน
คนแบบนี้เป็นนักสู้ที่คิดแล้วลงมือทำอย่างตั้งใจ แม้ภายนอกจะดูอ่อนโยน แต่ภายในเป็นคนเข้มแข็ง คนแบบนี้มีกฏของตัวเองที่ต้องการให้คนอื่นทำตามและยอมรับ
ข้อดี
เป็นคนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ รักอิสระมาก เป็นคนที่พึ่งพาได้ทุกสถานการณ์
ข้อเสีย
เป็นคนไม่ยอมใคร ไม่ค่อยฟังที่คนอื่นพูด ชอบคิดเองเออเองและตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

นิสัยการแสดงความโกรธ
เป็นคนเคารพกฏของตัวเอง ถ้าต้องฝืนใจทำอะไรก็จะผิดหวังอย่างรุนแรง
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธ
เวลาโกรธมักมีคำบางคำซ่อนอยู่ เช่น เมื่อคิดว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคิดก็จะหงุดหงิด สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า อคติ
การฝึกฝนปรับปรุงแก้ไข
ให้นึกว่าคนอื่นก็มีคุณค่าในตัวเองเช่นกัน ควรถามว่าตัวเองให้เกียรติคนอื่นเหมือนที่ให้เกียรติตัวเองบ้างไหม
การสังเกตและแยกแยะคนประเภทนี้
ปกติเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อไฟแห่งความโกรธปะทุออกมา ความดื้อรันหัวชนฝาจะแสดงออกมาจนน่าตกใจ
อาชีพและหน้าที่ที่เหมาะสม
คนแบบนี้มีวิธีจัดการเรื่องต่าง ๆ ในแบบของตัวเอง เหมาะกับงานที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์ เช่น เชฟ นักทำขนมหวาน งานที่เกี่ยวกับความสวยความงาม หรืองานที่ต้องการความชำนาญเฉพาะด้านเช่นโปรแกรมเมอร์เป็นต้น
รูปแบบที่ 5 คุณเป็นคนรอบคอบ
คนแบบนี้เป็นนักยุทธศาสตร์ จะไม่ลงแข่งในการต่อสู้ที่ไม่ชนะเด็ดขาด เป็นคนฉลาดและสุขุมรอบคอบ รู้จักเลี่ยงการปะทะกับคนรอบข้าง ไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่า ๆ กัน
ข้อดี
เป็นคนหัวไว มองความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ซับซ้อนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ปฏิบัติต่อคนอื่นได้ถูกต้องตามกาลเทศะ เป็นคนที่หัวหน้าไวใจ
ข้อเสีย
ขี้ระแวง ไม่เปิดใจและไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ ไม่ค่อยภูมิใจในตัวเอง อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ ไม่กล้าลงมือทำอะไรใหม่ ๆ

นิสัยการแสดงความโกรธ
จะตำหนิคนอื่นว่า คนนั้นไม่ดี คนนี้บกพร่อง บางครั้งมองโลกแง่ร้ายจนเกินไป
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธ
เวลาโกรธมักมีคำบางคำซ่อนอยู่ เช่น รู้สึกหงุดหงิดที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า รู้สึกด้อยกว่า หรือ ความอิจฉา
การฝึกฝนปรับปรุงแก้ไข
นิสัยชอบตำหนิคนอื่นแก้ได้โดยการสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น ทำความรู้จักคนนั้นให้ดี เปิดใจให้กว้าง
การสังเกตและแยกแยะคนประเภทนี้
เป็นคนระวังตัวเลยไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท ไม่ชอบก้าวก่ายคนอื่นและไม่ชอบให้ใครมาก้าวก่าย เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง
อาชีพและหน้าที่ที่เหมาะสม
เพราะเป็นคนเอาจริงเอาจังและรอบคอบจึงเหมาะกับงานด้านตัวเลข เช่น งานด้านการเงิน ธนาคาร บัญชีเป็นต้น
รูปแบบที่ 6 คุณเป็นคนสบาย ๆ
คนแบบนี้เป็นคนแสดงสีหน้าท่าทางอย่างอิสระ ทำทุกอย่างตามที่คิด แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา มีความเป็นผู้นำสูง
ข้อดี
มีพลังในการทำงานให้ได้ตามเป้า พูดจาเกลี้ยกล่อมเก่ง คิดว่าการถกเถียงกับคนที่มีความเห็นแตกต่างจะทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน
ข้อเสีย
เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่ง จึงไม่ค่อยนึกถึงความรู้สึกของคนอื่น บางครั้งมั่นใจตัวเองเกินจนกลายเป็นเผด็จการ บังคับคนอื่นมากเกินไป

นิสัยการแสดงความโกรธ
ถ้าเกลี้ยกล่อมคนไม่ได้จะใช้น้ำเสียงข่มขู่คุกคาม แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธ
เวลาโกรธมักมีคำบางคำซ่อนอยู่ เช่น หงุดหงิดที่โน้มน้าวยังไงอีกฝ่ายก็ไม่เปลี่ยนใจ สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธคือคำว่า การไม่รับฟังคนอื่น
การฝึกฝนปรับปรุงแก้ไข
การใช้ความกดดันไม่สามารถเปลี่ยนใจคนได้ นอกจากว่าคน ๆ นั้นจะรู้สึกจากใจจริงว่าต้องการเปลี่ยนถึงจะเปลี่ยนได้ หากพบคนที่เห็นต่างจากเรา ให้เปิดใจและดูว่าเราปรับความรู้สึกของตัวเองให้เหมือนกับคนนั้นได้ไหม
การสังเกตและแยกแยะคนประเภทนี้
คนแบบนี้ต้องการการเคารพนับถือและยกย่องชมเชยจากผู้คน ต้องการมีภาพลักษณ์ที่ดูดีและเป็นมิตร ชอบเป็นจุดสนใจ
อาชีพและหน้าที่ที่เหมาะสม
เหมาะกับที่ทำงานที่มีความอิสระและยืดหยุ่น เอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เหมาะกับงานที่ไม่ต้องฟังคำสั่งจากใคร เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว เป็นนักวางแผนในฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น
หนังสือได้แนะนำวิธีจัดการกับความโกรธอย่างเป็นมืออาชีพ หากเราเข้าใจรูปแบบความโกรธของตัวเองก็จะรับมือกับความโกรธได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นดีขึ้น โดยองค์ประกอบของความโกรธมีหลายด้าน เช่น ระดับความรุนแรง, ความต่อเนื่อง, ความบ่อยครั้ง และ การต่อต้าน
องค์ประกอบที่ 1 ระดับความรุนแรงของความโกรธ
แม้จะเผชิญเรื่องที่ไม่พอใจเหมือนกัน แต่การตอบสนองของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป บางคนกับเรื่องเล็กน้อยก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางคนอาจปล่อยผ่าน หรือโกรธอยู่ในใจแต่ไม่แสดงออกมา คนที่มีความรุนแรงของความโกรธอยู่ในระดับสูง เมื่อไฟโกรธปะทุขึ้น มักแสดงออกมารุนแรงกว่าปกติ ซึ่งความโกรธที่ทะลุขีดจำกัดนี้ คือตัวทำลายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สุขภาพ การงานและครอบครัว
คนที่มีความรุนแรงของความโกรธในระดับสูง วิธีรับมือที่ได้ผลคือทุกครั้งที่หงุดหงิดต้องใจเย็นแล้วค่อย ๆ คิดว่าความโกรธของตัวเองอยู่ในระดับใด โดยกำหนดเป็น 10 ระดับ 1 คือโกรธนิดหน่อย สามารถบอกกับตัวเองได้ว่าช่างมันเถอะ ไล่ไปจนถึงระดับ 10 ซึ่งเป็นความโกรธที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด โกรธที่สุดในชีวิต ถ้าเราฝึกวิเคราะห์ระดับความโกรธของตัวเองหลาย ๆ ครั้ง ก็จะเข้าใจว่าความรุนแรงของความโกรธว่าอยู่ที่ระดับใด และไม่จำเป็นต้องแสดงความโกรธมากกว่าปกติ

วิธีรับมือกับคนที่มีความรุนแรงของความโกรธสูง ๆ อย่างมืออาชีพ ให้ยึดหลัก 3 ข้อนี้
1.3 เข้าใจรูปแบบ
ส่วนใหญ่ความโกรธของคนที่ทีอารมณ์โกรธรุนแรงมักมีรูปแบบกำหนดไว้ เช่น ช่วงเวลา สถานที่ บุคคลอีกฝ่าย เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รู้สึกกระวนกระวายในตอนเช้าที่ออกไปทำงาน เครียดเมื่ออยู่ในสถานที่คนเยอะ ๆ หรืออึดอัดเมื่อเจอคนที่คุยด้วยไม่รู้เรื่อง
ดังนั้นควรสังเกตให้ดีว่าสถานการณ์ไหนกระตุ้นให้เขาแสดงความโกรธออกมาได้ง่าย เมื่อไหร่ที่เข้ากำลังเข้าสู่รูปแบบนั้น เราจะได้หาทางป้องกันไว้ได้
1.2 ค้นหาสิ่งบอกเหตุ
เรารับรู้ถึงความโกรธได้จากอากัปกิริยาหรือคำพูด เช่น หน้านิ่ว จับผม จับแว่นตา ถ้าสังเกตเป็นประจำจะรู้สิ่งบอกเหตุเหล่านี้ได้ แล้วให้เราหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของต้นเหตุความโกรธนั้น
1.3 อย่าเหยียบกับระเบิด
ให้เลี่ยงคำพูดหรือการกระทำที่ทำให้คนมีอารมณ์โกรธรุนแรงจะไม่พอใจ จะช่วยลดการปะทะกันได้
องค์ประกอบที่ 2 ความต่อเนื่องของความโกรธ
คือตัวบ่งชี้ระยะเวลาว่าความโกรธนั้นจะอยู่นานแค่ไหน แต่ละคนมีความต่อเนื่องของความโกรธแตกตางกันไป เช่น บางคนโกรธรุนแรงมาก แต่เมื่อได้ปลดปล่อยก็สบายใจและจบแค่นั้น บางคนอาจจะโกรธแล้วโกรธอีกแต่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้นสักที
หนังสือบอกว่าคนที่ความต่อเนื่องของความโกรธอยู่ในระดับสูง มักมีสาเหตุมาจากเรื่องเก่า ๆ เวลาคนแบบนี้โกรธสติจะไม่อยู่กับปัจจุบัน วิธีรับมือกับความโกรธหากคุณเป็นคนประเภทนี้ทำได้โดย
2.1.1 ลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
เช่น ใช้ตะเกียบหรือแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เพราะเราจำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างมาก จะช่วยให้เลิกคิดฟุ้งซ่านไปได้ ในแต่ละวันให้ลองใช้มือข้างที่ไม่ถนัดสัก 5-10 นาที
2.1.2 เดินไป ทำสมาธิไป
โดยการเพ่งสมาธิไปที่ฝ่าเท้า รับรู้ว่าฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นอย่างไร ยกจากพื้นอย่างไร เท้าซ้ายหรือขวาแตะพื้น ลองออกมาเดินเล่นไป ทำสมาธิไปวันละ 10 นาที

วิธีรับมือกับคนที่มีความต่อเนื่องของความโกรธสูง ๆ อย่างมืออาชีพ ให้ยึดหลัก 3 ข้อนี้
2.2.1 อย่าขัดจังหวะการพูด
แม้จะแทรกความคิดเห็น ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เขาจะคิดว่าตัวเองถูกปฏิเสธและเก็บสะสมความคิดนี้เป็นความโกรธในใจ หากอยากแสดงความเห็นให้รอเขาพูดจบก่อน
2.2.2 ร่วมรับรู้ความโกรธด้วย
เมื่อรู้สึกว่าเขากำลังโกรธ เราควรใช้คำพูดที่เหมาะสมเพื่อแสดงความปลอบประโลมก่อนที่อีกฝ่ายจะแสดงความโกรธออกมา
2.2.3 เปิดโอกาสให้ปฏิเสธได้
คนที่มีความต่อเนื่องของความโกรธ หลายคนมักไม่กล้าปฏิเสธตอนมีคนขอให้ทำอะไร เมื่อเวลาผ่านไปจึงค่อยมาโกรธทีหลัง ดังนั้นเราต้องเปิดทางเลือกให้อีกฝ่ายตอบด้วยความรู้สึกที่แท้จริงซึ่งช่วยลดความกดดันได้
องค์ประกอบที่ 3 ความถี่ของความโกรธ
คือตัวบ่งชี้ว่าเราหงุดหงิดหรือไม่พอใจบ่อยแค่ไหน คนที่ไม่ค่อยโกรธอะไรง่าย ๆ ถึงจะมีเรื่องไม่สบายใจก็จะคิดว่า ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่บางคนอาจโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที คนที่มีความถี่ของความโกรธอยู่ในระดับสูง เมื่อได้ยินอะไรมาก็จะเก็บเอามาคิดและหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา
วิธีรับมือกับคนที่มีความถี่ของความโกรธสูง ๆ อย่างมืออาชีพ ให้ยึดหลัก 3 ข้อนี้
3.1 ไม่โต้แย้งและให้คล้อยตาม
การแย้งคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองและโกรธถี่ ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ ดังนั้นไม่ควรโต้แย้งทันที แต่ควรคล้อยตามไปก่อนแล้วค่อยหาโอกาสอธิบายเพิ่มเติมอย่างใจเย็นภายหลัง
3.2 หาช่องทางสื่อสารเพิ่มเติม
บางครั้งการพูดคุยต่อหน้าคนเจ้าอารมณ์อาจไม่ใช่การสื่อสารที่ดีที่สุด ลองใช้อีเมล์หรือไลน์จะช่วยเลี่ยงการปะทะอารมณ์ได้
3.3 มีสติและพยักหน้า
หากคุยกับคนเจ้าอารมณ์ให้แสดงออกว่าเรากำลังตั้งใจฟังเขาพูด โดยการพยักหน้าและ รับคำเป็นช่วง ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายผ่อนคลายขึ้น
องค์ประกอบที่ 4 ความอดทนต่อความโกรธ
คนที่มีความอดอนต่อความโกรธต่ำจะไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ทำให้ปะทะกับคนอื่นบ่อย ๆ วิธีบำบัดตัวเองของคนประเภทนี้คือพยายามมองหาส่วนที่เหมือนของความเห็นของคนอื่น แทนที่จะมองหาแต่ความต่าง ถ้าทำได้ความอดทนต่อความโกรธกจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย

วิธีรับมือกับคนที่มีความอดทนต่อความโกรธต่ำอย่างมืออาชีพ ให้ยึดหลัก 3 ข้อนี้
4.1 อย่าถาม แต่ให้คิดด้วย
การถามโดยไม่คิด อีกฝ่ายจะรู้สึกเหมือนโดนซักไซ้ไล่บี้ ลองพูดว่า แบบนี้คิดอย่างไรครับ จะดีกว่า
4.2 พูดจากข้อสรุป
คนที่มีความอดอนต่อความโกรธต่ำมักฟังคนอื่นพูดนาน ๆ ไม่ได้ ดังนั้นเราควรพูดจากข้อสรุป การเกริ่นที่มาหรือเท้าความยาวจะทำให้คนแบบนี้หงุดหงิดได้
4.3 อย่าประจบประแจง
คนแบบนี้ถ้ารู้ว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งชม จะคิดว่าคำชมนั้นเป็นการหยามเหยียด ผลลัพธ์จึงอาจออกมาตรงข้าม
สุดท้ายถ้าไม่สามารถรับมือกับความโกรธได้ ความโกรธที่คุอยู่ในใจจะระเบิดออกมาซึ่งทำให้คนนั้นพร้อมโจมตีคนอื่น ตัวเอง หรือสิ่งของได้
คนที่แสดงความโกรธใส่คนอื่น คือคนที่มีสัญชาตญาณป้องกันตัวเองสูง เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือกลัว มีแนวโน้มจะปะทะกับคนอื่น พูดง่าย ๆ คือโกรธแล้วพาลนั่นเอง
คนที่แสดงความโกรธใส่ตัวเอง คือคนที่มีความละอายใจ รู้สึกว่าการแสดงความโกรธใส่คนอื่นเป็นเรื่องไม่ดี มีแนวโน้มเป็นคนโกรธไม่เก่ง มักจะนึกน้อยใจตัวเองจนเสียสุขภาพจิต
คนที่แสดงความโกรธใส่สิ่งของ ปกติเป็นคนใจดีและอดทนมาก เมื่อรู้สึกโกรธจะขว้างปาทำลายข้าวของเพื่อระบายความเครียด เพราะไม่สามารถแสดงความโกรธออกมาเป็นคำพูดได้
วิธีรับมือกับคนที่มีระดับการโจมตีสูงอย่างมืออาชีพ ให้ยึดหลัก 3 ข้อนี้
1 ไม่ตอบโต้
คนที่ระเบิดความโกรธถึงจะพูดด้วยเหตุผลเขาก็ไม่ฟัง การตอบโต้ก็ไม่ต่างอะไรกับการยอกย้อนให้อีกฝ่ายโกรธมากขึ้น ควรคล้อยตามความเห็นเพื่อให้พ้นจากสถานการณ์น่าอึดอัดไปก่อน
2 ออกมาจากสถานที่นั้น
ถ้ารู้สึกว่าบรรยากาศไม่ดีให้ออกมาจากตรงนั้น โดยอ้างว่าขอไปเข้าห้องน้ำ เป็นต้น ส่วนใหญ่เมื่อย้อนกลับไปที่เดิมในอีก 5 นาที ทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลาย
3 ให้ตัวเราเองเป็นหลักแล้วสื่อสารความรู้สึกของตัวเองออกไป
ถ้าข้อ 1 และ 2 ไม่ได้ผล ให้บอกอีกฝ่ายไปตรง ๆ เลยว่าที่ทำอยู่มันคือโกรธแล้วพาล เขาทำให้คนรอบข้างกลัวมากแค่ไหน วิธีนี้ไม่ใช่การตำหนิอีกฝ่าย แต่เป็นการบอกเขาว่าฉันกำลังคิดแบบนี้
หนังสือได้ให้เทคนิค 21 วัน จัดการความโกรธให้อยู่หมัด
ว่ากันว่าคนเราจะเคยชินกับอะไรสักอย่างหากทำมันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ แม้ตอนแรกอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่หากพ้น 3 สัปดาห์ไปแล้วจะเริ่มคุ้นชินและทำได้เหมือนปกติเลย โดยเทคนิคนี้ให้เราทำการบันทึกว่าสิ่งที่ทำให้โกรธหรือหงุดหงิดคืออะไร เป็นเทคนิคการเปลี่ยนรายละเอียดของความโกรธให้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยการเขียนเป็นตัวหนังสือ ถ้ารู้ว่าตัวเองโกรธหรือหงุดหงิดกับอะไร เราก็จะจัดการความโกรธนั้นได้ นอกจากนี้ให้บันทึกสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกใจเย็นลงไปด้วย โดยต้องจดเดี๋ยวนั้นที่รู้สึกโกรธ ไม่ต้องวิเคราะห์ตอนที่กำลังเขียน
ตัวอย่างหัวข้อการจดบันทึกความโกรธเช่น
- วันและเวลาที่โกรธ
- สถานที่โกรธ
- เกิดอะไรขึ้น
- สิ่งที่คิด
- ระดับความโกรธจาก 1-10
การจดบันทึกความโกรธต่อเนื่องหลายวันก็ควรกลับมาอ่านทบทวน เพื่อให้รู้จักแนวโน้มและรูปแบบความโกรธของตัวเอง

สนใจหนังสือ จ้างให้ก็ไม่โกรธ
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/6V6mPivjET
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ
Leave a comment