Header Ads

[เรื่องสั้นประสาทเสีย #4] ปรัมปรา

[เรื่องสั้นประสาทเสีย #4] ปรัมปรา

นิทานหลายเรื่องเล่าว่าป่าเป็นสถานที่สุดอันตราย มีแต่สิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ หากเมื่อใดคุณต้องเข้าป่าให้ระวังเอาไว้ ระวังทุกสรรพสิ่ง ...ระวังแม้แต่สิ่งที่สวยงามที่สุด

ปรัมปรา

โดย - ไอติมจะครองโลก

ในค่ำคืนอันเหน็บหนาวกลางป่าลึกบนภูเขาสูง หมาป่าขนสีเงินกำลังวิ่งหนีสุดชีวิต นายพรานหัวใจเหี้ยมโหดสองคนแบกปืนกระบอกยักษ์ในมือวิ่งตามหลังมา พวกเขาส่องมันมาที่หมาป่าสัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเดรัจฉาน
ปัง!
นัดแรกเฉียดขาหลังไปนิดเดียวเท่านั้น นับว่ายังโชคดีที่ไม่เป็นอะไร หมาป่าเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพราะไม่รู้จะโชคดีเป็นครั้งที่สองหรือไม่ ขนสีเงินของมันแวววาวเมื่อต้องกับแสงจันทร์เพ็ญในคืนนี้ มันรักชีวิตตัวเอง อยากหนีให้พ้นจากรัศมีลูกตะกั่วที่หมายมายังตัว
ปัง!
คราวนี้โชคไม่ดีเหมือนคราวที่แล้ว ลูกตะกั่วแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งทะลุผิวหนังที่ปกคลุมไปด้วยขนหนาสีเงินฝังลึกเข้าไปในอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย เจ็บปวดเหลือเกิน มนุษย์สองคนผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดคิดเบียนเบียนชีวิตผู้อื่นเช่นนี้คงเรียกว่าเป็นเดรัจฉานไม่ต่างจากมันเท่าไร หนำซ้ำพวกเขาอาจเดรัจฉานกว่ามันเสียอีกเพราะแม้หมาป่าตัวนี้จะล่าสัตว์เล็กตัวอื่นที่อ่อนแอกว่าแต่ที่มันทำไปก็เพื่อประทังท้อง ไม่เหมือนสองพรานใจเหี้ยมที่ล่าสัตว์อื่นเพียงเพื่อความสนุกสนานส่วนตนเท่านั้น
เปลือกตาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนไม่มีแรงฝืนให้ลืมขึ้นได้อีกต่อไป หมาป่าขนสีเงินนอนหายใจรวยรินท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บกลางป่าลึกเพียงลำพัง เจ็บปวดเหลือเกิน ทรมานเหลือทน รีบยิงมาอีกนัดสิ ปลิดชีวิตสัตว์ที่พวกแกกล่าวหาว่าเป็นเดรัจฉานเสียเดี๋ยวนี้เลย หมาป่าคิดในใจหวังให้เป็นอย่างนั้นแต่สองพรานใจเหี้ยมกลับเพียงแค่เดินมาดูผลงานที่ยิงไว้แล้วหัวเราะสะใจ ก่อนจะเดินจากไปโดยปล่อยให้หมาป่านอนอยู่กับความทรมานเช่นนั้นต่อไป

ข้าง ๆ ป่าบนภูเขานั้นเองมีเมืองเล็ก ๆ ที่ปกครองตนเองอยู่เมืองหนึ่ง ทางทิศตะวันออกของเมืองเป็นที่ตั้งของพระราชวังกษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชน เหตุที่พระราชวังตั้งอยู่ทางทิศนี้เพราะต้องการให้พระราชวังได้รับแสงอาทิตย์ของรุ่งอรุณก่อนชาวเมือง แม่น้ำที่ไหลจากภูเขาทางตอนเหนือถูกสร้างเขื่อนกั้นไม่ให้เข้าตัวเมืองแต่ขุดทางน้ำให้ไหลมายังพระราชวังเพื่อให้พระราชาได้ใช้ก่อนใคร
พระราชวังสวยงามสร้างอย่างประณีต ประดับประดาด้วยกระเบื้องลวดลายสดสวยทั่วทั้งอาคาร ต่างจากบ้านหลังเล็กหลังน้อยของประชาชนที่สร้างจากไม้ไร้การตกแต่งอันวิจิตรสวยหรู จะเรียกว่ากระท่อมก็ไม่ผิด พระราชาทรงชราภาพมากแล้วจึงไม่แปลกที่โรคร้ายรุมเร้าตามธรรมดาของคนที่อยู่มานาน
"ข้าเหนื่อยเหลือเกินท่านมหาอำมาตย์ ท่านมีวิธีที่ทำให้ข้าไม่ต้องทรมานอย่างนี้อีกต่อไปไหม?" พระราชาตรัสด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง พระเกศาขาวโพลนขึ้นหรอมแหรม พระฉวีเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยกระดวงใหญ่ดวงน้อย พระพักตร์ดูซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา
"ตำราการแพทย์กล่าวถึงสมุนไพรวิเศษชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณรักษาได้ทุกโรค นี่อาจเป็นตัวยาเพียงอย่างเดียวที่สามารถรักษาอาการประชวรของพระองค์ได้" มหาอำมาตย์คนสนิทของพระราชากล่าว
"จัดการนำสมุนไพรนั่นมาให้ข้าโดยไว"
"พะยะค่ะ!"
ตามตำราการแพทย์ประจำเมืองที่เขียนขึ้นโดยบรรพบุรุษของชาวเมืองซึ่งตกทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นระบุเอาไว้ว่า มีสมุนไพรป่าชนิดหนึ่งสามารถบรรเทาอาการทรมานดั่งเช่นที่กษัตริย์ปกครองนครกำลังประสบอยู่ สมุนไพรที่ว่านั้นมีรูปร่างคล้ายเห็ด พบบริเวณที่อับชื้นอย่างในถ้ำ ถ้าพูดถึงถ้ำทั้งเมืองมีอยู่แห่งเดียวคือบนภูเขาฝั่งทิศตะวันตก การจะเก็บมาได้เพื่อผลการรักษาตามสรรพคุณต้องใช้บุคคลที่มีวันคล้ายวันเกิดวันเดียวกับพระราชาเข้าไปเก็บตามลำพัง
ท่านมหาอำมาตย์มีคำสั่งให้สืบค้นทะเบียนราษฎร์หาผู้ที่มีวันคล้ายวันเกิดเดียวกับวันประสูติของพระราชา ไม่นานก็พบบุคคลผู้นั้น แต่เธอเป็นเด็กสาวอายุย่างแปดขวบอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเมือง แล้วอย่างนี้จะพึ่งพาได้หรือ?
"เอาอย่างไรดีครับท่านมหาอำมาตย์ เด็กสาวผู้นี้ยังไม่ครบแปดขวบเต็มเลย จะสามารถเข้าป่าตามลำพังเพื่อไปเก็บสมุนไพรมาถวายพระราชาได้หรือ?" เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์พูด
"นี่เป็นหนทางเดียวที่สามารถรักษาพระอาการประชวรของพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวเมืองได้ ถึงอย่างไรเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ต้องทำหน้าที่นี้" มหาอำมาตย์พูดแล้วหันไปสั่งหัวหน้าพลม้าให้เดินทางไปยังบ้านของเด็กน้อยผู้ได้รับเลือก
ทันใดนั้นก็เกิดการระดมทหารม้าออกจากพระราชวังมุ่งสู่ทางตอนเหนือของเมือง ชาวเมืองตื่นตากันใหญ่ที่เห็นสัตว์สง่างามเช่นม้า ลำพังบุญวาสนาของพวกเขาเคยเห็นแค่ไก่ นก ปลา งู หรือสัตว์ตามธรรมชาติทำนองนี้ ชุดแต่งองค์ทรงเครื่องของเหล่าข้าทาสบริวารในวังก็วิจิตรงดงาม ต่างจากเสื้อผ้ามอซอของชาวเมืองที่มีนุงกันเพียงคนละไม่กี่ตัว

บ้านชั้นเดียวหลังเล็กเตี้ยสร้างจากอิฐขนาดพออยู่แค่สองคนแม่ลูกตั้งอยู่กลางต้นไม้ใหญ่รายรอบ ละแวกนี้มีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวันจากแมกไม้ที่แผ่ปกคลุมบริเวณ ผู้เป็นแม่นั่งบนแคร่ใต้ชายคาบ้านกำลังปักผ้าลวดลายสวยงาม นี่คืออาชีพเลี้ยงปากท้องของครอบครัวนี้ ข้างกันใต้ต้นไม้ใหญ่มีเด็กสาวตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังกำลังโล้ชิงช้าซึ่งผูกไว้กับกิ่งก้านแข็งแรงของต้นไม้อย่างสนุกสนาน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของม้าวิ่งมุ่งมาทางนี้ คุณแม่ยังสาวละสายตาจากงานที่ทำหันมามองต้นเสียงอย่างประหลาดใจ ปกติทางนี้จะมีเพียงวัวเทียมเกวียนผ่านเพื่อเข้าป่าหาเก็บฟืนเท่านั้น อีกอย่างประชาชนธรรมดาไม่มีม้าขี่เพราะไม่มีเหตุจำเป็นให้ใช้งาน จะมีก็แต่ทหารหรือเหล่าคนในวังที่ใช้ม้าเป็นพาหนะ มีเหตุอะไรคนเหล่านั้นถึงยกพลมาที่นี่กันมากมาย
ทหารหาญควบม้าดูท่าสง่างามมาหยุดห่างจากแคร่ที่หญิงสาวนั่งอยู่ไม่ไกลนัก ในมือของเขามีพระราชสาสน์ที่ทำมาจากหนังวัว เมื่อทหารผู้นี้อ่านให้ฟังหญิงสาวก็กระจ่างถึงสาเหตุการมาที่นี่ของเหล่าทหารม้า
"ทางพระราชวังมีความประสงค์นำสมุนไพรวิเศษมารักษาพระอาการประชวรของพระราชา ซึ่งการจะได้มาโดยคงสรรพคุณการรักษาไว้ครบถ้วนนั้น จำต้องให้ผู้มีวันคล้ายวันเกิดเดียวกับวันประสูติของพระราชาเป็นคนเข้าไปเก็บเพียงลำพัง ซึ่งทางสำนักทะเบียนราษฎร์ได้ตรวจสอบแล้ว พบเพียงเด็กหญิงอรินที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ จึงเรียนให้ทราบถึงหน้าที่เพื่อให้เด็กหญิงอรินปฏิบัติให้สำเร็จลุลวง เพื่อพระราชาผู้ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของหมู่เรา"
แม่ของเด็กหญิงได้ฟังก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มือไม้สั่นไม่สามารถปักผ้าต่อไปได้จึงวางของในมือลงแล้วปรี่เข้ามาโอบกอดลูกสาวที่ไกวชิงช้าเล่นอยู่ใต้ต้นไม้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เธอเด็กและไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าป่าเพียงลำพังได้ แต่ชาวเมืองทุกคนต่างรู้ว่าพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งกำลังทรงพระประชวร เธออยากให้ท่านทรงหายเป็นปกติ กลับมาปกครองเมืองและเป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชนสืบไป หน้าที่ที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนได้รับนั้นไม่มีทางเลี่ยงได้เลย
แม้ใจหนึ่งจะเป็นห่วงลูกสาวแต่อีกใจก็รู้สึกภาคภูมิที่ลูกสาวของเธอได้รับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ ผู้เป็นแม่กอดลูกสาวแน่นพลางยิ้มทั้งน้ำตา สวดภาวนาขอให้พระบารมีของพระราชาโปรดปกปักรักษาเด็กคนนี้ให้แคล้วคลาดจากอันตรายในป่าใหญ่และกลับมาสู่อ้อมกอดของเธออีกครั้งด้วยเทอญ

เด็กหญิงเป็นที่โจษจันของชาวเมือง เธอคือความหวังของทุกคนที่จะได้เห็นพระราชาผู้เป็นที่เคารพรักกลับมามีสุขภาพแข็งแรงได้อีกครั้ง เมื่อถึงวันที่ต้องออกเดินทางเพื่อไปปฏิบัติภารกิจ ชาวเมืองจำนวนหนึ่งมาส่งเด็กหญิงที่หน้าประตูเมือง ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มดีใจเว้นแต่แม่ของเด็กหญิงที่ทุกข์ใจเพราะเป็นห่วงลูกสาวตัวน้อย
"ดูแลตัวเองนะลูก นี่จ้ะเอาไว้กินระหว่างทาง" แม่ของเด็กหญิงพูดแล้วยื่นตะกร้าที่ข้างในใส่แซนวิชให้
เด็กสาวรับมา คุณแม่ลูบหัวของเธอ "หนูไปก่อนนะคะ" เด็กหญิงหิ้วตะกร้าแล้วเดินออกมาจากประตูเมือง ชาวเมืองโบกมือพลางตะโกนอวยพรให้เธอโชคดีและได้สมุนไพรวิเศษติดมือกลับมา แม่ของเด็กหญิงไหว้ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้คุ้มครองลูกสาวของเธอให้กลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งอย่างปลอดภัย
บรรยากาศสวยงามรายล้อม ต้นไม้เขียวขจีขึ้นครึ้ม นกประสานเสียงร้องเพลงไพเราะเพราะพริ้ง เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปตามทางที่ทอดยาวเข้าไปในป่า ผู้ใหญ่เอาภาพวาดสมุนไพรชนิดหนึ่งมาให้เธอดูแล้วบอกให้เอามันกลับมาที่เมือง สมุนไพรนี้อยู่ในถ้ำกลางป่าลึก เด็กหญิงเดินมาจนตะวันอยู่เหนือหัวเธอก็รู้สึกหิวขึ้นมา แวะนั่งข้างทางแล้วเปิดตะกร้าหยิบแซนวิชฝีมือคุณแม่ออกมากินจนท้องอิ่ม บรรยากาศตรงนี้สวยงามจับใจหาไม่ได้จากที่ไหน มวลดอกไม้หลากสีขึ้นไปทั่วหย่อมบริเวณ ผีเสื้อฝูงใหญ่บินว่อนดูดน้ำหวานจากดอกไม้ เด็กหญิงอยากอยู่วิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อแต่เธอไม่ลืมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จึงลุกหิ้วตะกร้าเปล่าแล้วเดินต่อไป
ถ้ำที่ตามหาอยู่ตรงหน้าแล้ว เด็กหญิงเดินเข้าไป ข้างในนี้มืดจนเกือบมองไม่เห็นทาง พลันก็เห็นแสงสว่างส่องเป็นลำมาจากช่องโหว่ด้านบนเพดานถ้ำ ลำแสงนั้นส่องไปที่สมุนไพรวิเศษต้นเดียวที่ขึ้นอยู่ในถ้ำ สมุนไพรของจริงสวยกว่าภาพวาดที่เคยเห็นมาก่อนหน้าเสียอีก เด็กหญิงไม่รอช้าเดินไปเด็ดมันมาใส่ไว้ในตะกร้า
เด็กหญิงเดินกลับทางเก่า บัดนี้จวนจะค่ำแล้ว มองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินจากมุมนี้สวยกว่าที่ใด ๆ เดินอีกสักครึ่งชั่วโมงคงถึงเมืองแล้ว ทันใดนั้นเองเด็กหญิงก็ได้ยินเสียงร้องครางโอดโอยด้วยความเจ็บปวดดังมาจากข้างทาง เธอหันไปดูเห็นหมาป่าตัวหนึ่งนอนซมอยู่ในกอหญ้า ขนสีเงินของมันเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดแห้ง ดูเหมือนมันเจ็บปวดทรมานราวกับรอเวลาสิ้นใจ
เด็กสาวเดินไปดูใกล้ ๆ เห็นแผลเหวอะที่ลำตัวของหมาป่าตัวนั้น โดนพรานผู้ชั่วร้ายยิงหรืออย่างไรนะ เธอสามารถจะช่วยอะไรหมาป่าตัวนี้ได้บ้าง คงใจดำน่าดูถ้าเธอปล่อยให้ความตายมาพรากชีวิตมันไป
จริงสิ! เห็ดในตะกร้าที่เธอหิ้วอยู่นั้นมีสรรพคุณทางการรักษามหาศาลนี่นา หากหมาป่าเคราะห์ร้ายตัวนี้ได้กินมันแล้วต้องหายจากความเจ็บปวดทรมานแน่ แต่สมุนไพรนี้มีไว้สำหรับพระราชา เธอจะเอามาให้หมาป่ากินไม่ได้ มองดูหมาป่าก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ จะทำอย่างไรดีนะ?
เด็กหญิงตัดสินใจหยิบสมุนไพรออกจากตะกร้ามาให้หมาป่ากิน เธอยื่นเข้าไปใกล้ปากแต่มันไม่ยอมงับจึงแง้มปากของมันขึ้นเล็กน้อยแล้วยัดสมุนไพรใส่ปาก มันไม่ยอมเคี้ยวคงไม่มีแรงเหลือ เด็กสาวภาวนาขออย่าให้การช่วยเหลือนี้ไร้ค่า เธอหิ้วตะกร้าเปล่าเดินกลับเมืองด้วยความเปี่ยมสุข
อาทิตย์ลาลับขอบฟ้าพอดีที่เด็กหญิงกลับมาถึงเมือง ชาวเมืองมารอต้อนรับเธอเป็นจำนวนมากที่ประตูเมืองแต่ละคนถือคบไฟไว้คนละอันในมือ เมื่อแม่เห็นลูกสาวก็โผเข้ามากอด ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ช่วยปกปักรักษาลูกของเธอให้กลับมาได้อย่างปลอดภัย
"เก่งมากเลยลูกแม่ ปลอดภัยดีใช่ไหมจ๊ะ?"
"ค่ะ"
ชายชาวเมืองคนหนึ่งถามเด็กหญิง "ได้สมุนไพรมาแล้วใช่ไหม รีบเอาไปถวายแก่พระราชาเร็ว"
เด็กหญิงใบหน้าเปลี่ยนสี "เอ่อ... คือ..."
หญิงชราเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของเด็กหญิงก็เดินเข้ามาดึงออกจากอ้อมอกแม่ "อะไร? ตกลงได้สมุนไพรมาหรือเปล่า?"
"ได้มาค่ะ"
"งั้นก็รีบเอาไปถวายพระราชาเลยสิ" หญิงชราจะจูงเด็กหญิงไปที่พระราชวัง
เด็กหญิงชะงัก "แต่ว่า..."
"แต่ว่าอะไรรีบตอบมาเร็ว ๆ สิ ทุกคนรอฟังเธออยู่" หญิงชราเร่งเร้าเขย่าตัวเด็กหญิงทำเธอตั้งท่าจะร้องไห้
"หนู... หนูเอาสมุนไพรให้หมาป่าไปแล้ว"
ทันใดนั้นเสียงของชาวเมืองก็เซ็งแซ่ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำของเด็กหญิง เธอเป็นความหวังของชาวเมืองที่เข้าไปเอาสมุนไพรวิเศษกลับมารักษาพระอาการประชวรของพระราชาผู้เป็นที่เคารพรัก แต่นี่เธอกลับเอาไปให้หมาป่าสัตว์เดรัจฉานอย่างนั้นหรือ เธอเห็นเจ้าสัตว์ชั้นต่ำไร้ค่าอย่างนั้นดีกว่าพระราชาไปได้อย่างไร
"ทำไมทำอย่างนี้ รู้ไม่ใช่หรือว่าสมุนไพรนั่นต้องนำมาให้พระราชา"
"ก็หมาป่าตัวนั้นน่าสงสารนี่คะ" เด็กหญิงตอบใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา
"เรายอมไม่ได้ เธอต้องถูกลงโทษ" ชาวเมืองคนหนึ่งพูดแล้วทุกคนก็ตีวงแคบเข้ามา เป้าหมายคือตัวเด็กหญิง
"อย่าทำอะไรลูกฉันเลยนะ" แม่ของเด็กหญิงวิงวอนจะเข้าไปกอดปกป้องลูกสาวแต่ถูกชาวเมืองดึงตัวออกมา
ด้วยความผิดหวังในตัวเด็กหญิง ชาวเมืองมีความคิดตรงกันว่าต้องลงโทษเด็กหญิงให้สาสมกับการกระทำผิด พวกเขาล้อมวงแคบเข้ามาเรื่อย ๆ เด็กหญิงหวาดกลัวไม่รู้จะเอาตัวรอดอย่างไรดี จะกอดแม่ไว้ก็ไม่ได้เพราะไม่รู้ชาวเมืองพาแม่ของเธอไปไว้ไหนเสีย เธอส่งเสียงร้องไห้ออกมาดังลั่น ขณะวงล้อมของประชาชนกระชับเข้ามา
โฮ่ง!
เสียงคำรามของหมาป่าขนสีเงินดังก้องไปทั่วบริเวณ มันกระโจนเข้ามาในวงล้อมพลางส่งเสียงขู่มนุษย์ทุกคนไม่ให้ทำอะไรเด็กหญิงผู้ช่วยชีวิตมันเอาไว้
กรร...
"หมาป่าตัวนี้ใช่ไหมที่กินสมุนไพรวิเศษไป ไหน ๆ ก็ไม่ได้สมุนไพรมารักษาพระราชาแล้ว พวกเราทุกคนช่วยกันถลกหนังของมันทำเป็นพรมเช็ดเท้าแล้วเอาไปถวายพระราชากันดีกว่า" ชาวเมืองคนหนึ่งว่า
"เฮ้..." ชาวเมืองทุกคนชูไม้ชูมือกู่เสียงก้องเห็นดีเห็นงามด้วย
"อย่านะ อย่าทำอะไรหมาป่าตัวนี้" เด็กหญิงร้องแต่ไม่มีชาวเมืองคนไหนฟัง
หมาป่าวิ่งลอดขาของเด็กหญิงเพื่อให้เด็กหญิงขี่บนหลังของมัน จากนั้นมันก็กระโจนหลบคมจอบที่ชาวเมืองฟาดลงมาหมายเอาชีวิตได้อย่างหวุดหวิด มันเร่งฝีเท้าวิ่งพาเด็กหญิงไปหลบยังที่ปลอดภัย
"พวกเราตามมันไปเร็ว"
"ฮูเร..."
ชาวเมืองคว้าจอบคว้าเสียบหรืออะไรก็ตามที่ใกล้มือและสามารถเด็ดชีวิตเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนั้นได้ ทุกคนรีบวิ่งตามฝีเท้าว่องไวของหมาป่าไป เปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ปลายคบไฟในมือแต่ละคนต้องลมวูบไหวดูราวกับกำลังเต้นระบำในคืนงานเลี้ยง
หมาป่าพาเด็กหญิงมาหลบอยู่ใต้สะพานไม้ทรงครึ่งวงกลม ชาวเมืองวิ่งผ่านศีรษะไปไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างใต้ เด็กหญิงขวัญเสีย หมาป่าจึงเข้าไปปลอบใจโดยการคลอเคลีย เธอคงต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นใครสักคนที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย เธอกอดหมาป่าตัวนั้นไว้แน่นราวกับเป็นแม่ของเธอ หมาป่าอยากขอบคุณเด็กหญิงสำหรับความช่วยเหลือที่ทำให้มันรอดกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง แต่ไม่รู้จะแสดงออกให้รับรู้ได้อย่างไรดี หวังว่าการช่วยเหลือครั้งนี้จะทำให้เด็กหญิงรู้สึกถึงคำขอบคุณที่หมาป่าอยากส่งถึง
เด็กหญิงคนนี้ช่างมีจิตใจเมตตาเหลือเกิน สำหรับเธอแล้วทุกชีวิตในโลกล้วนมีค่าเท่าเทียมกัน
หมาป่าปฏิญาณต่อตนเองว่าจะอยู่ดูแลความปลอดภัยแก่เด็กหญิงตลอดไป
หมาป่าคลอเคลียเด็กหญิงราวกับมนุษย์ผู้นี้เป็นลูกของมัน
เด็กหญิงกอดหมาป่าไว้แน่น เสียงร้องไห้นั้นเงียบไปนานแล้ว
ทุกอย่างนิ่งสงบ ใต้สะพานไม้มีเพียงเด็กหญิงและหมาป่าเท่านั้น
ฉึก!
คมมีดปลายแหลมแทงเข้าบริเวณคอของหมาป่า เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมาจากปากแผลเลอะมือเล็กของเด็กหญิงที่ถือมีดคมกริบ บัดนี้ใบหน้าของเด็กหญิงไม่แสดงออกถึงความอ่อนโยนใด ๆ แต่กลับฉายแววตาเหี้ยมโหดไม่ต่างจากพรานจิตใจชั่วสองคนที่ไล่ล่ามันเมื่อคืน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าไว้ใจอยู่วันยังค่ำ มันผิดเองที่คิดว่าเด็กหญิงคนนี้เป็นคนดีจากการมองเพียงผิวเผิน เปลือกตาทั้งสองข้างเริ่มหนักอึ้ง หมาป่าฝืนลืมตาต่อไปไม่ไหว ลมหายใจอ่อนโรยริน เด็กหญิงหมุนมีดคว้านตัดหลอดลมที่เชื่อมระหว่างจมูกและปอดของหมาป่า ทันใดนั้นเองลมหายใจของสัตว์ที่ถูกเรียกว่าเดรัจฉานตัวนี้ก็จางหายไป

พระราชวังโอ่อ่าถูกตกแต่งด้วยวัสดุหลากหลายด้วยความประณีตดูสวยงามวิจิตร เด็กหญิงเดินเข้ามาในห้องโถงซึ่งพระราชาผู้ปกครองเมืองทรงประทับ ในมือของเธอถือถาดไม้บรรจุของน่าสะอิดสะเอียด เด็กหญิงเดินมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าบัลลังก์กษัตริย์พลางยื่นถาดไม้ให้พระราชาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นผิดวิสัยเด็ก
"นี่พะย่ะค่ะยาอายุวัฒนะ เชิญพระองค์ทรงเสวยได้เลย"
พระราชาผู้แก่เฒ่าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นทั่วร่างกาย ฝืนพยุงสังขารยื่นพระพักตร์มาดูดกลืนของน่าขยะแขยะในถาดไม้อย่างหิวกระหาย สิ่งนี้คือสมุนไพรวิเศษในกระเพาะหมาป่าสับละเอียดจนเละ พระราชาทรงเสวยจะหมด พระองค์ทรงเลียแม้ติดขอบถาดไม่ยอมให้เสียเปล่า ทันใดนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับพระองค์ พระเกศาขาวลีบบางค่อย ๆ ผลัดกลายเป็นสีดำดกเงางาม คิ้วด้วยก็เช่นกัน พระฉวีที่เหี่ยวย่นค่อย ๆ กลับมาเต่งตึงอีกครั้ง รอยตกกระจางหายไปในพริบตา ร่างกายกลับมาดูล่ำสันไม่ผอมแห้งเหมือนเก่า กำลังหนุ่มกลับคืนมาอีกครั้ง จากชายชรากลายเป็นหนุ่มวัยยี่สิบห้าใช้เวลาเปลี่ยนแปลงไม่กี่นาที พระราชาผู้ครองเมืองยืนสง่าอยู่หน้าบัลลังก์ พระองค์ทรงลูบศีรษะเด็กน้อยผู้ทำให้พระองค์กลับมาเป็นหนุ่มได้อีกครั้ง
ตามตำราการแพทย์ประจำเมืองที่เขียนขึ้นโดยบรรพบุรุษของชาวเมืองซึ่งตกทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นระบุเอาไว้ว่า มีสมุนไพรป่าชนิดหนึ่งสามารถบรรเทาอาการทรมานได้ทุกชนิด หากทำให้สมุนไพรนี้ถูกย่อยไปบางส่วนในกระเพาะของหมาป่า แล้วนำกระเพาะทั้งชิ้นพร้อมสมุนไพรมารับประทานจะมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะรักษาอาการแก่เฒ่า จากเรื่องเล่าปรัมปราว่ากันว่าพระองค์ทรงครองเมืองนี้มาสามร้อยปีแล้ว ทุกห้าสิบปีจะมีการวางแผนให้ได้มาซึ่งยาอายุวัฒนะตัวนี้ ทุกอย่างถูกจัดฉากให้เป็นไปตามแผนตั้งแต่เมื่อคืนโดยสองพรานผู้ออกล่าหมาป่าให้บาดเจ็บ อีกห้าสิบปีข้างหน้าหลานสาวของเด็กหญิงต้องสืบทอดหน้าที่ป้อนสมุนไพรแก่หมาป่าและล่อลวงมาฆ่าเอากระเพาะ เป็นหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้เพราะความรับผิดชอบนี้ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวของเธอมาตั้งแต่อดีต
จบ
ขับเคลื่อนโดย Blogger.